วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'บิ๊กเจี๊ยบ' สั่งเช็กสถิติใช้งานเรือเหาะในรอบ 8 ปี เชื่อว่าคุ้มค่า

"เฉลิมชัย" ขอความเห็นใจสั่ง จนท.เช็กสถิติใช้งานเรือเหาะในรอบ 8 ปี เชื่อคุ้มค่า ขอเห็นใจทหาร แม้ใช้งานไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

...

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 22 ก.ย.2560 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวชี้แจงถึงการปลดประจำการเรือเหาะตรวจการณ์ของกองทัพบกว่า เป็นการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพบกตามปกติ ความมุ่งหมายเพื่อเป็นเครื่องมือให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะนั้นสถานการณ์มีการสูญเสียเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือน จึงจัดซื้อเรือเหาะเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ดูแลความปลอดภัยของประชาชน และใช้ตรวจการพื้นที่สำคัญ 3 พื้นที่ในตัวเมืองหลัก และสนับสนุนการปฏิบัติการทางยุทธวิธี เช่น การปิดล้อมตรวจค้น 



พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมว่า ขั้นตอนการจัดหาเป็นไปตามขั้นตอนตามปกติ มีการจัดตั้งคณะกรรมการรายชุดเพื่อพิจารณา เมื่อรับมาใช้งานในระยะหนึ่ง ได้รับการร้องเรียน ไม่มีการตรวจสอบการจัดหาและราคา และทาง ป.ป.ช.ก็ได้เข้าไปตรวจสอบก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ ส่วนขั้นตอนการใช้งานนั้นเริ่มใช้งานมาตั้งแต่ปี 2553



"เรือเหาะเป็นยุทโธปกรณ์ที่เราไม่เคยใช้งานมาก่อน ถือเป็นยุทโธปกรณ์ใหม่ที่ไม่เคยมีใช้ในภูมิภาคนี้ แต่วัตถุประสงค์แนวความคิดในการใช้งาน ถือว่าตอบโจทย์ ซึ่งด้วยความเป็นยุทโธปกรณ์ใหม่ จึงเกิดความขลุกขลักในการใช้งาน และมีการใช้งานมาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2556 ก็ประสบอุบัติเหตุเนื่องจากสภาพอากาศ และมีการซ่อมไปในระยะหนึ่ง และนำกลับมาใช้งานต่อ ขณะนั้นตนเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกได้ลงไปตรวจสอบการใช้งาน ซึ่งสถิติในการใช้งานน้อยลงไปมาก จึงให้มีการตรวจสอบรายละเอียดพบว่าประสบปัญหาในการใช้งาน จึงได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาความคุ้มค่าในการใช้งาน หรือการส่งซ่อม และคณะกรรมการได้พิจารณาว่าการชำรุดของผืนผ้าใบเป็นไปตามห้วงระยะเวลาไม่คุ้มค่าสำหรับการส่งซ่อม ต้องจำหน่ายเรือเหาะมูลค่า 66 ล้านบาท จากมูลค่ารวม 340 ล้านบาท" พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว



พล.อ.เฉลิมชัย เปิดเผยต่อว่า ขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่รวบรวมสถิติการใช้งานเรือเหาะตลอดช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แต่ต้องเข้าใจว่าเรือเหาะเป็นยุทโธปกรณ์ในการป้องปราม ไม่สามารถชี้ตัวบุคคลและจับตัวได้ คล้ายกับอากาศยานที่บินตรวจการณ์ ซึ่งการปฏิบัติงานทุกครั้งมีการจดบันทึกเอาไว้บางปีก็ใช้งาน 30 ครั้ง และถ้าหากเป็นช่วงแรกๆ ของการใช้งานก็มีเป็นจำนวนมาก 



"ผมคิดว่าเรือเหาะมีความคุ้มค่าในการใช้งาน เนื่องจากทำให้สถิติการปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้ามลดลง จนมาถึงในปัจจุบันซึ่งเรือเหาะอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของยุทโธปกรณ์ในการป้องปราม แต่ต้องสรุปตัวเลขอีกครั้ง ซึ่งผมพร้อมที่จะชี้แจงกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อย่างไรก็ตามถือเป็นประสบการณ์ในการทำงาน เหมือนเราไปซื้อของในห้างแล้วคิดว่าดีแล้ว แต่เมื่อนำมาใช้งานก็ไม่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็สามารถใช้งานได้" ผบ.ทบ.กล่าว



เมื่อถามว่ารวมถึงการซื้อรถถังของจีนด้วยหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวว่า การจัดซื้อของดูที่ความต้องการของหน่วย และเมื่อหน่วยเสนอขึ้นมากองทัพบกก็จะจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติเฉพาะว่าเหมาะสมหรือไม่ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการการจัดหา โดยจะมีการประกวดราคาการแข่งขันขึ้นอยู่กับยุทโธปกรณ์แต่ละประเภท



เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย อดีตผบ.ทบ. ในฐานะที่เป็นผู้อนุมัติในการจัดซื้อในสมัยนั้น พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ตนยังไม่ได้พูดคุย ซึ่งการจัดหายุทโธปกรณ์เป็นเรื่องของกองทัพ ไม่ใช่ตัวบุคคล และตนก็มาเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนี้ก็ต้องรับผิดชอบในการดำเนินการต่อไป



"ขอให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผมก็พยายามจัดหายุทโธปกรณ์ที่มีคุณค่า อย่างเหตุการณ์การลอบวางระเบิดเมื่อเช้าที่ผ่านมา ก็มีเสียชีวิตไป 4 นาย แม้เราจะใช้รถหุ้มเกราะ แต่ขณะนี้ระเบิดมีการพัฒนาให้เกิดความรุนแรงขึ้นมาก ขออย่ามองแค่มุมเดียว ขอให้มองถึงการรักษาชีวิตของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ด้วย" พล.อ.เฉลิมชัยกล่าว



พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวถึงกรณีหน่วยงานความมั่นคงนำตัว พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท ให้ลาสิกขานั้น เป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นในเชิงที่จะก่อให้เกิดปัญหากับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงต้องขอความร่วมมือเมื่อสถานการณ์มันเกิดขึ้นแล้ว เราก็พยายามควบคุมความขัดแย้งที่มีอยู่ให้อยู่ในกรอบที่กำหนด ซึ่งก็เข้าใจว่ามีบางท่านมีความรู้สึกที่แตกต่าง แตกต่างออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านทาง social ในลักษณะดังกล่าวจะทำให้การแก้ไขปัญหายากขึ้น ซึ่งหลังจากที่ได้มีการพูดคุยท่านก็สึกไป การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อย่าใช้ความรู้สึกและอารมณ์ ต้องให้เป็นไปตามสภาพของสังคม.