วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เริ่มเด่นดังไกล มีมี่ เทา โดนสื่อนอกรุมอวย!

พุ่งแรงเรื่อยๆ ไปไกลในระดับอินเตอร์แล้ว น่าเชียร์ตามไปด้วย มีมี่ พชรณัฏฐ โนบรรเทา นางแบบข้ามเพศสุดปัง ปัง ปัง ในนามสังกัด สเลย์ โมเดล เมเนจเมนต์ Slay Model Management หลังจบจากเดินแบบในงานแฟชั่นวีคสุดยิ่งใหญ่อย่าง นิวยอร์กแฟชั่นวีค New York Fashion Week สื่อต่างประเทศชื่อดังหลายที่ ให้ความสนใจอย่างแรงในตัวมีมี่

โดยก่อนหน้าที่จะไปเดินแบบเฉิดฉายที่นิวยอร์กแฟชั่นวีค ทีวีช่องดังชื่อ ไวซ์แลนด์ Viceland ของสหรัฐฯ มีพิธีกรดังที่เป็นนางแบบ นักแสดง เซเลบชื่อดัง เฮลลี่ เกต บินตรงมาไทยเพื่อทำสกู๊ปชีวิตมีมี่ หลังจบเดินแบบที่นิวยอร์กแฟชั่นวีค สื่อต่างๆ ก็ตามมาสัมภาษณ์เยอะอยู่

ไล่มาตั้งแต่แมกกาซีนออนไซน์ชื่อดัง ทีนโว้ค Teen Vogue ทำสกู๊ปนางแบบข้ามเพศ โดยเลือกรูปมีมี่เดินแบบมาโชว์เด่น เป็นการไปสัมภาษณ์ดีไซเนอร์ดัง แล้วดีไซเนอร์คนนั้นได้พูดนิดหน่อยถึงมีมี่ด้วย เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการประชดประชันนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ พูดถึงสิทธิและความสามารถของดีไซเนอร์ข้ามเพศ และนางแบบนายแบบข้ามเพศ อาทิ มีมี่, โดมินิค, เรน, ดอม ฯลฯ (คลิกอ่านข่าวต้นฉบับจาก Teen Vogue)

ส่วนรายการทีวีช่องดังฟ็อกซ์ FOX 11 ที่ LA ก็ได้เชิญมีมี่มาเปิดใจในรายการฮิตช่วง ไลฟ์เฟซบุ๊กแชต Live Facebook Chat โดยมีมี่ให้สัมภาษณ์ดังนี้ "ใช่ค่ะ ฉันเป็นนางแบบข้ามเพศ แต่ฉันคิดว่าเราไม่ควรหลบซ่อนอีกต่อไป เราต้องบอกพวกเขาว่าเราคือใคร ต้องทำให้พวกเขาเห็นว่าเราทำอะไรได้ และนี่คือทางที่ดีที่สุด ที่จะทำให้พวกเขายอมรับในตัวพวกเรา

"ฉันอยากจะเล่าเรื่องการมาเป็นนางแบบของฉันให้ฟัง มันไม่ได้ง่ายๆ เลย ฉันเคยบวชเป็นเณรมาก่อน ตอนเด็กๆ ฉันบวชมา 6 ปี ตั้งแต่อายุ 11 จนถึง 17 ปี แล้วฉันก็สึกออกมา เพราะฉันอยากเป็นนางแบบ ไม่ใช่แค่อยากเป็นนางแบบ มันมีอะไรมากมายกว่านั้น

"ในตอนนั้น คนแบบฉันในประเทศของฉัน ยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก แต่ฉันก็อยากจะโชว์ให้พวกเขาเห็นว่าฉันเป็นอะไรได้บ้าง และทำอะไรได้บ้าง ฉันเลยเริ่มต้นอาชีพนางแบบที่กรุงเทพฯ แต่ตอนนั้นหลายคนก็ดูถูก ว่าฉันไม่สวย หน้าเหลี่ยม และพวกเขาก็บอกว่า ที่นี่ก็ยังไม่พร้อมสำหรับคนแบบเธอ ฉันเป็นนางแบบที่เมืองไทยมานานถึง 7 ปี บางกอกแฟชั่นวีค Bangkok Fashion Week ทุกซีซั่น ไปแคสหมด แต่ฉันไม่เคยได้รับโอกาสที่ได้เดินเลยแม้แต่โชว์เดียว

