วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พท.เย้ยครม.สัญจร หวังเรตติ้งช่วง‘ขาลง’ แต่ไม่ช่วยกระตุ้นศก.

บิ๊กป้อมโยนผบ.ทบ.ชี้แจงเลิกใช้เรือเหาะ

“บิ๊กตู่” ไม่มีอารมณ์จ้อสื่อ เรียก ผบ.ทบ.หารือด่วน ระดมสมองประชุมเตรียมการบินเยือนสหรัฐฯ จับเข่าคุย “โดนัลด์ ทรัมป์” “บิ๊กป้อม” ปัดสั่งปลดประจำการเรือเหาะ 350 ล้าน โยนให้ไปถาม “บิ๊กเจี๊ยบ” แจงอีกรอบ เพื่อไทยเย้ยรัฐบาล “ลุงตู่” จัด ครม.สัญจรอยุธยา-สุพรรณบุรีแค่สร้างเรตติ้ง สับไร้ประโยชน์ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจช่วยประชาชน “เอม” โผล่โพสต์รำลึก 19 กันยา 11 ปี รัฐประหาร ปลื้มพ่อสอนชีวิตต้องเดินหน้าอย่าหยุดรอการเมือง “วรงค์” เหน็บ “ทักษิณ” อย่าโทษคนอื่น บช.น.เตรียมรับสถานการณ์ 27 ก.ย. วันศาลพิพากษา “ศานิตย์” ฟันธงไร้เงา “ยิ่งลักษณ์” ประเมินกำลังรับมือม็อบเชียร์แค่ 300-400 คน กก.ปฏิรูปตำรวจไม่แยกงานสืบสวนสอบสวน เล็งร่างกฎหมายคุ้มครองความเป็นอิสระของพนักงานสอบสวน “เทพเทือก” ชูตำรวจจังหวัดขึ้นตรงผู้ว่าฯ

ยังเป็นที่จับตาเกี่ยวกับกรณีที่กองทัพบกประกาศปลดระวางเรือเหาะตรวจการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จัดซื้อจัดหามาเข้าประจำการตั้งแต่ปี 2552 ด้วยมูลค่างบประมาณ 350 ล้านบาท กระทั่งนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ไปยื่นเรื่องร้องให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินสอบความคุ้มค่า ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ออกมาชี้ให้ไปถามเหตุผลการปลดประจำการเรือเหาะจาก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.อีกครั้ง

“บิ๊กตู่” ไม่มีอารมณ์อ้างธุระด่วนงดจ้อ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 ก.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมนโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติครั้งที่ 3/2560 โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวก่อนเข้าสู่วาระการประชุมว่า เพื่อบูรณาการสานต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้งานวิจัยเติบโตไปตามเป้าหมายของรัฐบาล คือ วิจัย สร้างสิ่งใหม่สิ่งที่แตกต่าง พัฒนาต่อยอดสิ่งที่วิจัยมาจะทำอย่างไรให้คนของเราสามารถเข้าถึงผลผลิตจากการวิจัยได้ทั่วถึงในราคาประหยัด และสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ เกิดการต่อยอดทั้งส่วนราชการ เอกชน และสถาบันต่างๆนำไปสู่จุดเริ่มต้นเดียวกัน ไม่ให้เกิดปัญหาต่างคนต่างทำ แบ่งการทำงานเป็นคลัสเตอร์เพื่อนำไปสู่การจัดสรร และใช้งบประมาณที่เหมาะสม เมื่อประชุมไปได้ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้แจ้งให้ที่ประชุมกลางครันว่า “มีธุระด่วน ให้ประชุมกันไปก่อน” จากนั้นก็ลุกเดินออกจากห้องประชุมไปทันที ก่อนจะปฏิเสธให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยกล่าวทักทายเพียงสั้นๆว่า “สวัสดีๆ” และเดินขึ้นห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า

