วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ประชาธิปไตยครึ่งใบ...ทางออกของประเทศ?

โดย ซูม

เมื่อ 2 วันก่อนผมกลับไปอ่านหนังสือเรื่อง “พลังเทคโนแครต”

การขับเคลื่อนและเส้นทางพัฒนาเศรษฐกิจไทย (พ.ศ.2504-2535) ผ่านชีวิตและผลงานของ ดร.เสนาะ อูนากูล จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน เมื่อ พ.ศ.2556...จนจบเล่มอีกครั้งหนึ่ง

อ่านแล้วก็นึกย้อนอดีตกลับไปเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว ในฐานะคนที่มีโอกาสนั่งเขียนหนังสืออยู่ในหนังสือพิมพ์รายวันกว่า 50 ปี และขณะเดียวกันก็เป็นกลไกเล็กๆชิ้นหนึ่งในขบวนการเทคโนแครตในหนังสือเล่มนี้กับเขาด้วยอยู่ 30 กว่าปี

พบว่าระบอบการเมืองการปกครองของประเทศไทยที่ (น่าจะ)เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศมากที่สุด (น่าจะ) เป็นในยุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ในช่วง พ.ศ.2523-2531 หรือในยุคที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี นั่นเอง

ขออนุญาตใช้คำว่า “น่าจะ” ก็แล้วกันครับ เพราะผมเองก็ไม่แน่ใจถึงกับจะฟันธงได้ว่าระบอบนี้ดีที่สุด เนื่องจากมันยังมีเงื่อนไขและปัจจัยอื่นๆอีกหลายๆปัจจัย

จริงๆแล้วยุคที่ประเทศไทยเราพัฒนาประเทศได้ดีที่สุด เขียนอะไรไว้ในแผนพัฒนาฯก็สามารถทำตามได้เกือบหมด จนก่อให้เกิดการพัฒนาสูงสุด ตัวเลขจีดีพีเฉลี่ยออกมามากที่สุดก็คือ ยุคแผนพัฒนาฉบับที่ 1 ที่มี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ยุค “เผด็จการเต็มใบ” นั่นแหละครับ

แต่ลงท้ายแล้วระบอบเผด็จการเต็มใบก็ลงเอยด้วยความผิดหวังของประชาชน เมื่อเกิดการคอร์รัปชันอย่างใหญ่หลวง รวมทั้งตัวจอมพลสฤษดิ์เองที่ถูกยึดทรัพย์อันมากมายมหาศาลหลังจากที่ท่านถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว

ต่อมาในยุค จอมพลถนอม จอมพลประภาส ซึ่งยังคงเป็นเผด็จการเต็มใบอย่างต่อเนื่อง แม้ในด้านการพัฒนาประเทศในช่วงแผน 2 ต่อด้วยแผน 3 ระยะแรกจะยังคงไปได้ดี เป็นรองแผนฉบับที่ 1 ไม่มากนัก

แต่ในที่สุดก็หนีไม่พ้นเรื่องการโกงกิน เรื่องคอร์รัปชัน เรื่องการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมเกินขอบเขต นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ทำให้ผมปักใจพันเปอร์เซ็นต์ว่า ระบอบ “เผด็จการเต็มใบ” ไม่เหมาะแก่การพัฒนาประเทศไทยแน่นอน

ที่นี้ลองมาดู “ประชาธิปไตยเต็มใบ” บ้าง ก็มี 2 ช่วงที่เห็นๆคือช่วงหลัง 14 ตุลาคม ที่ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่ระบอบประชาธิปไตยชนิดเต็มรูปแบบ

ปรากฏว่าการพัฒนาแทบไม่คืบหน้าเลย เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างพรรคกิจสังคมของอาจารย์หม่อม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งมีอาจารย์ใหญ่ บุญชู โรจนเสถียร เป็น ซาร์เศรษฐกิจ ท่านก็มีนโยบายเศรษฐกิจของท่านเอง มีการใช้ “เงินผัน” อันเป็นต้นตระกูลของระบอบประชานิยมขนานแท้ในยุคนั้น

หลังจากนั้นประชาธิปไตยเต็มใบก็นำไปสู่ความวุ่นวายจนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่นำความเจ็บปวดมาสู่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง

การพัฒนาตลอดครึ่งหลังของแผนฉบับที่ 3 มาจนถึงแผนฉบับที่ 4 ซึ่งอยู่ในช่วงของความวุ่นวายดังกล่าวแทบจะสะดุดลงโดยสิ้นเชิง การปฏิบัติตามครึ่งหลังของแผน 3 มาจนแผน 4 ทั้งแผนค่อนข้างน้อยมาก

มาถึงประชาธิปไตยเต็มใบอีกช่วงก็ยุคล่าสุดเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วนี่เองที่พรรคการเมืองมีอำนาจเต็มที่ เพราะได้รับคะแนนไว้วางใจจากประชาชนท่วมท้น ก็เลยทำอะไรตามแนวคิดแนวเชื่อของตนเอง ใครห้ามก็ไม่ฟัง จนในที่สุดประเทศชาติต้องเสียหายเสียเงินเสียทองก้อนใหญ่หลวงและต้องกลับสู่ระบอบเผด็จการอีกครั้งหนึ่ง

กลายเป็นว่าช่วงเวลาที่มีการพัฒนาสูงสุด สะสมความมั่งคั่ง

และมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุดอยู่ในช่วงรัฐบาลป๋าเปรมที่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ดังที่ผมสรุปโดยใช้คำว่า “น่าจะ” เหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทยในตอนต้นๆของข้อเขียนวันนี้

มีการปฏิบัติตามแผนพัฒนาประเทศมากที่สุด โดยเฉพาะแผน 5 ได้ชื่อว่าเป็นแผนที่มีการปฏิบัติมากที่สุด หากไม่นับแผน 1 ในอดีตกาล

ดูจากเส้นทางทางการเมืองต่อนี้ไป ก็น่าเชื่อได้ว่าผู้มีอำนาจในปัจจุบันกำลังจะออกแบบให้เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบอีกครั้ง

ถึงขนาดมีคำกล่าวกันว่ากำลังจะใช้ “ป๋าเปรมโมเดล” กันอยู่บ่อยๆ แต่จะประสบความสำเร็จเหมือนอดีตหรือไม่ คงจะต้องติดตามกันต่อไป

ข้อเขียนวันนี้ยังไม่จบครับ...นานๆนั่งเป็นชายชรารำลึกอดีตสักทีหนึ่ง...ขออนุญาตนึกต่ออีกสักวัน ในฉบับวันจันทร์โน่นก็ละกัน.

“ซูม”