"ฉันเลยตัดสินใจจะไปที่อื่น และที่แรกที่ไปหาคือนิวยอร์ก ซึ่งนิวยอร์กต้อนรับฉันเป็นอย่างดี ได้เดินให้กับหลายแบรนด์ รวม 16 โชว์ เช่น Marco Marco, Adrian Alicea, Stevie Boi แล้วก็อีกเยอะ จนจำชื่อโชว์ได้ไม่หมด แต่ฉันรักเมืองไทยมาก เพราะเป็นประเทศบ้านเกิด ฉันอยากจะทำงานที่เมืองไทยมากกว่าที่ไหนในโลก

"ตอนที่อายุ 17 ปี  ฉันหาโมเดลลิ่งเอเจนซี่ในนิวยอร์ก แต่พวกเขาก็บอกให้บินมาที่นิวยอร์ก จะไปได้ยังไงเพราะไม่มีเงินเลย ฉันเกิดจากครอบครัวยากจนอยู่ที่ขอนแก่น ตอนนั้นไม่มีเงินเลย เลยตัดสินใจไปที่ใกล้ๆ คือสิงคโปร์ เพราะเป็นประเทศที่เจริญมากในเอเชีย และที่นั่นก็เปิดกว้างมากกว่า ฉันยอมรับว่าตอนนั้นไม่มีเงินเลย วันแรกที่ไปถึงสิงคโปร์ ฉันนอนในห้องน้ำสาธารณะ นี่คือเรื่องจริงนะ ตอนนั้นมีแค่ 43 ดอลลาร์สิงคโปร์ ก็ประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ ฉันต้องการเป็นนางแบบมากๆ ค่ะ แล้วก็เริ่มที่จะเดินเข้าหาโมเดลลิ่งเอเจนซี่ ฉันไปทุกที่ บางที่ก็ให้จ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อที่จะเข้าไปเป็นนางแบบในสังกัด

"ฉันอยากจะทำให้พวกเขาเห็นจริงๆ ว่า ฉันทำได้เป็นนางแบบได้ และตอนนี้ฉันก็อยู่ที่แอลเอ และพร้อมสำหรับแอลเอแฟชั่นวีค LA Fashion Week อาทิตย์ที่แล้วฉันยังเดินในนิวยอร์กแฟชั่นวีค ได้ยินมาว่ามี 3 ดีไซเนอร์ชื่อดังจากเมืองไทย จะมาจัดแฟชั่นโชว์ที่แอลเอแฟชั่นวีค LA Fashion Week เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ฉันมาที่แอลเอ เพราะฉันต้องการอยากทำงานกับพวกเขาไทยดีไซเนอร์" มีมี่ ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ในรายการชื่อดัง ของช่องดัง FOX 11 "จงเป็นตัวของตัวเอง แล้วก็ก้าวออกมาจากความกลัว ไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป โชว์ให้โลกรู้ว่าเราเป็นอะไรได้ โชว์ให้โลกรู้ว่าเราทำอะไรได้"

อย่าเพิ่งเบื่อมาอ่านยาวๆ เต็มๆ กันต่อกับ นิตยสารออนไลน์ชื่อดัง ริชาร์ด Richard Magazine ที่สหรัฐอเมริกา ได้เจาะใจสัมภาษณ์ยาวเหยียด โดยนิตยสารออนไลน์ ริชาร์ด Richard Magazine ได้เกริ่นคำอวยแหลกดังนี้