เรียก ผบ.ทบ.หารือไฟใต้

จากนั้นเวลา 11.40 น. พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์โดยใช้เวลาหารือประมาณ 40 นาที ก่อนที่ พล.อ.เฉลิมชัยขึ้นรถกลับออกไปจากทำเนียบรัฐบาลทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆแก่ผู้สื่อข่าว ทั้งนี้ พล.อ.เฉลิมชัยได้เข้ารายงานผลการเข้าร่วมประชุม ผบ.ทบ.ภาคพื้นแปซิฟิกครั้งที่ 10 (PACC X) ที่สาธารณรัฐเกาหลีระหว่างวันที่ 17-19 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะท่าทีในสถานการณ์ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี และรายงานถึงสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะในห้วงนี้เป็นห้วงที่มีการสับเปลี่ยนกำลังในพื้นที่และมาตรการดูแลในห้วงต่อไป ส่วนเรื่องเรือเหาะที่เป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้นั้น พล.อ.เฉลิมชัยกับ พล.อ.ประยุทธ์ได้มีการพูดคุยกันไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยพร้อมให้ตรวจสอบหากมีข้อมูลใหม่กว่าครั้งที่ ป.ป.ช.เคยตรวจสอบไปแล้ว

ประชุมเตรียมบินสหรัฐฯต้น ต.ค.

ต่อมาเวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้เรียกประชุมรัฐมนตรี อาทิ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รมช.ต่างประเทศ พล.อ.ชาญชัย ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และเจ้าหน้าที่จากกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเตรียมการเยือนสหรัฐอเมริกา ตามคำเชิญของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเป็นการกำหนดหัวข้อหารือและการเจรจาด้านต่างๆ ส่วนกำหนดการเดินทางยังอยู่ในช่วงต้นเดือน ต.ค.แต่วันเดินทางที่ชัดเจนยังเปิดเผยต่อสาธารณะไม่ได้ตามข้อตกลงกับทางสหรัฐฯให้เปิดเผยได้ก่อน 10 วันเดินทาง ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ร่วม ออกกำลังกายประจำสัปดาห์ทุกวันพุธกับข้าราชการ เจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบฯ หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีบุคคลแฝงตัวบุกเข้าประชิดตัวเข้าร้องเรียน

“บิ๊กป้อม”โยน“บิ๊กเจี๊ยบ”แจงเรือเหาะ

เมื่อเวลา 10.45 น. ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ถนนวิภาวดี-รังสิต พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีการเลิกใช้เรือเหาะตรวจการณ์ของกองทัพบกในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ขอให้ถามกองทัพบกและ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.เพราะเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสั่งให้เลิกใช้เพราะเป็นข้อพิจารณาของกองทัพบก ส่วนกรณีที่มีการยื่นเรื่องร้องเรียนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ตรวจสอบถึงความคุ้มค่าในการจัดซื้อ และยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบใหม่อีกครั้งนั้น คิดว่าก่อนหน้านี้ทาง ป.ป.ช.มีการตรวจสอบตามข้อเท็จจริงไปแล้ว และหากมีหลักฐานใหม่หรือพบสิ่งใดใหม่ต้องให้เป็นเรื่องของ ป.ป.ช.

“เอม” โพสต์อยู่กับพ่อที่ลอนดอน

วันเดียวกัน นางพินทองทา คุณากรวงศ์ บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯโพสต์อินสตาแกรมส่วนตัวเป็นภาพการเดินจับมือกับนายทักษิณ สมัยที่ถูกรัฐประหารปี 49 บรรยายภาพว่า “วันนี้เมื่อ 11 ปีที่แล้ว เอมเป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้เจอพ่อหลังจากปฏิวัติ 19 ก.ย. ปี 2549 เรียนปริญญาโทอยู่ที่ลอนดอน วันนี้ปีนี้ได้มาอยู่ที่ลอนดอนกับพ่ออีกครั้ง 11 ปีผ่านไป พ่อยังมีพลังงานที่จะคิดเรื่องธุรกิจต่างๆมีหลายโปรเจกต์ที่เริ่มทำไปแล้วและกำลังจะเริ่มทำ ไม่ปล่อยให้เรื่องการเมืองมาหยุดทุกอย่าง ชีวิตก้าวไปข้างหน้า ชีวิตอย่าหยุดรอเรื่องการเมือง จนวันนี้มีลูก 3 คนมาอยู่ตรงหน้าคุณตาแล้ว ก่อนมาเจอพ่อคราวนี้ยังเครียด กังวล เป็นห่วง ท้อใจกับเรื่องที่เกิดกับครอบครัวและกับคนที่เรารักแต่พอมาเจอพ่อกลับกลายเป็นสบายใจและมีกำลังใจขึ้นมาก แปลกใจเสมอว่าพ่อเอาพลังบวกมาจากไหนตลอด 11 ปีนี้พ่อบอกว่า “We live for today and tomorrow, not yesterday” ใช้ชีวิตแบบมองวันนี้และวันข้างหน้าไม่ใช่อดีต พ่อทำให้คนรอบข้างมีรอยยิ้มได้ทุกวันอย่างน่าทึ่ง การมาหาพ่อเพื่อมาให้กำลังใจพ่อกลับได้กำลังใจกันเองกลับไปทุกที ลูกภูมิใจในความอดทนและพลังบวกของพ่อจริงๆจะจับมือพ่อเดินแบบนี้ตลอดไป”

