วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไขปมบูรณะวัดอรุณฯ EP.1 เปิดโปงละเอียดยิบทุกขั้นตอน กว่าจะเสร็จ ไฉนใช้เวลาเกือบ 5 ปี

จากโครงการบูรณะพระปรางค์และพระมณฑป วัดอรุณราชวรารามฯ ของกรมศิลปากรที่ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดราม่าร้อนแรงว่ารูปลักษณ์ผิดแผกจากเดิม ทำให้เกิดข้อกังขาหลายประเด็นจากสังคมถึงกรรมวิธีว่าทำไมกระเบื้องสีไม่สวยเหมือนเดิม เอาของเก่าออกหมดไหม โดยเฉพาะความขาวโอโม่ที่ดูจะสว่างเว่อร์ดูขลังน้อยลง เพื่อข้อมูลที่เท็จจริง เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 60 ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ บุกพิสูจน์ไปดูให้เห็นกับตาเพื่อไขข้อสงสัยดังกล่าว

เปิดเส้นทางการบูรณะฯ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

สำหรับเส้นทางการบูรณะฯ นั้น แหล่งข่าวได้เผยข้อมูลกับทีมข่าวว่าวัดอรุณมีดังเดิมตั้งแต่สมัยอยุธยาปลาย ต่อมามีการสร้างครอบในสมัย ร.2 แล้วเสร็จใน ร.3 ต่อมามีการมาบูรณะซ่อมแซมใน สมัย ร.5 (พ.ศ.2451-2452) ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 9 คือ พ.ศ. 2511, 2525, 2540, ล่าสุด 2556-2560 โดยกรมศิลปากร ซึ่งเคยบูรณะองค์พระปรางค์ 3 ครั้ง รวมครั้งนี้ด้วย

ในแต่ละสมัยมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปจากของเดิมหลายจุด เช่น พ.ศ. 2451 รูปกินนร กินรีในซุ้มโค้ง ใต้ฐานเชิงบาตร พระปรางค์เดิมมีกินนร กินรีแบบลอยตัว การทำแบบเดิมจะแพงมาก จึงหล่อพิมพ์ปูนซีเมนต์ ดั้งนั้นในการบูรณะล่าสุดพบว่าของดั้งเดิมเหลือน้อยมากอยู่แล้ว ซึ่งกระเบื้องบางชิ้นที่นำออกนั้นจะเป็นเซรามิกที่เสื่อมคุณภาพจนหลุดล่อน หรือไม่ได้คุณภาพซึ่งบูรณะไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้คนในสังคมเข้าใจผิดคิดว่าเอาของดั้งเดิมออกทั้งหมด

บูรณะเกือบ 5 ปี มี 5 ระยะ ใช้งบประมาณจากรัฐ

สำหรับผู้รับเหมาบูรณะ คือ บริษัท ปรียะกิจ จำกัด ซึ่งแบ่งเวลาบูรณะ 5 ระยะตามงบประมาณและขั้นตอนการทำงาน เนื่องจากวัดอรุณฯ เป็นพื้นที่เปิดโล่ง ไม่ได้ปิดเพื่อบูรณะเพราะกระทบการท่องเที่ยว เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเข้าชมตลอด แบ่งระยะการทำงาน ดังนี้

ระยะที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 2556-2 ก.พ. 2558 
ระยะที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2557-7 ก.พ. 2559 
ระยะที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. 2558-8 ก.พ. 2559 
ระยะที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. 2559-30 ก.ย. 2559 
ระยะที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2560-10 ต.ค. 2560 

สำหรับขั้นตอนการทำงานในแต่ละระยะนั้น แหล่งข่าวบอกว่ายึดหลักคงความดั้งเดิมให้มากที่สุด อีกทั้งได้นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อประสิทธิภาพของข้อมูล ด้านขั้นตอนการทำงานแบ่งเป็น

เจาะลึกการทำงานทั้ง 5 ระยะ ให้ความสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนแรก

ขั้นตอนที่ 1 นี้แหล่งข่าวสาธยายว่าเป็นขั้นตอนการเตรียมงาน โดยก่อสร้างสำนักงานบูรณะและคลังวัสดุ และติดตั้งโครงค้ำยัน นั่งร้าน รวมถึงการป้องกันวัสดุร่วงหล่น ซึ่งนั่งร้านที่จัดทำนั้น ไม่มีส่วนที่สัมผัสกับโบราณสถาน และมีพื้นที่ทางเดินตลอดทุกชั้นเพื่อเดินตรวจงานได้โดยรอบอย่างสะดวกสบายและปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบชักรอกเพื่อขนย้ายและทิ้งวัสดุด้วย