มีมี่เทาเลือกที่จะออกจากบ้านและไปบวชเรียน เมื่อตอนอายุยังน้อย เพื่อแบ่งเบาภาระทางบ้าน หลังจากอยู่ในพระธรรมวินัย 6 ปี เธอรู้ตัวเองว่าไม่ใช่ผู้ชาย พอเรียนจบจึงสึกออกมาเพื่อไปใช้ชีวิตในแบบผู้หญิง ตามที่เธอต้องการจะเป็น และสิ่งนี้ได้พาสาวน้อยบ้านนา ออกมาสู่ตึกคอนกรีตอันยิ่งใหญ่อลังการแห่งมหานครนิวยอร์ก สหรัฐฯ

จากสาวน้อยผู้ดิ้นรน ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา มาสู้ๆ เป็นนางแบบสาวข้ามเพศแห่งวงการแฟชั่นที่เป็นต้นแบบ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนข้ามเพศทั่วโลก ครั้งนี้เป็นเกียรติสำหรับพวกเราอย่างมาก ที่มีโอกาสได้นั่งสัมภาษณ์ คุณมีมี่ เทา ที่จะมาเล่าถึงการเดินแบบที่นิวยอร์กแฟชั่นวีค และเราก็ได้ทราบเรื่องราวชีวิตที่สุดแสนเหลือเชื่อ และน่ามหัศจรรย์ยิ่ง

มีมี่ เทา เริ่มให้สัมภาษณ์อย่างฉะฉานคล่องแคล่ว "บอกได้เลยว่าสิ่งสำคัญที่สุดของฉัน คือการได้เดินแบบในงานนิวยอร์กแฟชั่นวีค ฉันได้มีโอกาสร่วมงานกับดีไซเนอร์ชื่อดังหลายคน มันยอดเยี่ยมมาก การได้เดินแบรนด์มาร์โคมาร์โค ดีใจจนพูดไม่ถูก บอกก่อนเลยว่านี่คือโชว์แรกของฉันในนิวยอร์กแฟชั่นวีค และฉันก็มาที่นิวยอร์กเป็นครั้งแรกในชีวิตด้วย รู้ๆ กันอยู่ว่านิวยอร์กแฟชั่นวีค เป็นแฟชั่นวีคอีกแห่งที่ดีที่สุดในโลก มาร์โคมาร์โคก็เป็นแบรนด์ที่ดังมาก เคยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นโชว์ที่ดีที่สุดในนิวยอร์กแฟชั่นวีค แล้วได้เดินแบรนด์นี้ มันมหัศจรรย์มากค่ะ

"ตอนนั้นไม่รู้เลยว่า นางแบบทั้งหมดที่มาเดิน ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในอเมริกา พอฉันกลับถึงห้อง เพื่อนๆ ก็ถามว่า มีมี่ๆ ทำไมแกไม่ถ่ายรูปกับพวกเขามา ทั้งหมดที่แกไปเดินแบบด้วยมีแต่ตัวแม่เลยนะ มีมี่ก็บอกไปว่า อ้าว!!! จริงเหรอ!!! ฉันไม่รู้!!! การได้มาเดินแบบที่นิวยอร์กแฟชั่นวีค ทำให้ได้พบดีไซเนอร์หลายคน นางแบบหลายประเภท ฉันพบนางแบบที่สูงวัย เธออายุ 83 ปี นางแบบพิการ นางแบบดาวน์ซินโดรม และอื่นๆ แฟชั่นที่นี้แตกต่างจากที่ประเทศไทยมากเลยค่ะ

"มีสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน คือเกี่ยวกับการสั่งอาหาร ตอนฉันไปที่ร้านอาหาร อยากจะสั่งกับข้าว 3 อย่าง และคนขายก็ตักมาอย่างละเยอะมาก นี่คือสิ่งที่ใหม่ในชีวิตเมื่อเทียบกับเมืองไทย พวกเราจะกินกับหลายๆ อย่างพร้อมกัน และตักมาทีละน้อยๆ เพื่อให้พอกับหนึ่งจาน แต่ที่นี่สั่งสามอย่างก็ได้มาอย่างละจาน ฉันกินมันไม่หมดแน่ เมื่อพนักงานเสิร์ฟมา ก็เลยบอกให้เขาห่อให้ฉันกลับบ้าน (หัวเราะ)

