วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘เรืองไกร’ ยื่นสอบเรือเหาะ รบ.มาร์ค

‘ป.ป.ช.’ให้หาหลักฐานใหม่ตร.บี้มอดข้าว

“เรืองไกร” ยื่น ป.ป.ช.สอบรัฐบาล “มาร์ค” จัดซื้อเรือเหาะเป็นไปตามหลักเกณฑ์งบกลางเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ “วัชรพล” ตั้งแง่ต้องมีหลักฐานใหม่ถึงสอบให้ สตง.คาดไม่เกิน 30 วันรู้ผล ผบ.ทบ. ยันคุ้มค่าการใช้งาน พร้อมแจง สตง. แอ่นอกรับผิดชอบแทน “บิ๊กป๊อก” “เดชณรงค์” ไล่บี้แก๊งมอดข้าว ฟันให้ถึงต้นตอสั่งแจ้งดำเนินคดี “วีออร์แกนิก” ผิดสัญญา อคส. “วัชระ” ยุไล่สอบต่อ หลายแห่งยังลอยนวล “วัชรพล” อ้อนวอน สนช.ขออยู่จนครบวาระ สิ้นปีรู้ผลเมีย “เนวิน” มั่วงบ อบจ. “ทักษิณ” ส่งทนายฟ้อง “สมชาย แสวงการ” หาใส่ร้ายป้ายสี “บิ๊กตู่” โต้ลั่นลงพื้นที่หวังปั่นแต้ม ไม่ได้ดึงนักการเมืองเป็นพวก

การจัดซื้อระบบเรือเหาะตรวจการณ์ สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงถูกเกาะติดจากพรรคเพื่อไทยและสังคมต่อเนื่อง ล่าสุดนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบมติ ครม.ที่อนุมัติจัดซื้อ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การใช้งบกลางปีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่

“เรืองไกร” ยื่น ป.ป.ช.สอบเรือเหี่ยว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป.ป.ช. ให้ตรวจสอบคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีมติอนุมัติให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2552 งบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน ในการจัดหาระบบเรือเหาะพร้อมกล้องตรวจการณ์กลางวัน/กลางคืน วงเงิน 350 ล้านบาท ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่

ข้องใจผิดหลักเกณฑ์ใช้งบกลาง

นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า มติ ครม.ดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การใช้งบกลางฉุกเฉิน ที่สำนักงบประมาณระบุให้ใช้ได้เฉพาะกรณีจำเป็นและเร่งด่วน ที่ต้องรีบดำเนินการไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการเท่านั้น และปรากฏว่าเรือเหาะที่ซื้อมาใช้การไม่ได้จนต้องยกเลิกไป โดยข้อเท็จจริงจึงไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน เข้าข่ายก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ และถ้าเป็นกรณีที่มีวงเงินเกินกว่า 100 ล้านบาท ต้องเสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติหลักการก่อน ขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบด้วย

สตง.มั่นใจไม่เกิน 30 วันรู้ผลสอบ

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่า การตรวจสอบการจัดซื้อระบบเรือเหาะตรวจการณ์ สตง.จะตรวจสอบว่าการจัดซื้อและส่งมอบเป็นไปตามสัญญาหรือไม่ ตอนส่งมอบก็สามารถใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ ตอนนี้เมื่อปลดระวางไป จึงต้องติดตามว่าการใช้งานที่ผ่านมาคุ้มค่าตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เมื่อมีคนมาร้องให้ตรวจสอบก็จะนำข้อมูลมาประกอบกัน คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 30 วันรู้ผล หากเราบอกผลเร็วเกินไปจะเป็นปัญหาอีก ขอเวลาให้ตรวจสอบเต็มที่ก่อน เมื่อถามว่าจะพ้นวาระในไม่กี่วันข้างหน้าจะมีผลต่อการตรวจสอบหรือไม่ นายพิศิษฐ์ตอบว่า คนรับเรื่องไว้คือสำนักงานไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล ไม่ว่าต่อไปใครเข้ามาบริหารก็ไม่เป็นอุปสรรคกับการตรวจสอบ ยืนยัน สตง.เป็นหน่วยงานอิสระ เราต้องรับผิดชอบผลการตรวจสอบ ขอให้มั่นใจการตรวจสอบทุกอย่างจะเป็นไปตามหลักฐานข้อเท็จจริง