“วรงค์” เหน็บ “ทักษิณ” อย่าโทษคนอื่น

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ทวิตเตอร์รำลึก 11 ปี รัฐประหารโดย คมช.โดยหวังไม่ให้เหตุการณ์เลือนไปจากหัวใจของคนไทยและยังห่วงความเป็นอยู่ของคนไทยที่ยังให้การสนับสนุนว่า “ผมคิดว่านายทักษิณ น่าที่จะลองศึกษาปรัชญาของศาสนาพุทธว่าด้วยหลักอิทัปปัจจยตา คือ กฎที่กล่าวว่า “เพราะมีสิ่งนี้ เป็นเหตุปัจจัย สิ่งนี้จึงมี” ถ้าไม่มีเหตุนำมาก่อนก็จะไม่มีผลตามมา ถ้าไม่มีการเหิมเกริมในอำนาจ ทุจริตปล้นชาติ นิรโทษสุดซอย เผด็จการรัฐสภา แบ่งแยกประชาชน มีแก้วสามประการ ให้ร้ายกระบวนการยุติธรรม จาบจ้วงก็คงไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น (แม้ไม่มีใครอยากให้เกิด) เราอย่ามัวไปโทษแต่คนอื่น ควรหันกลับมาดูตัวเราด้วย เพราะสิ่งนี้มันเกิดขึ้นซ้ำ ถ้าเรารู้จักปรับปรุงตัวให้ดีก็จะไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้น ไม่ยากเลยถ้ารักและห่วงคนไทยจริงๆเขาไม่ทำกันแบบนี้”

พท.สวนกลับ ปชป.ไก่จิกในเข่ง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นพ.วรงค์พาดพิงทวิตเตอร์ของนายทักษิณว่า ข้อความของนายทักษิณเป็นข้อความกลางๆแสดงความห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของพี่น้อง ตนไม่คิดว่าจะมีคนตอบโต้รุนเเรง แต่ดูจากอดีตก็ไม่เเปลก ขนาดปาแฟ้มใส่ประธานรัฐสภาก็ทำมาเเล้ว นพ.วรงค์ควรหันดูตัวเอง และพรรคพวกด้วย กลุ่มการเมืองที่ใกล้ชิดกับพรรคใดเป่านกหวีดชัตดาวน์ประเทศ สร้างเงื่อนไขนำไปสู่การรัฐประหาร คนกลุ่มใดนอนขวางคูหา บอยคอตการเลือกตั้ง 2 ครั้ง จะตั้งรัฐบาลทั้งทีก็ต้องไปตั้งในค่ายทหาร ไม่อยากรื้อฟื้นแต่ขอให้ลดละเลิกวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง เลิกเป็นไก่จิกตีกันในเข่ง เดี๋ยวจะถูกนำเป็นเครื่องมือของผู้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง

เย้ย “บิ๊กตู่” จัด ครม.สัญจรทำเรตติ้ง

นายอนุสรณ์กล่าวถึงกรณีรัฐบาลจัดประชุม ครม.สัญจร ว่าวัตถุประสงค์หลักของการจัด ครม.สัญจรอย่างต่อเนื่องนั้นเพื่ออะไร งบประมาณจัดประชุมระหว่าง ครม. ปกติกับ ครม.สัญจรแตกต่างกันอย่างไร มีการประเมินความคุ้มค่าเหมาะสมผลสัมฤทธิ์เมื่อเทียบกับงบฯที่เพิ่มขึ้นอย่างไรหรือเป็นเพียงยุทธศาสตร์เรียกเรตติ้งรัฐบาลในช่วงขาลงหรือไม่ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไปฟังลำตัด ชิมกาแฟ นั่งรถไถนา เป็นไฮไลต์ที่กลบสาระของการประชุม ครม.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์พยายามบอกว่าไม่ใช่นักการเมือง ทั้งที่ความเป็นจริงยากจะปฏิเสธ อ้อนขอเวลาโอกาสอยู่แก้ปัญหาประเทศ ระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมายังไม่พออีกหรือ สังคมเรียกร้องให้กำหนดวันเลือกตั้งให้ชัดเจนแต่ไม่เคยได้รับ ขนาดโรดแม็ปที่กำหนดเองยังเลื่อน ประชาชนผิดหวังกับมติ ครม.สัญจร ไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจพิเศษช่วยเหลือเกษตรกรในระดับฐานรากที่เป็นรูปธรรม ประชาชนแทบไม่ได้ประโยชน์ เป็นแค่เพียงการจัดอีเวนต์ทางการเมืองนอกสถานที่แล้วก็ปล่อยให้ทุกอย่างหายไปแบบไฟไหม้ฟาง

ผบช.น.ฟันธง “ปู” หายเข้ากลีบเมฆ

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. เจ้าหน้าที่ บช.ส. และทหาร ที่รับผิดชอบงานความมั่นคง ร่วมประชุมเตรียมความพร้อมกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่านคำพิพากษาคดีรับจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ หลังครั้งแรกหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า มีการเตรียมความพร้อมไว้ไม่ประมาท กลุ่มผู้มาชุมนุมคาดมีเพียงเล็กน้อย ตำรวจจะเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้านเพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ ใช้กำลัง บช.น. เหมือนเดิมโดยไม่ได้ขอกำลังจากกองบัญชาการข้างเคียงเหมือนวันที่ 25 ส.ค. เชื่อว่าอดีตนายกรัฐมนตรีคงไม่มาและโอกาสที่จะมาค่อนข้างน้อย พี่น้องประชาชนที่มาให้กำลังใจก็คงจะมาไม่มาก

ประเมินม็อบเชียร์ 300–400 คน

ด้าน พล.ต.ต.ภาณุรัตน์กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านการข่าวคาดว่าจะมีกลุ่ม ผู้มาร่วมชุมนุมประมาณ 300-400 คน ส่วนการจัดกำลังนั้น จะนำข้อมูลที่ได้สรุปจากการประเมินสถานการณ์ด้านการข่าวไปร่วมประชุมกับทางศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกครั้งเพื่อนำความเห็นมาเป็นแนวทางในการจัดกำลังในพื้นที่ และคงไม่จำเป็นต้องขอกำลังจากตำรวจภูธร

ทนาย นปช.บี้คดีฆ่า 99 ศพ

เมื่อเวลา 10.00 น. นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นเรื่องขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.) นำคดีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. ปี 2553 ขึ้นมาไต่สวนใหม่ว่า จะไปยื่นคำร้องอีกครั้งในลักษณะของข้อกล่าวหาให้เป็นคดีการไต่สวนเรื่องใหม่ขึ้นมา โดยจะนำพยานหลักฐานใหม่ 2-3 ประเภทยื่นต่อ ป.ป.ช. เหตุที่ไปยื่นต่ออัยการที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นทนายแผ่นดิน เมื่อมีข้อมูลในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อการไต่สวนของ ป.ป.ช.ก็อยากให้อัยการได้มีส่วนทำด้วย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยน่าเชื่อถือ ผู้สื่อข่าวถามว่า การไปยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.จะต้องรอผลการพิจารณาของอัยการสูงสุดก่อนหรือไม่ นายวิญญัติตอบว่า ก็อยากจะรออัยการสูงสุด คงจะมีนโยบายหรือคำสั่งออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน ทั้งหมดคือหลักฐาน เราต้องเก็บเป็นประวัติศาสตร์ว่าอัยการสูงสุดคนนี้จะมีแนวทางอย่างไร