"เส้นทางการมาเป็นนางแบบของฉัน มันแตกต่างจากคนอื่นมากๆ มันไม่ง่ายเลย ฉันเคยบวชเป็นเณร (มหาวชิราลงกรณ์ราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) เมื่อตอนเด็กๆ เนื่องจากเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน (อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น) คนแถวบ้านฉันมักจะส่งลูกไปบวชเพื่อที่จะได้เรียนหนังสือ เพราะพวกเขาไม่มีเงินที่จะส่งเสียให้ลูกหลานได้เรียน ตอนนั้นครอบครัวของมีมี่กำลังลำบาก ฉันจึงตัดสินใจที่จะบวชเรียนเอง ไม่มีใครบังคับ ฉันเลือกที่จะลดภาระทางบ้านเอง

"ตอนที่บวชได้ค้นพบตัวเองว่า ฉันเป็นแบบนี้แหละ (เป็นสาวข้ามเพศ) วัดเป็นสถานที่เงียบสงบมาก และฉันก็ค้นพบตัวเองในนั้น มีพุทธสุภาษิตบทหนึ่งบอกว่า คุณต้องยอมรับตัวเอง ถ้าคุณไม่ยอมรับตัวเอง แล้วใครล่ะจะยอมรับในตัวคุณ ถูกมั้ยคะ ดังนั้นเมื่ออยู่ในวัดจึงมีเวลาที่จะได้อยู่กับตัวเองมาก มีเวลาที่จะคิดและถามตัวเองว่า ฉันต้องการอะไร ฉันอยากจะไปที่ไหน และคำตอบที่ฉันเฝ้าถามตัวเองมันมานาน มันก็ได้ออกมา 

"6 ปีที่อยู่ในวัด มันทำให้ฉันเป็นคนที่คิดบวก เมื่อมีสิ่งที่เลวร้ายและความยากลำบากเข้ามาในชีวิต ทำให้ได้เรียนรู้วิธีที่จะอดทนกับมัน เพื่อนที่อยู่ในวัด พวกเราไม่ใช่แค่เพื่อนกันเท่านั้นนะคะ เรายังเปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ เพราะว่าพวกเรามาจากต่างครอบครัวกัน มารวมกันอยู่ในที่วัดแห่งเดียว เราต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน พวกเราห่วงใยกันและกัน วัดที่อยู่เป็นวัดใหญ่ที่ล้อมรอบไปด้วยป่า ดังนั้นเราทั้งหมดจะต้องเป็นครอบครัวเดียวกัน  

"ฉันตัดสินใจที่จะเป็นนางแบบ เพราะว่าในเวลานั้น คนแบบฉันในประเทศไทยเราไม่เป็นที่ยอมรับ แต่นางแบบเป็นที่ยอมรับมากๆ อาชีพนางแบบเป็นอาชีพที่ทุกคนยอมรับ ทุกๆ คนยอมรับนางแบบ ผู้คนมักพูดว่า โอ้!!! คุณเป็นนางแบบเหรอ อยู่บนปกแมกกาซีน คุณเดินแฟชั่นโชว์นั่นใช่มั้ย ฉันอยากจะแสดงให้พวกเขาเห็นว่า ถึงแม้ฉันจะไม่ใช่ผู้หญิงแท้ แต่ก็สามารถเป็นนางแบบได้เหมือนกัน จะแสดงให้พวกเขาเห็นว่าฉันสามารถทำอะไรได้บ้างในวงการนี้

