วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความจริงเกี่ยวกับการเจ็บป่วย การรักษาและความเป็นมนุษย์ (ตอนที่ 3)

จากคุณหมอ Vee Chirasreshtha (facebook) เป็นความรู้สึกที่อธิบายเป็นตัวอักษร ทุกครั้งที่ถูกก่นด่า ถูกต่อว่า ออกสื่อโซเชียลแต่ละครั้งและมีคนเมนต์อย่างเมามัน สะใจ ดังต่อไปนี้

ก่อนที่คุณจะตั้งคำถามว่าทำไมช้าจัง คุณลองคิดถามดูก่อนว่า เอ๊ะ หมอ กับพยาบาลเหล่านี้ “ทานข้าวตอนไหน” คนไทยกำลังทำให้ทุกอย่างแย่ลง และคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือคนไทยนั่นเอง เพราะสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้ มันเป็นผลจากความไม่รู้ของคนไทยเอง และระบบที่แย่มานานมาก

ข้อแรก...แพทย์พยาบาลขาดแคลนมานานแล้ว เรามีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการตรวจรักษาผู้ป่วยในปัจจุบันมาเป็นเวลานาน แต่เราก็ตรวจรักษาเช่นนี้มาตลอด เพราะไม่มีการแก้ไขใดๆที่เป็นรูปธรรม เอาง่ายๆให้มองเห็นภาพ ตอนนี้ในโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก 10 เตียงที่ผมเคยอยู่ จะมีคนไข้ที่มาตรวจรักษาวันหนึ่งประมาณ 100 คน (อันนี้ขั้นต่ำ) ผมเป็นหมอคนเดียวของโรงพยาบาลแห่งนี้ ดังนั้นเวลาที่ผมใช้ตรวจคนไข้ในหนึ่งวันคือ

08.00-16.00 น. = 8 ชั่วโมง หักพักเที่ยงออกไปก็เหลือ 7 ชั่วโมง = 420 นาที

ดังนั้นผมจะใช้เวลาตรวจคนไข้หนึ่งคน = 4.2 นาที เวลา 4.2 นาที คุณคิดว่าผมสามารถทำอะไรได้บ้างครับ

สอง...เชื่อมั้ยครับว่าโรคที่คนไข้มาหาหมอที่โรงพยาบาล มากกว่า 80% เป็นโรคที่หายเองได้ เพียงแค่ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ เช่นอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาการโรคหวัดไข้น้ำมูก ฯลฯ แต่เมื่อมาตรวจที่โรงพยาบาลก็ต้องมาใช้เวลา 4.2 นาทีนั้น ทำให้คนไข้ที่ป่วยจริงๆและต้องการการตรวจรักษาอย่างละเอียดจากแพทย์เสียโอกาสไป เพราะผู้ป่วยที่ต้องการการตรวจรักษาอย่างละเอียดจริงๆ

ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เพื่อให้การวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง หรือส่งตัวไปรักษาต่อโรงพยาบาลที่มีศักยภาพมากกว่า ดังนั้นเมื่อใช้เวลานาน คนไข้ที่รอที่เป็นโรคเล็กๆน้อยๆก็บ่นก็ร้องเรียน ทำให้มันเป็นเหมือนวงจรที่ทำให้แพทย์ต้องรีบและอาจเกิดความผิดพลาดได้

สาม...นอกเวลาราชการเราจะตรวจเพียงแค่ผู้ป่วยฉุกเฉินเท่านั้น ซึ่งคำว่าฉุกเฉินเป็นอย่างไร คนไทยก็ไม่เข้าใจในความหมาย และสิ่งที่เจอที่ไม่น่าจะมี คือคนไข้ที่มานอกเวลาเพราะบอกว่าในเวลารอนาน ก็เลยมาตรวจเอาตอนดึกๆ หรือพวกที่ป่วยเล็กน้อยมาสองสามวัน มาเพื่อขอใบรับรองแพทย์ สิ่งเหล่านี้มีให้เห็นอยู่เป็นประจำ ซึ่งนอกเวลาราชการคนที่ทำงานก็มีไม่มากอยู่แล้ว จึงทำให้คนที่ป่วยจริงๆต้องรอตรวจมากขึ้น แต่เมื่อเรามีระบบคัดกรองใครป่วยมากสุดควรได้ตรวจก่อน คนที่อาการหนักมากก็จะตรวจก่อน

ก็จะมีการโวยวายว่ารอนาน ด่าทอเจ้าหน้าที่ ถ่ายรูปลงโซเชียลเจ้าหน้าที่ของรัฐมีจำนวนน้อยและทำงานกันหนักมากจนบางครั้งก็มีคำเปรียบเปรยว่าเราคือกรรมกรปริญญา

แพทย์ทำงานช่วงกลางวัน 08.00-16.00 น. และอยู่เวรต่อ 16.00-08.00 น. ของอีกวัน จากนั้นเราก็ทำงานในเวลาราชการต่ออีก 08.00-16.00 น. สรุปแล้วเราทำงาน 36 ชั่วโมง ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่เรียกว่า ธรรมดาแล้วของการทำงาน คุณพยาบาลก็เช่นกัน ทำงานเป็นกะ กะละ 8 ชั่วโมง ลงกะนี้แล้วได้พักหน่อยก็มาขึ้นกะต่อไป บางทีก็ทำสองกะติดกัน แบบนี้ก็เป็นเบสิคของการทำงานเช่นกัน