ไกล่เกลี่ยคดีหมิ่น “ทักษิณ” สำเร็จ

ที่ห้องประนอมข้อพิพาท ศาลอาญา ศาลนัดไกล่เกลี่ยในคดี ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศขณะนั้น) อดีตนายกฯเป็นโจทก์ฟ้องนางวรพรรณ เรืองผกา อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา กรณีเมื่อวันที่ 17 พ.ย.56 จำเลยกล่าวปราศรัยที่เวทีชุมนุม “กลุ่มคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กล่าวหาโจทก์ให้เสื่อมเสีย โดยมีนายสุวิชา สุขเกษมหทัย ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา เป็นผู้เจรจาไกล่เกลี่ยกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความโจทก์ สามารถตกลงกันได้ โดยจำเลยขออภัยต่อโจทก์ว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้ได้รับความเสียหาย แต่อาจมีคำพูดที่คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงไปบ้าง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและไม่สบายใจต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงขออภัยและขอบคุณ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มา ณ โอกาสนี้” โจทก์จึงไม่ติดใจยอมถอนฟ้องจำเลย ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ปฏิรูป ตร.ไม่แยกงานสืบสวนสอบสวน

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอคณะอนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญาเรื่องการปรับปรุงระบบพนักงานสอบสวน โดยให้รวมงานสืบสวนกับงานสอบสวนเข้าด้วยกันเรียกชื่อใหม่ว่า งานสืบสวนสอบสวน ขึ้นอยู่กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ยังใช้ที่ทำการที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ กองบังคับการ กองบัญชาการ ตำรวจภูธรภาค ไม่มีการแยกงานสอบสวนเป็นกองบัญชาการหรือแยกเป็นกรมใหม่ เนื่องจากเห็นว่างานสืบสวนหรือการแสวงหาข้อเท็จจริงกับงานสอบสวนหรือการรวบรวมพยานหลักฐานนั้นไม่สามารถแยกออกจากกันได้ โดยพนักงานสอบสวนจะมีความก้าวหน้าในเส้นทางการทำงานเลื่อนตำแหน่งไปได้ถึงตำแหน่งรอง ผบ.ตร.ที่ควบคุมงานด้านสืบสวนสอบสวน และการเติบโตของพนักงานสอบสวนจะมี 2 รูปแบบ คือ 1.กรณีตำแหน่งทั่วไปหรือการเลื่อนในสายงานหลักให้เลื่อนตำแหน่งเมื่อมีตำแหน่งว่าง 2.กรณีตำแหน่งในสายงานพนักงานสอบสวนโดยเฉพาะให้เลื่อนตำแหน่งที่ครองจากการประเมิน

เล็งร่าง ก.ม.ห้าม ผกก.แทรกแซง

พล.ต.อ.ชัชวาลย์กล่าวว่า ยืนยันว่าเป็นการปฏิรูปเพราะกลไกใหม่จะมีการป้องกันไม่ให้หัวหน้าสถานีเข้าไปแทรกแซงการทำงานของฝ่ายสืบสวนสอบสวนหรือเข้าไปเกี่ยวข้องเนื้อคดีในสำนวนสอบสวนเพื่อให้พนักงานสอบสวนมีอิสระในการทำงานรวบรวมพยานหลักฐานและแสวงหาข้อเท็จจริง กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่ถูกผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้งหรือไม่ให้ความเป็นธรรมในการพิจารณาขั้นเงินเดือน การเลื่อนตำแหน่ง ผู้สื่อข่าวถามว่า แม้หัวหน้าสถานีไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับสำนวนคดีได้ แต่ในทางปฏิบัติ หัวหน้าสถานียังสามารถให้คุณให้โทษพนักงานสอบสวนในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายและการพิจารณาความดีความชอบได้ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ตอบว่า ในอนาคตจะมีการวางกลไกออกเป็นกฎหมายคุ้มครองพนักงานสอบสวนในการปฏิบัติหน้าที่โดยให้หัวหน้าสถานีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการประเมินผลความดีความชอบ และการเลื่อนตำแหน่งพนักงานสอบสวนให้น้อยที่สุดจะไม่ให้ประเมินผลแบบใกล้ชิด แต่ให้ประเมินภาพรวมช่วยคานกับหัวหน้าพนักงานสอบสวนเพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระของพนักงานสอบสวน ข้อเสนอเหล่านี้จะต้องรอการสรุปผลอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจในเร็วๆนี้

