วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อัยการไม่ฟ้อง3นักข่าว คู่กรณีหมอเปรม ชี้การไปนั่งในห้อง ไม่ใช่ข่มขืนใจ

อัยการสั่งไม่ฟ้องในคดีที่หมอเปรมแจ้งจับ นักข่าว 3 สำนัก ชี้ไม่ข่ายความผิด "ข่มขืนใจ" แต่การเข้าไปนั่งอยู่ในห้องทำงานของผู้กล่าวหาซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะนาน 2 ชั่วโมง เป็นการแสวงหาข่าว ตามปกติวิสัยของนักข่าว...

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 21 ก.ย. 60 ผู้สื่อข่าวได้สอบถามกรณี ที่อัยการสั่งไม่ฟ้องกรณี "หมอเปรมแจ้งจับสื่อ" จากนายปรัชญา เทพสกุล ผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ประจำ เคเคซี เคเบิลทีวีท้องถิ่น ทราบว่า เป็นเรื่องจริง โดยได้มีหนังสือลงวันที่ 14 กันยายน 2560 จากสถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เรื่องแจ้งคำสั่งไม่ฟ้อง เนื้อหาในหนังสือดังกล่าวแจ้งว่า พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 386/2559 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 คดีระหว่าง นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น กับนายก่อสิทธิ์ กองโฉม กับพวกรวม 3 คน ในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด ๆ ไปยังพนักงานอัยการจังหวัด ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัด ได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาในความผิดดังกล่าว พร้อมแจ้งเหตุผลคำสั่งไม่ฟ้องมายังพนักงานสอบสวน ทางพนักงานสอบสวนจึงขอส่งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการจังหวัดให้แล้ว 

"การแจ้งคำสั่งไม่ฟ้อง ในคดีดังกล่าวนั้น ตำรวจสภ.บ้านไผ่ ยังส่งถึงผู้สื่อข่าวอีก 2 คน คือ นายปราโมทย์ ศรีปุระ ผู้สื่อข่าวช่อง 3 นายก่อสิทธิ์ กองโฉม ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์เดลินิวส์และตัวผมด้วย รวมเป็น 3 คน ผมรู้สึกดีใจและโล่งใจ เพราะคดีนี้มันยืดยาวมาปีเศษ ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยสบายใจ พอมีคำสั่งไม่ฟ้องแบบนี้ก็ดีใจ เพราะเราทำหน้าที่ของนักข่าว เราไม่ได้ไปข่มขืนใจใคร จากนี้ไปก็คงจะทำหน้าที่ของนักข่าวต่อไป” นายปรัชญา กล่าว

สำหรับคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2559 มีผู้สื่อข่าวจาก 5 นายก่อสิทธิ์ กองโฉม ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นายปราโมทย์ ศรีปุระ ผู้สื่อข่าวช่อง 3 นายปรัชญา เทพสกุล ผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ประจำ เคเคซี เคเบิลทีวี นายสุพล บุญชื่นชม ผู้สื่อข่าว ข่าวสด นางจิติมา จันพรม ผู้สื่อข่าว เนชั่น ได้ติดตามทำข่าว กรณีที่มีการเผยแพร่ภาพทางโซเชียลมีเดีย เป็นภาพ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ หรือ หมอเปรม อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น นั่งคู่กับหญิงสาวชั้น ม.5 โดยที่ด้านหน้ามีพานใส่ธนบัตรจำนวนหนึ่ง และมีสำเนาทะเบียนรถยนต์เล่มสีน้ำเงินวางอยู่ 1 เล่ม พร้อมพระพุทธรูปโดยมีคนเฒ่าคนแก่กำลังผูกแขน คล้ายมีพิธีหมั้นหรือพิธีมงคลสมรสของภาคอีสาน โดยผู้สื่อข่าวทั้งหมดได้ขอพบและสัมภาษณ์หมอเปรม ภายในที่ทำการสำนักงานเทศบาลเมืองบ้านไผ่ ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจให้กับหมอเปรมเป็นอย่างมาก หมอเปรมจึงได้วางแผนหลอกให้ผู้สื่อข่าวทั้ง 5 สำนักเข้าไปภายในห้องทำงานของนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ เมื่อผู้สื่อข่าวทั้งหมดเข้าไปภายในห้องดังกล่าว กลับถูกหมอเปรมสั่งเจ้าหน้าที่เทศบาลซึ่งเป็นลูกน้อง เก็บโทรศัพท์ มือถือ กล้องถ่ายภาพของ ผู้สื่อข่าวทั้งหมด พร้อมกับล็อกตัวผู้สื่อข่าว นสพ.เดลินิวส์ ประจำ จ.ขอนแก่นแก้ผ้าประจาน

กลุ่มผู้สื่อข่าวได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านไผ่ เอาผิดหมอเปรม ซึ่งขณะนี้ทางอัยการศาลจังหวัดพลได้สั่งฟ้อง ในความผิดฐานร่วมกันบังคับข่มขืนใจตามาตรา 309 วรรคแรก และขู่เข็ญทำให้ตกใจกลัวตามมาตรา 392 และ 397 และในวันเดียวกันทางหมอเปรมก็ได้เข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านไผ่เช่นเดียวกัน ในข้อหาหลักคือ "ร่วมกันข่มขืนใจ ผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด, หน่วงเหนี่ยวผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย” เอาผิด สื่อมวลชน 3 สำนักข่าว ประกอบด้วย ช่อง 3 เดลินิวส์ และเคเบิลท้องถิ่น 

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายปราโมทย์ ศรีปุระ ผู้สื่อข่าวช่อง 3 ถึงความรู้สึกที่อัยการไม่ฟ้องกรณีหมอเปรม แจ้งความเอาผิดผู้สื่อข่าว นายปราโมทย์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวเชื่อมั่นในความยุติธรรมและเชื่อมั่นในความถูกต้อง ใครผิด ใครถูก ทุกคนต่างรู้แก่ใจตัวเอง ใครทำไม่ดี ก็รับแต่สิ่งไม่ดี ซึ่งในหนังสือ ที่แจ้งมานั้น อัยการศาลจังหวัดพลสั่งไม่ฟ้องในคดีที่หมอเปรมแจ้งความ โดยให้เหตุผลว่า การกระทำของสื่อมวลชนทั้ง 3 ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดข้อหาข่มขืนใจ เพราะไม่ได้มีพฤติการณ์บังคับ ขู่เข็ญผู้กล่าวหาอจนให้เกิดความกลัว แต่เป็นการขอความร่วมมือ ขอร้องให้ผู้ถูกกล่าวหาเพื่อให้ข่าวหรือสัมภาษณ์ ส่วนข้อหาหน่วงเหนี่ยวนั้น เนื่องจากเป็นห้องทำงานของนายกเทศมนตรี มีการติดต่อราชการได้อย่างอิสระ และสื่อมวลชนทั้ง 3 ก็อยู่ภายในห้องด้วย และไม่ปรากฏว่าสื่อมวลชนทั้ง 3 ทำการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังแต่อย่างใด

"การที่ผู้สื่อข่าวนั่งอยู่ในห้องทำงานของผู้กล่าวหาเป็นเวลา 2 ชั่วโมงเพื่อขอข่าวจากผู้กล่าวหาเป็นแสวงหาข่าวตามวิสัยของนักข่าวทั้งผู้กล่าวหาเป็นบุคคลสาธารณะประชาชนย่อมมีสิทธิ์จะตรวจสอบพฤติกรรมและการทำงานได้ จึงไม่เป็นการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังและไม่เป็นการกระทำที่ผู้กล่าวหาได้รับความเดือดร้อนรำคาญ".