ป.ป.ช.ตั้งแง่ต้องมีหลักฐานใหม่

ที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า กรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นคำร้องขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการจัดซื้อระบบเรือเหาะตรวจการณ์นั้น ป.ป.ช.ชุดที่แล้วเคยวินิจฉัยกรณีถอดถอนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ไม่ควบคุมดูแลกองทัพบกในการใช้งบประมาณจัดซื้อเรือเหาะ และได้ยกคำร้องไปแล้ว แต่ถ้านายเรืองไกรมีพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่ใช่ประเด็นเดิมที่ ป.ป.ช.เคยมีมติไปแล้ว ก็ต้องพิจารณาว่าอยู่ในหลักเกณฑ์นำมาพิจารณาได้หรือไม่ เพราะหากเป็นเรื่องเดียวกันตามกฎหมายไม่สามารถดำเนินการได้

ทบ.แจงไม่ชินยุทโธปกรณ์ใหม่

ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวว่า ขั้นตอนการจัดหาระบบเรือเหาะตรวจการณ์เป็นไปตามปกติ มีการตั้งคณะ กรรมการขึ้นมาพิจารณา เมื่อได้รับการร้องเรียน และ ป.ป.ช.เข้ามาตรวจสอบแล้วก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ เรือเหาะถือเป็นยุทโธปกรณ์ใหม่ที่เราไม่เคยใช้งานมาก่อน ไม่เคยมีใช้ในภูมิภาคนี้ จึงอาจเกิดความขรุขระในการใช้งาน แต่ถือว่าตอบโจทย์วัตถุประสงค์การใช้งาน เมื่อปี 2556 ประสบอุบัติเหตุเนื่องจากสภาพอากาศและมีการซ่อมและนำกลับมาใช้งานต่อระยะหนึ่ง ขณะนั้นตนเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. ลงไปตรวจสอบการใช้งาน และให้ตรวจสอบรายละเอียดพบว่า ประสบปัญหาการใช้งาน จึงตั้งคณะกรรมการพิจารณาความคุ้มค่าการใช้งาน หรือการส่งซ่อม พบการชำรุดของผืนผ้าใบเป็นไปตามห้วงเวลา ไม่คุ้มค่าต่อการส่งซ่อม ต้องจำหน่ายเรือเหาะมูลค่า 66 ล้านบาท จากมูลค่ารวม 340 ล้านบาท

คุ้มค่าใช้งานพร้อมแจง สตง.

พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวต่อว่า ขณะนี้ให้เจ้าหน้าที่รวบรวมสถิติการใช้งานตลอด 8 ปีที่ผ่านมา แต่ต้องเข้าใจว่าเรือเหาะเป็นยุทโธปกรณ์ในการป้องปราม ไม่สามารถชี้ตัวบุคคลและจับตัวได้ คล้ายอากาศยานบินตรวจการณ์ การปฏิบัติงานทุกครั้งมีการจดบันทึกไว้ บางปีใช้งาน 30 ครั้ง คิดว่ามีความคุ้มค่า เพราะทำให้สถิติการปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้ามลดลง พร้อมจะชี้แจงต่อ สตง. อย่างไรก็ตาม ถือเป็นประสบการณ์ทำงาน เหมือนเราไปซื้อของในห้างแล้วคิดว่าดีแล้ว แต่เมื่อนำมาใช้งานกลับไม่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สามารถใช้งานได้ เมื่อถามว่ารวมถึงการซื้อรถถังของจีนด้วยหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัยตอบว่า การจัดซื้อจะดูที่ความต้องการของหน่วย เมื่อหน่วยเสนอขึ้นมากองทัพบกจะตั้งคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติ ก่อนเข้าสู่กระบวนการการจัดหา

แอ่นอกรับผิดชอบแทน “บิ๊กป๊อก”

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และอดีต ผบ.ทบ.ในฐานะเป็นผู้อนุมัติจัดซื้อสมัยนั้นหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัยตอบว่า ยังไม่ได้พูดคุย แต่การจัดหายุทโธปกรณ์เป็นเรื่องของกองทัพ ไม่ใช่ตัวบุคคล ตนมาเป็น ผบ.ทบ.ขณะนี้ก็ต้องรับผิดชอบดำเนินการต่อไป “ขอให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมพยายามจัดหายุทโธปกรณ์ที่มีคุณค่า อย่างเหตุลอบวางระเบิดเมื่อช่วงเช้า (22 ก.ย.) ที่ผ่านมา เสียชีวิตไป 4 นาย แม้เราจะใช้รถหุ้มเกราะ แต่มีการพัฒนาระเบิดให้รุนแรงขึ้นมาก ขออย่ามองแค่มุมเดียว ขอให้มองถึงการรักษาชีวิตผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ด้วย”