“เทือก” แนะปฏิรูปให้พ้นบ่วงการเมือง

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (มปท.) และแกนนำกลุ่ม กปปส. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่คณะอนุกรรมการฯ มารับฟังความเห็นจากตนไปเมื่อวันที่ 13 ก.ย. ได้เสนอภาพกว้างไปว่า ต้องปฏิรูปให้ตำรวจของประชาชนแท้จริงไม่ตกอยู่ใต้อาณัติฝ่ายการเมือง บังคับใช้กฎหมาย อำนวยความยุติธรรมอย่างเสมอภาค จัดองค์กรใน 2 ระดับ 1.ระดับชาติ มีสำนักงานตำรวจแห่งชาติดูแลงานภาพรวมในส่วนที่จำเป็นต้องอยู่กับส่วนกลาง 2.ระดับจังหวัดให้มีกองบัญชาการตำรวจแต่ละจังหวัด ขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานรูปแบบคณะกรรมการตำรวจจังหวัด งานงบประมาณหรือแผนงานบริหารงาน การโยกย้าย แต่งตั้งให้อยู่ที่จังหวัดเข้ารับราชการในจังหวัดไหนก็อยู่จังหวัดนั้นจนเกษียณไม่มีการโยกย้ายข้ามจังหวัดข้ามภาคเพื่อตัดการเรียกรับประโยชน์ วิ่งเต้นข้ามพื้นที่ ตำแหน่งสูงสุดคือผู้บัญชาการตำรวจจังหวัด ส่วนพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ที่สถานีตำรวจ ตำรวจในอนาคตต้องจบปริญญาตรีแล้ว ไปอบรมความเชี่ยว ชาญวิชาชีพในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ต้องไปเรียนอีก 4 ปี ด้านการสอบสวนสืบสวน และสายงานบริหารในระดับนี้ต้องผ่านงานพนักงานสอบสวนทุกคน เพื่อจะขึ้นไปเป็นระดับผู้บังคับบัญชา

ยุบ บช.ภ.แยก ตม.–ปทส.เป็นเอกเทศ

นายสุเทพกล่าวต่อว่า ให้ยุบกองบัญชาการตำรวจภาคต่างๆให้ไปอยู่ที่สถานีตำรวจหรือโรงพัก เมื่อตำรวจไม่ต้องวิ่งเต้น ไม่ต้องส่งส่วยเพื่อให้ได้ตำแหน่งสูง ระยะของตำแหน่งมันสั้นลงจะมีนายตำรวจอาวุโสที่จะเป็นหัวหน้านายสถานีตำรวจแต่ละแห่ง เป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่า ควรทำองค์กรให้เล็กกะทัดรัด แต่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีนายพลตำรวจมากเกินไป ถ้าลดลงได้จะมีเงินไปจ้างตำรวจ สน.ระดับปฏิบัติเพิ่ม ยกเลิกงานบางหน้าที่ของตำรวจให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบโดยตรง เช่น ตำรวจป่าไม้ และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สรุปคือ มี สตช.ดูแลงานภาพรวม รองลงมาเป็นระดับจังหวัดกองบัญชาการตำรวจจังหวัดหรือใช้ชื่ออื่นก็ได้ และสถานีตำรวจที่จะมีตำรวจอาวุโสคุณวุฒิ วัยวุฒิ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเคยมีแนวคิดอยากให้ตำรวจขึ้นอยู่กับจังหวัดตรงกับที่ประชาชนต้องการ ตนจึงประกาศสนับสนุนเป็นนายกฯหลังเลือกตั้ง

กก.ปฏิรูปสังคมวางกรอบ 6 ด้าน

ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นพ.อำพล จินดาวัฒนะ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม แถลงว่า คณะกรรมการได้ศึกษาประเด็นต่างๆทั้งเนื้อหาในรัฐ-ธรรมนูญ ร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รายงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เห็นว่า โครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมสูงวัย สภาพสังคมยังมีความเหลื่อมล้ำ จึงตั้งประเด็นปฏิรูปเบื้องต้น 6 ด้านคือ สวัสดิการทางสังคม การออมและการลงทุนทางสังคม ระบบส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง ระบบรองรับสังคม ผู้สูงอายุ การปฏิรูประบบเพื่อบุคคลตามเป้าหมายต่างๆและผู้ด้อยโอกาส การปฏิรูปกิจกรรมทางสังคม กีฬาและนันทนาการ และการจัดการข้อมูลและกลไกทางสังคม โดยจะนำไปยกร่างเป็นแผนและขั้นตอนการปฏิรูปให้แล้วเสร็จในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ต.ค. จากนั้นจะนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ก่อนเสนอที่ประชุมร่วมประธานคณะกรรมการปฏิรูปในเดือน ธ.ค. ส่วนปฏิรูปเกี่ยวกับด้านแรงงาน และ ด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม เห็นว่าควรแยกออกไปต่างหาก โดยจะเสนอให้ ครม.เพิ่มคณะกรรมการด้านดังกล่าวต่อไป

“วัชรพล” เชื่อ ก.ม.ลูกไร้ผลต่อ ป.ป.ช.

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณี กรธ.กำลังพิจารณายกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า ป.ป.ช.ว่า เท่าที่เห็นเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช. ฉบับใหม่ตามที่ กรธ. เสนอมา คิดว่าคงไม่มีผลกระทบอะไรกับ ป.ป.ช.มากนัก เชื่อว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากขึ้น แต่ยอมรับว่าร่างฉบับใหม่ที่กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ ป.ป.ช.อย่างเข้มงวด อาจมีผลทำให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งถึง 7 คน แต่ผู้ที่จะชี้ขาดจริงๆว่าจะพ้นตำแหน่งกี่คนต้องรอดูมติของคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก สนช.เห็นชอบ เนื้อหาตามที่ กรธ. เสนอ ป.ป.ช.จะขอโต้แย้งเพื่อขอให้ตั้ง กมธ.ร่วมหรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพลตอบว่า ยังไม่สามารถตอบได้เป็นเรื่องอีกไกล ขอรอดูเหตุผลจาก สนช.ก่อน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ป.ป.ช.ยินดีรับกติกาฉบับใหม่ ถ้าต้องพ้นจริงๆถือว่าได้พักผ่อน

ชี้ผู้มีอำนาจควรปลดล็อกการเมือง

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ด้านบริหารกลาง เปิดเผยว่า สำนักงาน กกต.เปิดตัวเว็บไซต์ข้อมูลเปิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง (opendata.ect.go.th) โดยโครงการพัฒนาระบบบริการข้อมูลเปิดเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กกต.และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) ร่วมกันประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเข้าถึงข้อมูลการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติและข้อมูลพรรคการเมือง จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ สำหรับเรื่องการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความยืนยันว่าไม่มีเรื่องเซ็ตซีโร่ เห็นว่าการไม่อยู่เป็น กกต. เป็นสุข แต่อยากสะท้อนไปยังผู้มีอำนาจว่าหาก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้แล้วควรปลดล็อกให้พรรคการเมืองทันทีเพื่อให้ทำกิจกรรมบางอย่างที่ไม่กระทบความมั่นคง