แล้ว “คุณภาพชีวิต” และ “คุณภาพของงาน” จะอยู่ที่ไหน เมื่อทุกอย่างเริ่มแย่ลงจากการที่เราทำตัวเราเอง และทำให้คนที่ทำงาน “หน้างาน” ซึ่งเป็นคนทำงานจริงๆของโรงพยาบาล และเป็นคนที่ช่วยรักษาชีวิตของพวกเรามากที่สุดแล้ว เริ่มท้อแท้และทยอยลาออกเรื่อยๆ

รวมทั้งเรื่องฟ้องร้องมากมายที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ จากความไม่เข้าใจกันของทั้งสองฝ่าย

สิ่งที่มีผลตามมานั้น คนที่มีผลกระทบมากที่สุดก็คือตัวเราเอง เพราะ หนึ่ง...เมื่อหมอมีเวลาตรวจน้อยลง ตรวจผิดพลาดได้ง่าย และมีเรื่องร้องเรียนและฟ้องร้องต่างๆมากขึ้น หมอก็จะส่งตัวผู้ป่วยเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ๆหมด ไม่กล้าที่จะรักษาที่โรงพยาบาลขนาดเล็ก แม้ว่าจะสามารถรักษาได้ก็ตาม

ดังนั้นคนที่ได้รับผลกระทบคือตาสีตาสาที่มีรายได้น้อย ต้องใช้เงินเก็บที่มีทั้งหมดเหมารถมาที่ในเมือง และเสียค่ากินค่าอยู่อีกมากมายแม้ว่าจะรักษา “ฟรี” แต่ค่าเดินทางและค่ากินอยู่ไม่ฟรีนะครับ และมันก็มีค่ามากจริงๆสำหรับชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ สอง...เมื่อส่งตัวมาโรงพยาบาลใหญ่มากขึ้น โรงพยาบาลใหญ่ก็จะแออัดมากขึ้น คนไข้ก็จะได้ตรวจช้ามากขึ้น คิวการรักษาก็จะนานมากขึ้น นานจนบางครั้งรักษาไม่ได้แล้ว

พอเป็นเช่นนี้เรื่องร้องเรียนต่างๆ เช่น ได้ตรวจช้าบ้าง หมอวินิจฉัยล่าช้าบ้างก็จะตามมา แล้วมันก็จะเป็นวงจร ทำให้หมอและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานจริงๆท้อแท้ และเริ่มลาออกกันมากขึ้น และจะเป็นวงจรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

เรากำลังทำร้ายคนที่พยายามช่วยรักษาชีวิตของเรากันอยู่ครับ ดังนั้นทางแก้ไข้คือ คนไทยต้องมีความรู้ในเรื่องของสุขภาพมากกว่านี้ และดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานให้ได้ รวมทั้งการเปิดใจรับสิ่งที่ถูกต้องที่ผู้รู้ได้อธิบายได้บอกกล่าว ไม่ใช่ปิดกั้นทุกอย่าง คิดว่าตัวเองถูกเสมอ และเชื่อในสิ่งที่ไม่มีหลักฐานยืนยันที่ส่งมาตามไลน์ตามโซเชียล ประการต่อไปสำคัญมากคือผู้ใหญ่ข้างบนคงต้องมีมาตรการที่จริงจังมากกว่านี้ ต้องจริงใจที่จะแก้ปัญหามากกว่านี้ และคิดถึงสวัสดิภาพและขวัญกำลังใจของ “ผู้ปฏิบัติงาน” มากกว่านี้ อะไรที่ต้องเด็ดขาดก็เด็ดขาดครับ อย่ามาอ้อยอิ่งกลัวร้องเรียน กลัวเสียฐานเสียง กลัวที่จะไม่ได้ไปต่อ...ไม่เช่นนั้นคุณจะไม่เหลือคนที่ทำงานจริงๆครับ

หากยังเป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ คนไทยนั่นแหละครับที่จะได้รับผลกระทบ และเมื่อมันเลวร้ายมากขึ้น คนไทยจะได้รับการรักษาจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่รักษาคุณ “ด้วยหน้าที่” ไม่ใช่ “ด้วยหัวใจ”

ผมไปดูแลรักษาคุณลุงคุณป้าก่อนนะครับ ผ่าตัดไปหลายราย นอนรออีกหลายราย มาไกลกันทีเดียว ทุกคนรอผมอยู่...รอด้วยใจ ผมก็จะพยายามรักษาด้วยใจเช่นกันครับ.

อ่านเพิ่มเติม 

ความจริงเกี่ยวกับการเจ็บป่วย การรักษาและความเป็นมนุษย์ (ตอนที่ 2)

ความจริงเกี่ยวกับการเจ็บป่วยการรักษา และความเป็นมนุษย์ (ตอนที่ 1)

หมอดื้อ