วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แก้ “ก.ม.สตาร์ตอัพ” ดึงนักลงทุนต่างชาติ

อรรชกา สีบุญเรือง

ชง ครม.เปิดช่องออกหุ้นกู้แปลงสภาพ หวังจูงใจสกัดย้ายหนีต่างประเทศ

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยว่า วท.จะพัฒนาสตาร์ตอัพอย่างจริงจัง เพื่อสร้างนักรบทางเศรษฐกิจพันธุ์ใหม่นั่นคือ ผู้ประกอบการสตาร์ตอัพที่มีศักยภาพการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีความสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ โดยขณะนี้กำลังปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อลดปัญหาอุปสรรคในการประกอบธุรกิจของสตาร์ตอัพในประเทศไทย โดยคณะกรรมการวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อเอื้อต่อการประกอบธุรกิจสตาร์ตอัพในประเทศไทยใน 4 ประเด็น ได้แก่ เปิดช่องให้สตาร์ตอัพสามารถ ออกหุ้นกู้แปลงสภาพได้ สามารถทยอยให้หุ้นแก่พนักงานของสตาร์ตอัพได้ ให้พนักงานมีสิทธิซื้อหุ้นในราคาที่กำหนดได้ และสามารถแก้ไขสิทธิในหุ้นบุริมสิทธิโดยใช้มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ โดยขณะนี้ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแล้ว หากเห็นชอบโดยเฉพาะการออกหุ้นกู้แปลงสภาพจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานในด้านนี้เท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ และช่วยให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในสตาร์ตอัพไทยกันมากขึ้น

รมว.วท.กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์เหล่านี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะดึงดูดให้นักลงทุนทั้งกลุ่มที่ไม่หวังผลตอบแทน และธุรกิจเงินร่วมลงทุนมาลงทุนกับสตาร์ตอัพไทยได้ คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ จึงมีมติให้ดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติขึ้นมาเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น กฎหมายดังกล่าวจะมีทั้งหมด 4 หมวด ประกอบด้วย หมวดที่ 1 นิยามของสตาร์ตอัพ คือกิจการที่จดทะเบียนไม่เกิน 60 เดือน ต้องทำธุรกิจที่มีนวัตกรรม มีการวิจัยและพัฒนา หมวดที่ 2 จัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน หมวดที่ 3 สิทธิประโยชน์ที่จะให้กับสตาร์ตอัพ โดยจะได้รับ การยกเว้นภาษีเงินได้ 5 ปี ทั้ง 3 กลุ่ม และหมวดที่ 4 จัดตั้งศูนย์ทดสอบและนวัตกรรม เพื่อรับรองมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ที่จะให้ต้องเทียบเท่าระดับสากล และอย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่าเพื่อนบ้าน เพื่อจูงใจให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุน และป้องกันไม่ให้ธุรกิจที่เกิดในไทย เมื่อเติบโตแล้วย้ายไปลงทุนในต่างประเทศ แต่ต้องการพัฒนาให้สตาร์ตอัพไทยมีการพัฒนาและมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ.