วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สังคมกรุงน่าวิตก-สามีฆ่าภรรยาพุ่ง สสส.แฉเหล้าต้นเหตุ แถมมักใช้ปืนก่อเหตุ

จี้รัฐหาทางควบคุมจริงจัง

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่โรงแรมเอเชีย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเพื่อรายงานสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปี 2559 ภายใต้หัวข้อรณรงค์ “ความรุนแรงฆ่าครอบครัว” โดย ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า งานในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทบาทของ สสส.และองค์กรภาคีเครือข่ายที่ต้องการแก้ปัญหาผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ใช่เพียงเฉพาะอุบัติเหตุและปัญหาสุขภาพเท่านั้น จากข้อมูลงานวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปี 53 ต่อความสัมพันธ์ของการเสพสุรากับอาชญากรรม ซึ่งได้สุ่มตัวอย่างจากผู้ต้องขังที่ต้องโทษในคดีความผิดต่อชีวิตและร่างกายที่ต้องโทษจำคุกในเรือนจำและทัณฑสถานในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 6 แห่ง จำนวน 880 คน พบว่าการดื่มสุรามีความสัมพันธ์กับอาชญากรรม เป็นปัจจัยหลักในการก่อเหตุ โดยกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นอายุไม่เกิน 25 ปี มากกว่าครึ่ง 58.8% ดื่มสุราก่อนก่อเหตุ ในจำนวนนี้ 76.4% ก่อเหตุหลังจากดื่มสุราไม่เกิน 5 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน ข้อมูลของศูนย์วิจัยปัญหาสุราปี 58 ยังระบุชัดว่า 82% เคยได้รับผลกระทบจากการดื่มสุราของผู้อื่น เช่น รู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ เพราะการดื่มของคนแปลกหน้ารู้สึกไม่อยากแม้แต่จะมอง หวาดกลัว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่ดื่มตามถนน/ในที่สาธารณะ ตื่นกลางดึกเพราะเสียงดังรบกวนจากวงสุรา และเคยถูกคนที่ดื่มพูดจาหยาบคายใส่ นอกจากนี้ สุรายังมีผลกระทบจากสุราต่อเด็ก หากคนในครอบครัวที่ดื่มหนัก จะเพิ่มโอกาสให้เด็กได้รับผลกระทบจากสุรา 3.3 เท่า

นางสาวจรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า มูลนิธิฯได้รวบรวมสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว รอบ 1 ปี 2559 จากหนังสือพิมพ์ 13 ฉบับ ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด คมชัดลึก มติชน แนวหน้า ไทยโพสต์ กรุงเทพธุรกิจ บ้านเมือง สยามรัฐ พิมพ์ไทย ผู้จัดการรายวัน โพสต์ทูเดย์ พบว่ามีข่าวความรุนแรงในครอบครัวสูงถึง 466 ข่าว ในจำนวนนี้มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 86 ข่าว หรือ 18.5% หากจำแนกความรุนแรง พบว่า 71.8% สามีกระทำต่อภรรยา 65.2% คู่รักแบบแฟนโดยฝ่ายชายเป็นผู้กระทำ 35.7% พ่อกระทำต่อลูก และ 20.8% พี่น้องกระทำต่อกัน ที่น่าห่วงคือ วิธีการที่สามีลงมือฆ่า เกือบครึ่ง 43.6% ใช้อาวุธปืนยิง 32.7% ใช้มีดหรือของมีคม ขณะที่ 23% เลือกใช้วิธีฆ่าแบบอื่น เช่น ตบตีจนเสียชีวิต เผา ขับรถชน บีบคอ กดหมอน กระบอกไฟฉาย ไม้หน้าสาม พลั่ว ส่วนมูลเหตุที่ทำให้ฆ่า 78.6% มาจากการหึงหวง ระแวง ฝ่ายหญิงไม่ยอมคืนดี สำหรับพื้นที่ก่อเหตุ พบว่ากรุงเทพฯมากที่สุด และปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังพบว่าผู้ชายจะคิดสั้นฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง คือ ผู้ชาย 57.3% ผู้หญิง 30.5%

นางสาวจรีย์กล่าวว่า จะเห็นว่าเกือบทุกข่าวมีความเชื่อมโยงกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขณะเดียวกัน ปืนเป็นอาวุธที่นำไปสู่การเกิดอาชญากรรมมากที่สุด ดังนั้นควรมีการควบคุม แม้จะมีการขึ้นทะเบียน แต่หลายกรณีไม่ได้ถูกควบคุมหาซื้อง่าย และควรบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์อย่างจริงจัง.