วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทำอีก 2 ปีเศรษฐกิจติดลมบน “สมคิด” ยันรัฐบาลขาขึ้นแต่ยังห่วงเหลื่อมล้ำ

“สมคิด” เชื่อมั่น การผลักดันนโยบายต่างๆของรัฐบาลจะทำให้จีดีพีปี 2560 สูงกว่าที่ ธปท.และ สศช.คาดการณ์ไว้แต่ยังไม่สบายใจเพราะประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง มีคนจนครึ่งประเทศ ทำให้รู้สึกว่าเศรษฐกิจยังไม่ดี ซึ่งรัฐบาลจะต้องนำดิจทัลมาช่วยแก้ไขปัญหา พร้อมยืนยัน รัฐบาลช่วงนี้ไม่ใช่ขาลง และเป็นขาขึ้น หากทำอีก 2 ปีพร้อมติดลมบน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการปาฐกถาเรื่อง “ประเทศไทย 4.0 อนาคตเศรษฐกิจดิจิทัล” ในงานนิทรรศการนานาชาติ “Digital Thailand Big Bang 2017” ว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนในทุกๆด้านอย่างเต็มที่ เพื่อให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสถาบันต่างๆได้ไปแก้ไขการประเมินการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศในปี 2560 ใหม่ โดยเชื่อว่าตัวเลขที่คาดการณ์กันไว้ล้าสมัยอย่างแน่นอน

“การส่งออกเดือน ส.ค.2560 ที่เติบโต 13.2% ถือเป็นการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 4 ปี เกือบ 5 ปี และเชื่อว่าไตรมาสที่ 4 การขยายตัวจะยังต่อเนื่อง ประกอบกับจะเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวเติบโตสูงการใช้จ่ายก็เริ่มกระเตื้องขึ้น และเป็นช่วงที่การเบิกจ่ายงบประมาณของประเทศสูง นักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ทำให้เชื่อว่าไตรมาสที่ 4 และตลอดทั้งปี 2560 เศรษฐกิจจะไปได้ดี แต่สิ่งสำคัญประชาชนจะต้องมีความเชื่อมั่นและเดินไปข้างหน้า อย่ามองแต่ทางลบ ไม่วิตกและมองแต่เรื่องอดีต รัฐบาลจะพยายาม ผลักดันให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปให้ได้มากที่สุด”

นายสมคิดกล่าวว่า ตนเองรู้สึกยินดี แต่ก็ยังไม่สบายใจเพราะยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง จึงได้แจ้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่าตอนนี้แม้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวแต่ประชาชน 30 ล้านคนหรือเกือบครึ่งประเทศ ซึ่งอยู่ในภาคการเกษตรมีส่วนแบ่งในจีดีพีเพียง 10% ตรงนี้จึงทำให้คนยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งปัญหาไม่ได้เกิดจากรัฐบาลนี้ แต่เป็นเพราะมีปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข ในรัฐบาลนี้อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้าง แต่ในระยะสั้นจะต้องมีมาตรการเพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อยไปก่อนคือโครงการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งแนวทางที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้นคือต้องเพิ่มมูลค่า และสามารถใช้ช่องทางของอีคอมเมิร์ซขายสินค้าไปสู่โลกให้ได้ ซึ่งในการพัฒนาส่วนนี้จะต้องเร่งสร้างกลุ่มผู้นำสมาร์ตฟาร์มเมอร์ขึ้นมาเพื่อเป็นผู้นำพาเกษตรกรให้เข้ามาใช้ดิจิทัลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคเกษตร

“ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาด้านดิจิทัล ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะเริ่มต้นช้าแต่ถ้ามีความมุ่งมั่นจะพัฒนาแซงประเทศที่เริ่มต้นไปก่อนได้ เช่น นโยบายผลักดันสตาร์ทอัพเมื่อปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ไม่เป็นที่รู้จักขณะนี้ก็กลายเป็นกระแสไปแล้ว มาถึงปีนี้ ต้องการให้เกิดกระแสดิจิทัล บิ๊กแบง เพื่อให้ต่างชาติมองเห็นศักยภาพของประเทศไทยว่าสามารถเป็นศูนย์กลางของข้อมูลข่าวสารของภูมิภาคนี้ได้ และต้องผลักดันให้เกิดเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเอเชียและเพื่อนบ้าน”

นายสมคิด กล่าวว่า ขอฝากการบ้านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะต้องผลักดันต่อไป 3 เรื่อง คือ 1.ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าจะทำอย่างไรให้การลงทุนเน็ตประชารัฐเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ให้ตอบโจทย์ด้านการศึกษา การแพทย์ สาธารณสุข เกษตร เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานนี้สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการต่างๆ ลดความเหลื่อมล้ำ 2.เร่งใช้เทค– โนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพ ได้ใช้ประโยชน์โดยให้พัฒนาเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น คลัสเตอร์หุ่นยนต์ คลัสเตอร์เทคโนโลยีชีวภาพ คลัสเตอร์เทคโนโลยีการแพทย์และยา โดยทั้งรัฐและเอกชนมาร่วมกัน

“ได้หารือกับนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น เกี่ยวกับแนวคิดที่จะระดมทุนโดยตั้งเป็นกองทุนขึ้นมา เพื่อเข้าไปสนับสนุนสตาร์ทอัพในคลัสเตอร์สำคัญ เพื่อไปสู่การเป็นสตาร์ทอัพเนชั่นให้ได้ใน 5 ปี ซึ่งสิ่งนี้สามารถทำได้และคนที่มาร่วมลงทุนจะได้ประโยชน์”

3.เร่งผลักดันการยกระดับระบบบิ๊กดาต้าของประเทศ ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ของประเทศจะเป็นโจทย์ใหญ่ในการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป เพราะเป็นฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่สำคัญ

“ถ้าเรายังไม่เปลี่ยนแปลงชีวิตในอนาคตลูกหลานจะลำบาก ที่มีคนบางกลุ่มมองว่าที่รัฐบาลจัด ครม. สัญจรไปที่ จ.สุพรรณบุรี เป็นการไปหาเสียง เพราะรัฐบาลขาลง จะบอกให้ว่าตอนนี้เป็นขาขึ้นและตอนนี้เพิ่งเริ่ม ถ้าทำอีก 2 ปีจะติดลมบนด้วย แต่ถ้าไม่ทำและได้คนที่ไม่ทำอะไรเลยอันนั้นล่ะขาลงของจริง ลงแบบกู่ไม่กลับด้วย อย่าหาว่าไม่เตือน”

ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการ คลัง เปิดเผยว่า จากการที่ตัวเลขส่งออกในเดือน ส.ค.ขยายตัวได้ถึง 13.2% น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเป็นบวกได้เพิ่มขึ้น และน่าจะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ในการปรับประมาณการตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจของไทยปีนี้เพิ่มขึ้น.