“เดชณรงค์” ไล่บี้แก๊งมอดข้าว

วันเดียวกัน พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รอง ผบ.ตร. ในฐานะอนุกรรมการตรวจสอบติดตามและกำกับการดูแลการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐ กล่าวว่า กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ จ.สระแก้ว จับรถบรรทุกข้าวสาร 7 รถพ่วงรวมกว่า 500 ตัน ได้สั่งให้รวบรวมหลักฐานเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพราะถือว่าทำผิดสัญญา ส่วนจะมีใครทำผิดบ้างต้องรอหลักฐานทั้งหมด ส่วนกรณีนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่ามีข้าวที่อยู่ในโครงการของรัฐที่มีการประมูลไป แต่มีการนำไปขายต่อที่ จ.กำแพงเพชร เพื่อการบริโภคในพื้นที่ จ.ลำพูน ได้สั่งการให้ ผบก.ภ.จ.ลำพูนตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำความผิดจริงหรือไม่ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่พบ จึงย้ำว่าให้ตรวจสอบไปจนถึงระดับอำเภอ เพราะนายกรัฐมนตรีย้ำให้มีการตรวจสอบ

สั่งฟัน “วีออร์แกนิก” ผิดสัญญา อคส.

พล.ต.อ.เดชณรงค์กล่าวถึงกรณี บริษัท วีออร์แกนิก จำกัด จ.กำแพงเพชร ที่ประมูลข้าวค้าง สต๊อกของรัฐนำไปทำปุ๋ย แต่พบว่าไม่ได้นำไปบด และมีการนำไปคลุกขี้เถ้าและผงคาร์บอนขายต่อถือเป็นความผิดตามสัญญาที่ทำไว้กับองค์การคลัง สินค้า (อคส.) เพราะกระบวนการทุกอย่างต้องจบอยู่ที่ปลายทาง ไม่ใช่นำไปขายต่อในรูปแบบสารปรับปรุงดิน ขณะนี้มีการแจ้งความดำเนินคดีบริษัท วีออร์แกนิกที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญากับ อคส. และกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการฯ และสั่งให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง เช่นเดียวกับการตรวจสอบคลังข้าวที่ จ.สงขลา ตามที่นายวัชระเปิดข้อมูลออกมา แต่ยังไม่ได้รับรายงานข้อมูลกรณีสื่อนำเสนอว่ามีผู้มีอำนาจบางคน เรียกรับผลประโยชน์จากการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐครั้งนี้ แต่ให้ตรวจสอบแล้ว

“วัชระ” ยุต่อไล่สอบทั่วประเทศ

ด้านนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้รับการประสานจาก พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ว่า รัฐบาลเอาจริงเรื่องการตรวจสอบการทุจริตโครงการระบาย ข้าว และได้ตรวจสอบกรณีบริษัท วีออร์แกนิก จำกัดแล้ว ต้องขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่เอาจริงเรื่องนี้ รวมถึง พล.ต.อ.เดชณรงค์และคณะ ที่ทำงานตรวจสอบไม่ละเว้น แต่บริษัทที่ พล.ต.อ.เดชณรงค์ไปจับได้นั้น ไม่ได้มีเพียงบริษัทเดียว ยังมีบริษัทอื่นอีกที่มีพฤติกรรมคล้ายกัน ภาษาพ่อค้าข้าวเรียกว่า “เอาข้าวไปเวียน” ดังนั้นต้องตรวจสอบทุกบริษัทใน จ.กำแพงเพชร และทั่วประเทศ เพราะยังมีบางแห่งลอยนวลอยู่ และ พล.อ.ประยุทธ์ ควรสั่งการให้ตรวจสอบธนาคารรัฐทุกแห่ง 7 ปีย้อนหลัง ว่าได้ปล่อยกู้ให้กับกลุ่มโรงสีการเมืองเหล่านี้หรือไม่ รวมแล้วกี่พันล้านบาท เป็นหนี้เสียเท่าไร และสั่งการให้กรมสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ตั้งแต่ พ.ศ.2554 ถึงปัจจุบันว่าเสียภาษีครบถ้วนหรือไม่ จะได้คำตอบว่าใครเป็นเห็บเกาะกินชาวนาและประเทศชาติ และจะได้คำตอบว่าเงินที่รัฐบาลส่งให้สถาบันการเงินมาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยแต่ทำไมเงินถึงไปกองอยู่ที่โรงสีเป็นจำนวนนับพันล้านบาท พลเอกประยุทธ์นั้นท่านตั้งใจดี แต่ไม่รู้ไม่ทันเถ้าแก่โรงสี