"จุดเริ่มต้นของการเป็นนางแบบ ตอนแรกดิ้นรนในประเทศไทย จากนั้นฉันได้เสิร์ชกูเกิลหาเอเจนซี่ในนิวยอร์ก ปารีส มิลาน ฯลฯ ฉันส่งรูปถ่ายฉันไปตามที่ต่างๆ เขาตอบกลับมา และบอกฉันให้บินไปหาเขาที่โน่น แต่ฉันจนไงคะ ไม่รู้ว่าจะต้องไปยังไง ดังนั้นต้องหาทางอื่น ประเทศสิงคโปร์คือเป้าหมายต่อไป เพราะมันใกล้กับไทยมาก ฉันได้เอเจนซี่ที่นั่น ตอนนั้นไม่มีเงินสักบาท ต้องไปยืมเงินแม่มา และแม่ก็เอาทุนการศึกษาของน้องมาให้ฉันแทน จากนั้นเรื่องตลกก็เกิดขึ้น เพราะฉันไม่เคยไปต่างประเทศเลย

"ฉันวิ่งๆ ไปหน้าเคาน์เตอร์แล้วบอกกับพนักงานว่า ขอซื้อตั๋วไปสิงคโปร์ค่ะ พนักงานต่างหัวเราะใส่ เพราะปกติแล้วเราไม่ซื้อตั๋วเครื่องบินที่หน้าเคาน์เตอร์กัน เมื่อได้ตั๋วมาเหลือเงินเพียง 43 ดอลลาร์สิงคโปร์ และก็บินมาที่สิงคโปร์เลย แต่ฉันติดอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เพราะในหนังสือเดินทางยังมีคำนำหน้าว่า “นาย” อยู่ เมื่อเจรจาต่อรองมาได้ ฉันก็โดนยกเลิกสัญญา เนื่องจากติดอยู่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนานไป เอเจนซี่คิดว่าไม่มีความรับผิดชอบ จึงไปงานที่รับไว้ไม่ทัน จึงต้องลากกระเป๋าไปนอนในห้องน้ำสาธารณะที่สิงคโปร์

"การเป็นนางแบบข้ามเพศของฉัน ต้องพบกับความยากลำบากหลายๆ รูปแบบเลยค่ะ เริ่มแรก หลายคนได้ดูถูกฉันว่า “กะเทยเหรอ ไม่อะ ไม่ต้องการกะเทยมาอยู่ในโชว์ของฉัน พวกนี้มักทำให้โชว์ของฉันดูไม่เป็นมืออาชีพ” อะไรประมาณนี้แหละค่ะ ฉันได้ผ่านประสบการณ์แย่ๆ มามากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันต้องการจะบอกคือ พวกเราต้องผ่านมันมาให้ได้

"เคยเจอเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่งในประเทศไทยของฉันเอง ไปที่งานใหญ่แห่งหนึ่ง และคนที่ดูแลงานก็เดินมาหา และพูดเสียงดังมากๆ ต่อหน้านักข่าวที่กำลังจะถ่ายรูปฉันว่า ขอโทษนะคะใครเชิญคุณมา งานเราไม่อนุญาตให้กะเทยหรือเกย์เข้านะคะ ตอนนั้นตกใจ และพูดกับเธอว่า “ฉันมากับดีไซเนอร์ เขาเชิญฉันมา” จากนั้นนางก็ไปพูดกับดีไซเนอร์ที่ฉันมาด้วย และกลับมาหาแล้วบอกว่า “เมื่อถ่ายรูปเสร็จแล้ว เดินลงพรมแดงแล้วเชิญออกจากงานไปเลยนะคะ” นักข่าวทุกคนก็ตกใจ และหยุดมองว่าเรากำลังคุยอะไรกัน จากนั้นนางก็หันไปบอกกับนักข่าวว่า “ห้ามลงข่าวนี้ ไม่งั้นจะเอาเรื่อง” และนักข่าวก็ไม่มีใครลงข่าวเลย

"มันไม่ยุติธรรมไม่ใช่แค่กับฉัน แต่กับนางแบบเพศคนอื่นๆ ด้วย นี่ขนาดฉันพอจะมีชื่อเสียงในประเทศไทยแล้วนะ เขายังปฏิบัติตัวแบบนี้กับฉันได้ แล้วคนอื่นๆ ล่ะจะเป็นยังไง ก่อนที่คุณจะพบกับความสำเร็จ เมื่อคุณพบความยากลำบากมากมาย คุณจำเป็นต้องผ่านมันมาให้หมด ใครจะดูถูกคุณ ใครจะไม่ต้องการคุณ ช่างมัน!!! แต่ต้องทำงานของคุณให้ดีที่สุด!!! สุดความสามารถ!!!