มท.เร่งสอบสภาพพื้นที่ป่าห้วยเม็ก

ที่ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์รังสิต จ.ปทุมธานี นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอนุมัติให้บริษัทเอกชนเข้าใช้ที่ดินสาธารณะป่าชุมชนห้วยเม็ก อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ว่า ยังมีเวลาการตรวจสอบตามกรอบที่กำหนดไว้ 30 วัน โดยจะต้องตรวจสอบเหตุผลว่าทำไมทางอำเภอและจังหวัดไม่ได้รายงานข้อเท็จจริงที่มีประชาชนส่วนหนึ่งคัดค้านการเช่าพื้นที่ของเอกชน และไม่มีรายงานไว้ในการทำประชาคมหมู่บ้าน ส่วนที่เอกชนขอยกเลิกสัญญาการเช่าพื้นที่จากรายงานล่าสุดพบว่า ทางจังหวัดได้ยืนยันยกเลิกสัญญาแล้ว แต่ยังต้องตรวจสอบว่าหลังบอกเลิกสัญญาสภาพพื้นที่มีความแตกต่างจากก่อนที่ทำสัญญาเช่าหรือไม่ โดยจะต้องกลับไปดูรายละเอียดของสัญญาที่ลงนามไว้ในตอนแรก หากตรวจสอบพบว่า สภาพพื้นที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมก่อนทำสัญญา ทางจังหวัดจะต้องเรียกร้องให้บริษัทเอกชนดังกล่าวเยียวยาแก้ไขสภาพพื้นที่ให้กลับมาเป็นดังเดิม หากไม่ดำเนินการทางจังหวัดจะต้องฟ้องร้อง

รอท่าทีผู้นำอาเซียนแก้ปมโรฮีนจา

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงท่าทีของรัฐบาลไทยกรณีนางอองซาน ซูจี รมว.การต่างประเทศและมนตรี แห่งรัฐประเทศเมียนมา แถลงยินดีให้นานาชาติเข้าตรวจสอบกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจาว่า ในส่วนของไทยต้องรอดูว่าในกรอบของอาเซียนจะดูแลเรื่องนี้อย่างไรเพราะผู้นำทุกประเทศในอาเซียนมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้ความสำคัญกับการดูแลเรื่องมนุษยธรรมเป็นอันดับแรก เพราะต่างฝ่ายอยากให้ปัญหาเรื่องโรฮีนจาคลี่คลายไปได้เรื่องนี้ถือเป็นสถานการณ์ภายในประเทศของเมียนมา โดยประเทศในอาเซียนมีกติกามารยาทว่าเราจะไม่แทรกแซงกิจการของเพื่อนบ้าน แต่ประเด็นนี้อาจได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง ผู้นำอาเซียนคงมีการหารือกันให้เกิดความชัดเจน

โวยรัฐเพิ่มภาระรีดภาษีบุหรี่ 2 เด้ง

นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผอ.บริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย กล่าวถึงภาระที่เพิ่มขึ้นของผู้ค้าและผู้ซื้อยาสูบ ภายหลังมีการประกาศอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่ว่า เกิดภาระภาษีเพิ่มขึ้นแน่นอนไม่ว่าบุหรี่ถูกหรือแพง สวนทางกับคำสัญญาของรัฐที่จะไม่สร้างภาระเพิ่มให้ประชาชน สัปดาห์หน้าคงมีความชัดเจนเรื่องราคาที่ผู้ประกอบการจะแจ้งให้ร้านค้าได้ทราบโดยไม่รู้ภาระผู้บริโภคเพิ่มขึ้นแค่ไหนและจากอัตราภาษีใหม่ยังมีการเรียกเก็บเงินภาษีเพิ่มเพื่อราชการส่วนท้องถิ่นหรือที่เรียกกันภาษีเพื่อมหาดไทยจากยาสูบในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิต เรียกว่าตอนนี้ยาสูบโดนรีดภาษีเพิ่ม 2 เด้ง ทำให้ราคาบุหรี่เพิ่มขึ้นร้อยละ 25-30 เกิดการบิดเบือนในตลาดบุหรี่ ขณะที่บุหรี่หนีภาษีทะลักเข้ามาตามพื้นที่ชายแดนมากขึ้น ผนวกกับแรงกดดันจาก พ.ร.บ.ดังกล่าวที่มีผลไปเมื่อเดือน ก.ค.60 ห้ามแบ่งขายและข้อห้ามแสดงสินค้า ยิ่งทำให้ร้านค้ารายย่อยถูกบีบทุกทาง ขณะที่พ่อค้าของเถื่อนเป็นฝ่ายได้ประโยชน์