วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อายัดเก๋งคัมรี ต้องสงสัย พา ‘ยิ่งลักษณ์’ หนี พบสวมทะเบียน

ตำรวจอายัดเก๋งต้องสงสัย สวมทะเบียน จากจังหวัดนครปฐม ตรวจสอบ หลังพบเอี่ยวพาอดีตนายกฯ 'ยิ่งลักษณ์' หนี ...

วันที่ 21 กันยายน เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 21 กันยายน พลตำรวจเอก ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทีมสืบสวน และตำรวจพิสูจน์หลักฐานกลาง เข้าตรวจสอบ รถยนต์ โตโยต้า คัมรี สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ฌข 5323 กรุงเทพมหานคร ที่ทีมสืบสวนนำมาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม หลังจากมีข้อมูลว่า รถยนต์คันดังกล่าวเป็นพาหนะที่ พา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนี ไม่ไปฟังคำพิพากษา ในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา

และ ภาพจากกล้องวงจรปิด บริเวณหน้าบ้านของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ภายในซอยโยธินพัฒนา 3 สามารถบันทึกภาพของรถคันดังกล่าว ไว้ได้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าบริเวณประตูข้างคนขับ มีลักษณะรอยการสติกเกอร์ตราโล่ตำรวจออก รวมทั้ง ประตูฝั่งข้างคนขับ ก็มีร่องรอยการแกะสติกเกอร์ตราโล่ ออกด้วย เช่นกัน

ขณะที่การตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเป็นรถสวมทะเบียน โดยหมายเลขเครื่อง ตัวถัง และทะเบียนรถ ปรากฎชื่อผู้ครอบครองไม่ตรงกัน โดยกรมการขนส่งทางบก แจ้งระงับการใช้งานรถคันดังกล่าว ปี 2555 เนื่องจากขาดส่งไฟแนนซ์ ส่วนภายในรถไม่พบมีเอกสารและหลักฐานสำคัญเก็บอยู่

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้เข้าตรวจสอบรถต้องสงสัย คันดังกล่าว ร่วมกับ พลตรีวิจารณ์ จดแตง พันเอกบุรินทร์ ทองประไพ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของ คสช.

โดยพลตำรวจตรีธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ได้นำเจ้าหน้าประมาณ 6 นาย มาทำการตรวจหาหลักฐานอย่างละเอียด เบื้องต้นพบว่า เป็นรถสวมทะเบียน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดต่อ คนที่เป็นผู้จดทะเบียนหมายเลขดังกล่าว ซึ่งพบว่าอาศัยอยู่ย่านตลิ่งชัน มาสอบปากคำเพื่อหาความจริงต่อไป โดยพลตำรวจเอกศรีวราห์ ได้ลงมาจากห้องทำงานเพื่อดูการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยไม่ยอมให้ข้อมูลใดๆตอบเพียงว่า ให้ไปสอบถามรายละเอียดกับ ผบ.ตร. ก่อนกลับขึ้นไปห้องทำงาน พร้อมคณะทำงานของ คสช.

ทั้งนี้ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่พบภาพจากกล้องวงจรปิดว่า รถคันดังกล่าว ขับออกไปประเทศกัมพูชา ด้านจังหวัดสระแก้ว เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยแหล่งข่าวให้ข้อมูลว่า รถคันดังกล่าวไปเปลี่ยนรถของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ที่ย่านมีนบุรี ก่อนพาหลบหนีออกนอกประเทศ

ส่วนผลการเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เบื้องต้นมีรายงานข่าวว่า เป็นการเก็บรวบรวมดีเอ็นเอไปคัดแยกกลุ่มตัวอย่าง เช่น แยกเป็นกลุ่มเพศ เก็บรักษาไว้ เพื่อรอนำดีเอ็นเอดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับบุคคลต้องสงสัย ขณะเดียวกันยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีดีเอ็นเอสมบูรณ์ภายในรถทั้งหมดกี่ชุด เนื่องจากมีหลายองค์ประกอบ ในการทำให้ดีเอ็นเอไม่สมบูรณ์ เช่น ความร้อน สภาพการนำรถไปเก็บรักษา รวมไปถึงบุคคลที่อาจใช้รถคันดังกล่าวหลังจากพาอดีตนายกรัฐมนตรีหลบหนีไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าไม่ว่าจะมีการทำลายดีเอ็นเอภายในรถไปก่อนหน้านี้หรือไม่ ก็อาจยังมีดีเอ็นเอหลงเหลืออยู่

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า รถคันดังกล่าวเป็นรถ 1 ใน 2 คัน ที่ถูกนำไปเปลี่ยนรถของนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่ย่านมีนบุรี ก่อนจะพาหลบหนีไปทางอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ขับออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าวได้รับคำสั่งให้นำไปทำลายทิ้ง ก่อนที่ต่อมา ผู้ได้รับคำสั่ง จะเปลี่ยนใจนำรถคันนี้ไปเก็บรักษาไว้ เพื่อรอนำไปดัดแปลงสภาพและขายต่อ

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงเปิดเผยว่า ในเร็ววันนี้จะมีการเชิญผู้ที่เป็นเจ้าของรถมาสอบปากคำ เพื่อตรวจสอบว่าได้มีการแจ้งหายรถไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ ส่วนกรณีของผู้ที่นำรถไปใช้ เบื้องต้นจะพิจารณาดำเนินคดี ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม และหากพบมีการแจ้งหาย ก็จะดำเนินคดีในความผิดฐานรับของโจรด้วย

ส่วนกรณีการเข้าเก็บดีเอ็นเอบุคคลต้องสงสัยเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอที่ตกหล่นในรถ เบื้องต้นจะมอบหมายให้ พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน นำไปพิจารณาเรื่องการออกหมายค้น

สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับร่องรอยคล้ายสติกเกอร์ตราโล่ที่ข้างประตูฝั่งที่นั่งด้านหน้าทั้ง 2 ฝั่ง เบื้องต้นยืนยันว่าจากการตรวจสอบรถคันนี้ไม่ใช่รถที่ใช้ในราชการตำรวจแต่อย่างใด ส่วนสติกเกอร์ตั้งข้อสังเกตว่า ใครก็สามารถนำไปติดได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับการสอบปากคำพยาน 3 คน เบื้องต้นยังไม่ยืนยันว่าเป็นบุคคลในเครื่องแบบหรือไม่ แต่ยอมรับว่ามีความเกี่ยวข้องกับการพานางสาวยิ่งลักษณ์หลบหนี

แต่ทั้งนี้การสอบสวนชายดังกล่าว ก็สามารถทำได้แค่ในฐานะพยาน เนื่องจากระหว่างการพาหลบหนี ยังไม่มีการออกหมายจับ จึงไม่เข้าข่ายเป็นการกระทำผิด และหลังจากนี้จะปล่อยตัวไป เนื่องจากไม่มีอำนาจในการควบคุมตัวตามกฎหมาย ทั้งนี้ ในการสอบปากคำพยานมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายสอบสวนรวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงร่วมสังเกตการณ์ด้วย.