"โอกาสแรกในการเป็นนางแบบที่นิวยอร์ก ตอนที่เอเจนซี่บอกกับฉันว่า มีมี่ เธอได้เดินมาร์โคมาร์โค ฉันพูดว่า จริงเหรอคะ เพราะว่ารู้จักแบรนด์มาร์โคมาร์โค มาตั้งแต่จะมานิวยอร์กแล้ว โชว์ของเขาดังมากๆ ในไทย เมื่อเอเจนซี่บอกข่าวดีนี่ ฉันบอกกับตัวเองเลยว่า ความฝันได้กลายเป็นจริงแล้ว

"ตอนนี้ฉันอยากจะมุ่งไปที่งานเดินแบบมากกว่าค่ะ แต่ในอนาคตอยากจะมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง อยากเป็นดีไซเนอร์ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองนะคะ แต่อยากจะสนับสนุนคนของฉันในประเทศ ช่วยให้พวกเขามีงาน ดูนี่สิคะชุดที่ใส่อยู่ คือสิ่งที่ฉันออกแบบเอง มันทำมาจากผ้าไหมงานทอมือค่ะ คนในประเทศของฉันรู้วิธีที่จะทำผ้าสวยๆ แบบนี้ได้หลายลายเลย ฉันอยากช่วยเขา เพราะพวกเขาค่อนข้างมีฐานะยากจน พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะได้แสดงผลงานสวยๆ ที่เขาทำให้กับคนทั้งโลกได้ดู แต่เมื่อฉันมีชื่อเสียงแล้วประสบความสำเร็จ ฉันเชื่อว่าจะสามารถเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญในการช่วยให้พวกเขานำเสนอผลงานผ้าของตัวเอง และนำรายได้มาเลี้ยงครอบครัว

"อยากย้ายมาอยู่ที่นิวยอร์กค่ะ เพราะว่าที่นี่เป็นเมืองที่ให้โอกาส ที่นี่มันคือแฟชั่น ฉันรู้สึกว่านิวยอร์กให้โอกาสที่ดี ฉันพบผู้คนมากมายที่นี่ ทั้งเพื่อนนางแบบและดีไซเนอร์...ฉันรักประเทศไทยค่ะ ประเทศไทยยังคงเป็นบ้านของฉัน แต่ในประเทศไทยฉันไม่ได้รับโอกาสในการทำงานเลย เป็นนางแบบมา 7 ปีแล้วที่ไทย ไปแคสงานทุกที่แฟชั่นวีคทุกซีซั่น แต่ก็ไม่ได้รับโอกาสให้เดินโชว์เลย แต่ในทางกลับกัน ฉันมาอยู่ที่นี่ได้เพียง 1 เดือน ได้ขึ้นโชว์ที่นิวยอร์กแฟชั่นวีค ได้เดินแบบถึง 16 โชว์ มันทำให้ตระหนักได้ว่า โอ้!!! ฉันควรมาอยู่ที่นิวยอร์ก แต่จริงๆ แล้วฉันก็ยังอยากทำงานในประเทศไทยนะคะ เพราะว่าประเทศไทยคือบ้าน และฉันก็รักประเทศไทยของฉัน  

"สำหรับกลุ่มคนข้ามเพศนะคะ อยากจะบอกพวกเขาให้ทำตามความฝันของตัวเอง อย่ายอมแพ้ เดินออกมาจากเงา อย่าซ่อนตัว บอกพวกเขาและแสดงให้พวกเขาเห็นว่า คุณทำอะไรได้ คุณเป็นอะไรได้ ยอมรับตัวเองถ้าอยากให้โลกยอมรับคุณ คนทั่วไปยอมรับ ครอบครัวยอมรับ คุณต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเองก่อน".