เผยร่างมาตรฐานจริยธรรมใช้ เม.ย.61

ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดสัมมนา “แนวทางมาตรฐานทางจริยธรรม กับการสร้างเสริมความสุจริต สิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาล” มีนายวัส ติงสมิตร ประธาน กสม. พล.อ.วิทวัส รัชตนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. นายวัสกล่าวว่า การจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หัวหน้าส่วนราชการขององค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รวมถึง ส.ส. ส.ว. และคณะรัฐมนตรี มีสี่หมวด 28 ข้อ คือ หมวด 1 มาตรฐานจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ หากทำผิดถือว่าร้ายแรง เช่น การไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต มีผลประโยชน์ขัดกัน ไม่รับของขวัญของกำนัล หมวด 2 มาตรฐานจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก เช่น ต้องไม่มีพฤติกรรมล่วงละเมิด หรือคุกคามทางเพศ หมวด 3 เป็นเรื่องจริยธรรมทั่วไป หมวด 4 การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามหมวด 2 และ 3 จะถือว่าร้ายแรงหรือไม่ให้ดูที่เจตนา ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำ ต้องรับฟังความเห็นจากรัฐสภาและ ครม. โดยต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ คือไม่เกินวันที่ 6 เม.ย.2561

“วัชรพล” อ้อน สนช.ขออยู่ครบวาระ

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ สนช.ต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยเฉพาะประเด็นรีเซ็ตกรรมการ ป.ป.ช.ใหม่ ว่า อยากให้สนช.เข้าใจว่างานของ ป.ป.ช.มีลักษณะพิเศษ ต้องอาศัยคนมีความรู้ มีความชำนาญ ประสบการณ์ในการทำหน้าที่ไต่สวน วินิจฉัยคดี เป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่อง รัฐธรรมนูญทั้งฉบับปี 2550 และ 2560 จึงให้ ป.ป.ช.ดำรงตำแหน่ง 9 ปี ซึ่งกรรมการทั้ง 9 คนรับตำแหน่งถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่ว่าออกมาอย่างไรก็พร้อมปฏิบัติตาม แต่ยอมรับว่าอยากให้มีการคุ้มครองให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอยู่จนครบวาระ ทั้งนี้ หากดำเนินการตามรัฐธรรมนูญใหม่อาจมี ป.ป.ช.ต้องพ้นจากตำแหน่งถึง 7 คน ต้องมีเหตุผลอธิบายได้ว่าให้พ้นเพราะอะไร เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้เป็นไปตามกฎหมายลูก

ปิดช่องโหว่โกงนมโรงเรียน–รุกที่

พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวอีกว่า เร็วๆนี้ ป.ป.ช.จะมีข้อเสนอแนะไปยัง ครม. เกี่ยวกับการจัดทำโครงการนมโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพ ปราศจากการรั่วไหล ที่ผ่านมาพบว่าขั้นตอนปฏิบัติมีปัญหาเรื่องคุณภาพและราคา จึงต้องปิดช่องโหว่ นอกจากนี้จะมีข้อเสนอเกี่ยวกับการป้องกันการบุกรุกที่ดิน สค.1 โดยไม่ถูกต้อง ที่นายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานศึกษาเรื่องนี้ เพื่อช่วยให้การบุกรุกที่ดินโดยมิชอบลดลง การเสนอแนะในลักษณะนี้ต่อ ครม.ในแต่ละปี ป.ป.ช.จะทำราว 10 เรื่อง ครม.ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของ ป.ป.ช. เพราะเป็นการให้คำแนะนำที่ดี และช่วยรัฐบาลอีกทาง หากไม่ทำตามที่เสนอแล้วเกิดปัญหาอาจถูกดำเนินคดีเหมือนโครงการจำนำข้าวในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะในยุทธศาสตร์ชาติย่อยที่ 3 เรื่องการสกัดกั้นทุจริตเชิงนโยบาย ระบุว่า ถ้า ป.ป.ช.พิจารณาเรื่องที่มีความเสียหายแล้วรัฐบาลไม่ทำ จะนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาได้

สิ้นปีรู้ผล“เมียเนวิน” มั่วงบ อบจ.

พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.ให้ความสำคัญการป้องกันและปราบปรามทุจริตระดับท้องถิ่น จึงส่งเสริมให้มีกลไกผู้บริหารท้องถิ่นแสดงเจตจำนงต่อต้านการทุจริตต่อสาธารณะ ด้วยการจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันทุจริต ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตื่นตัว ให้ความร่วมมือจัดทำแผน 4 ปี จำนวน 6,352 แห่ง จาก 7,853 แห่งทั่วประเทศ คิดเป็นร้อยละ 81 ส่วนความคืบหน้าการไต่สวนนางกรุณา ชิดชอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ (อบจ.) เบิกจ่ายเงินอุดหนุน อบจ.ให้สมาคมกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ 20 ล้านบาท นำประชาชนไปชมและเชียร์ทีมฟุตบอลบุรีรัมย์โดยไม่ถูกต้องนั้น คณะอนุกรรมการไต่สวนคดีคืบหน้าไปกว่า 75 เปอร์เซ็นต์แล้ว คาดว่า ไม่เกินสิ้นปีนี้จะสรุปสำนวนเสนอต่อที่ประชุม ป.ป.ช. เพื่อลงมติได้ว่า จะมีความผิดหรือไม่

“ทักษิณ” ฟ้อง “สมชาย” ใส่ร้าย

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ สน.มักกะสัน นายชุมสาย ศรียาภัย ทนายความอิสระ ในฐานะผู้ได้รับมอบอำนาจช่วงจากนายวัฒนา เตียงกูล ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่ สน.มักกะสัน ให้ดำเนินคดีกับนายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. ที่แสดงความคิดเห็นผ่านรายการสถานีโทรทัศน์ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ โดยกล่าวหาใส่ร้ายว่านายทักษิณ สนับสนุนกลุ่มล้มล้างสถาบัน และยังคงทุจริตอย่างต่อเนื่อง ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดต่อนายทักษิณ ทำให้ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายสมชาย และผู้เกี่ยวข้องกับการแชร์คลิปวีดิโอ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328

ตร.รวบตัว “วรัญชัย” คา ป.ป.ช.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงาน ป.ป.ช. ว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ร.ต.อ.ไตรรงค์ ประสบมงคล รองสว.สส.สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี นำกำลังฝ่ายสืบสวนจำนวน 6 นาย บุกเข้าจับกุมตัวนายวรัญชัย โชคชนะ ขณะเดินทางมายื่นหนังสือที่สำนักงาน ป.ป.ช. โดยเป็นการดำเนินการตามหมายจับปี 2559 ในคดีร่วมกับกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) บุกรุกเข้ามาในสำนักงาน ป.ป.ช. และใช้ค้อนทุบทำลายกุญแจและโซ่คล้องประตู เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2557 เพื่อเรียกร้องให้ ป.ป.ช.ยุติสำนวนไต่สวนคดีจำนำข้าว ทั้งนี้หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนายวรัญชัยแล้ว ได้นำตัวขึ้นรถไปยัง สภ.รัตนาธิเบศร์ เพื่อดำเนินคดีต่อไป

รบ.ยันคุมตัวเหตุภัยความมั่นคง

อีกเรื่อง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการควบคุมตัวอดีตพระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท วัดดอกสร้อย อ.ระโนด จ.สงขลา ว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายปกติ เนื่องจากพฤติกรรมเข้าข่ายการดูหมิ่นให้ร้ายเสียดสีศาสนาอื่น ตามที่ปรากฏอยู่ในสื่อโซเชียลมีเดีย อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งลุกลามบานปลาย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เพราะเรื่องศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยได้รับการตักเตือนจากมหาเถรสมาคม และหน่วยงานด้านความมั่นคงมาโดยตลอด เพราะใช้ถ้อยคำที่รุนแรงในเชิงปลุกระดม แต่ยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่อง สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความเข้าใจผิดระหว่างศาสนา รัฐบาลจึงอยากให้ประชาชนและคณะสงฆ์บางส่วน เข้าใจการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ที่ยึดหลักกฎหมายและประโยชน์ชาติเป็นสำคัญ ไม่ได้ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาหรือพระธรรมวินัย และพระมหาอภิชาติสมัครใจลาสิกขาบทแล้ว นับจากนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนตามกฎหมาย ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร

ผบ.ทบ.ย้ำเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นในเชิงที่จะก่อให้เกิดปัญหา กับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงต้องขอความร่วมมือ เมื่อสถานการณ์มันเกิดขึ้นแล้วเราพยายามควบคุมความขัดแย้งที่มีอยู่ ให้อยู่ในกรอบที่กำหนด เข้าใจว่ามีบางท่านมีความรู้สึกที่แตกต่าง จึงแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดียในลักษณะดังกล่าว ทำให้การแก้ไขปัญหายากขึ้น หลังจากที่ได้พูดคุยท่านก็สึกไป การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อย่าใช้ความรู้สึกและอารมณ์

“บิ๊กตู่” โต้ลงพื้นที่หวังปั่นแต้ม

ต่อมาเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า การบริหารราชการแผ่นดินจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมโยงทุกระดับ รัฐบาลยังจำเป็นและเห็นความสำคัญในการลงพื้นที่ทุกภูมิภาค พบปะประชาชนเพื่อรับทราบปัญหาความเดือดร้อน และได้สั่งการหน่วยงานในพื้นที่แก้ปัญหา อย่ามองว่าไปเพื่อทำงานการเมือง ไปทำประชานิยม ไปเรียกคะแนนเสียง ต้องการทราบความต้องการที่แท้จริง จะได้หาวิธีการทำงานเพื่อตอบโจทย์ประชาชนโดยตรง การทำงานร่วมกันเปรียบเสมือนวงมโหรีปี่พาทย์ แม้เราจะมีเครื่องดนตรีดีด สี ตี เป่า หลากหลาย ต่างก็เล่นตามโน้ตของตัวเอง แต่ทั้งวงต้องบรรเลงทำนองและจังหวะเพลงนั้น จึงจะเป็นเสียงดนตรีที่ไพเราะ

ไม่ได้ดึงนักการเมืองเป็นพวกนะ

นายกฯกล่าวว่า รัฐบาลและ คสช.ไม่ได้มุ่งหวังเพียงทำงานให้เสร็จ ต้องมีผลงานตามกำหนดเวลาเท่านั้น แต่ต้องปฏิบัติทุกภารกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์ คือสำเร็จอย่างสัมฤทธิ์ จับต้องได้เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ว่าทำให้แล้วๆไป รัฐบาลไม่อาจดำเนินการได้ครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยระบบราชการเพียงอย่างเดียว ยังคงมีข้อจำกัดหลายอย่าง แต่เราริเริ่มให้มีกลไกประชารัฐมาช่วยเติมเต็ม และลดจุดอ่อน สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นคือตนมีโอกาสพบกับบรรดานักการเมืองจากพรรคต่างๆ นั่นเรียกว่าการปรองดอง ไม่ได้หมายความว่าต้องมาเป็นพวกกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน เรายังไม่ไปพูดถึงตรงนั้นเลย เพียงแต่เราจะร่วมมือกันได้อย่างไรในวันข้างหน้า เพราะว่าท่านเป็นนักการเมืองอาชีพ ทุกคนอยู่ในกระบวนการบริหารราชการแผ่นดินมาทุกพรรค เรายินดีพบปะพูดคุย เว้นแต่บางท่าน บางพรรคไม่อยากคุยด้วย ก็ไม่ทราบทำอย่างไรเหมือนกัน วันนี้พยายามจะลดข้อขัดแย้งที่หลายๆคนเรียกร้อง ว่ารัฐบาลไม่พูดไม่คุยไม่ฟังใคร ไม่ฟังนักการเมืองอะไรตนก็ฟัง พอฟังเสร็จก็หาว่าพยายามดึงมาเป็นพวกอีก ไม่ใช่นะ

ดึงมาคุยกันจะได้เข้าใจรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การดึงมาพูดคุยกันเพื่อให้เข้าใจว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ เมื่อเข้ามาบริหารประเทศ จะเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ทำไว้ดีแล้ว ท่านก็ควรรับไปสานต่อให้สำเร็จ เพราะตน รัฐบาลและ คสช. ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น อย่างแผนระบายน้ำภาคกลางโดยเฉพาะในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณพื้นที่ อ.บางบาล อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ถึงจะเป็นแผนของใครทำไว้ก็ตาม เราต้องมาปรับเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ไปตัดทิ้งหมด เพียงแต่เอามาดูความเหมาะสม ส่วนจะทำได้หรือไม่ จะผ่านความเห็นชอบประชาชนหรือเปล่า ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ นำสู่การปฏิบัติให้ได้ หลายคนบอกว่าทำไมไม่ทำตั้งแต่ทีแรก ขอชี้แจงว่าไม่ได้มาแก้ตัวว่าทำไมไม่ทำเราต้องทำอย่างอื่นก่อนด้วย อันไหนทำก่อน อันไหนที่ได้ทั่วถึงมาก เราต้องเร่งทำก่อน