นำเทคโนโลยีใหม่มา เพื่อคงความดั้งเดิมให้มากที่สุด

ขั้นตอนที่ 2 แยกเป็นอีก 2 ส่วนคือ สำรวจและตรวจสภาพ ซึ่งการสำรวจทำเพื่อเก็บข้อมูล โดย 1.เก็บภาพถ่ายแบบ 3 มิติ (3D scan) ขององค์พระปรางค์ประธาน พระปรางทิศและพระมณฑปพร้อมเขียนแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น Auto Cad ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ 2.ถ่ายภาพมุมสูงโดยใช้เครื่องโดรน เพื่อเก็บรายละเอียดโดยรอบ 3.งานกะสวนและลอกลายรูปแบบศิลปกรรมต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลเป็นหลักฐานก่อนลงมือบูรณะ

4. สำรวจลวดลายประดับและใส่รหัสเพื่อสั่งทำกระเบื้อง จะได้ไม่ติดผิดตำแหน่ง 5.สแกนชิ้นส่วนลวดลายประดับ เป็นกระบวนการเก็บข้อมูลลักษณะกายภาพของชิ้นส่วนลวดลายประดับโดยใช้เครื่อง 3D Laser Scan แล้วนำชิ้นงานที่ได้มาตกแต่งและเก็บรายละเอียด ส่งไปทำพิมพ์เพื่อส่งโรงงานเซรามิกเตรียมผลิตชิ้นงานสำหรับการตรวจสภาพก่อนดำเนินการบูรณะ ทำการสำรวจสภาพพื้นผิวและโครงสร้างเดิม เมื่อพบลักษณะความเสียหาย ก็จัดวิธีซ่อมแซมให้เหมาะสม

วิเคราะห์ลวดลายกระเบื้อง แบ่งตามยุคเพื่อความแม่นยำ

ยึดหลักเกณฑ์อะไรในการจำแนกกระเบื้องว่าอยู่ยุคใด แหล่งข่าวตอบคำถามนี้อย่างไม่กั๊กเพื่อความเข้าใจของสังคมที่ถูกต้องร่วมกันว่า พิจารณาลักษณะเบื้องต้นจาก 1. ตำแหน่งที่พบว่าอยู่ในชั้นใต้ผิวปัจจุบัน หรือพบกระจายทั่วไป 2. ลักษณะกายภาพทั่วไป

3. ลักษณะเนื้อดินและอุณหภูมิว่าเป็นดินเผาประเภทเนื้อดิน เนื้อแกร่ง หรือเนื้อกระเบื้อง ส่วนสาเหตุที่จำแนกวัสดุดั้งเดิมเพื่อเป็นต้นแบบการจัดจำแนกวัสดุทดแทนโดยนอกจากพิจารณาลักษณะทางกายภาพ เช่น เนื้อดิน สีเคลือบ ความหนาแล้วยังสัมภาษณ์และรวบรวมข้อมูลจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในอดีต เช่น โรงงานผลิตเซรามิก หรือช่างที่เคยดำเนินานบูรณะก่อนหน้านี้

“จากการสำรวจ แบ่งลวดลายได้ 4 ประเภทคือ กลุ่ม A เป็นลวดลายที่สันนิษฐานว่าใช้ในการประดับพระปรางค์และพระมณฑปดั้งเดิมตัวลวดลายประดับจะมีเนื้อดินสีแดงออกเข้ม เนื้อสีเคลือบกะเทาะร่อนบ้างเล็กน้อย กลุ่ม B ตัวลวดลายจะมีเนื้อดินสีขาว เนื้อสีเคลือบกะเทาะร่อนค่อนข้างเยอะ กลุ่ม C ตัวลวดลายจะมีเนื้อดินสีขาวแกมเหลือง เนื้อสีเคลือบกะเทาะร่อนค่อนข้างเยอะ กลุ่ม D ตัวลวดลายจะมีเนื้อดินสีเทา เนื้อสีมีความคงทน ไม่กะเทาะร่อน” แหล่งข่าวกล่าวสรุป

ตรวจพบความเสียหาย 8 ประเภท จัดซ่อมแซมอย่างเหมาะสม

จากการสำรวจในขั้นตอนที่ 2 ของการทำงาน แหล่งข่าวชี้ให้ดูพร้อมบอกว่า ความเสียหายพบว่ามี 8 ประเภท คือ ผุเปื่อย, หลุดร่อน, แตกลายงา, แตกหัก, แตกร้าว, สึกกร่อน,โป่งพอง และแตกแยก จากนั้นก็นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ว่าอยู่กลุ่มไหน กลุ่ม A = ความเสียหาย 1-20% กลุ่ม B = ความเสียหาย 20-40 % กลุ่ม C = ความเสียหาย 40-60% และกลุ่ม D= ความเสียหาย 60-100% 

จากนั้นก็ประเมินการซ่อมแซมใน 3 ลักษณะคือ หากปูนเสื่อมสภาพ ซ่อมฉาบใหม่หรือซ่อมเป็นจุด หรือปรับพื้นผิวปูนฉาบเดิม แล้วฉาบไล้ด้วยปูนปั้น ด้านวิธีการซ่อมแซมโดยมากจะเร่ิมด้วยกะเทาะปูนบริเวณที่พบออก แล้วทำความสะอาด จากนั้นก็ซ่อมตามสภาพความเสียหาย

“อย่างผุเปื่อยก็จะฉาบปูนใหม่เสริมความมั่นคง หากแตกร้าวจะกะเทาะปูนออกถึงชั้นปูนฉาบเดิมหรือชั้นอิฐ แล้วฉาบปูนใหม่ กรณีหลุดร่อนจะติดลวดลายประดับตามรูปแบบเดิม ส่วนสึกกร่อนจะนำวัสดุที่จัดทำใหม่มาติดแทน ถ้าบริเวณไหนโป่งพองกะเทาะแล้วฉาบซ่อมใหม่ด้วยปูนหมัก จุดที่แตกหักก็จะเจาะเย็บด้วยเหล็กไร้สนิม ฉีดอัดด้วยปูนหมักผสมทราย” แหล่งข่าวสาธยาย

ใช้กระเบื้องถ้วยขริบ อนุรักษ์ตามหลักโบราณ เพื่อความสวยงาม

ขั้นตอนที่ 3 นั้นเป็นขั้นตอนจัดทำวัสดุและลวดลายเซรามิก รวมทั้งขริบกระเบื้องถ้วย สำหรับขั้นตอนนี้ “เฮียเล้ง”  และ "ช่างสมเกียรติ์" มือฉมัง ทำมาตั้งแต่เด็ก เคยบูรณะให้กับวัดบวรฯ วัดราชโอรส ทำมาตังแต่สมัยโบราณกำลังขริบอยู่บอกว่า

“ต้องคัดเลือกเครื่องถ้วยตามขนาดและสีที่ต้องการ จากนั้นก็เขียนร่างแบบด้วยปากกาให้ได้จำนวนช่องเยอะที่สุด ตัดด้วยเครื่องมือตัดกระเบื้องให้ได้ตามขนาดที่วางไว้ แล้วนำมาขริบหรือเกลาให้ได้รูปทรงตามที่ต้องการ การขริบขอบจะไม่เรียบสม่ำเสมอ เท่าการเจีย แต่การเจียจะผิดหลักการ เพราะสมัยโบราณใช้การขริบเพราะสวยกว่า” เฮียเล้งกล่าว

ลงมือบูรณะครบกระบวน ประดับลวดลายใหม่ คงไว้วัสดุดั้งเดิมให้มากสุด

ด้านขั้นตอนที่ 4 คือ ดำเนินงานบูรณะ ใช้อุปกรณ์ แปรงขนอ่อน, แปรงขัดทำความสะอาด, กระบอกฉีดน้ำ, ฟองน้ำ, เกรียงตกแต่ง ซึ่งแหล่งข่าวหยิบมาให้ทีมข่าวได้ดูอย่างใกล้ชิด พร้อมเผยขั้นตอนการบูรณะว่าเร่ิมจาก

1.ขัดล้างทำความสะอาด กำจัดวัชพืช และตะไคร่หรือสิ่งสกปรกออกทั้งหมดด้วยน้ำ และแปรงขนอ่อนให้หมดราบคาบ แล้วทิ้งให้แห้ง

2. เก็บตัวอย่างชิ้นส่วนประดับกระเบื้องที่สมบูรณ์ สีสดใสเพื่อเป็นตัวอย่างในการจัดทำชิ้นใหม่ทดแทน

3. งานสกัดผิวปูนฉาบ ที่เสื่อมสภาพ ผุกร่อน โป่งพอง และหมดสภาพออกทั้งหมด โดยสกัดให้ถึงปูนฉาบเดิมหรือบางพื้นที่สกัดถึงผิวอิฐภาย ส่วนปูนฉาบจุดที่มีสภาพสมบูรณ์ก็เก็บรักษาและอนุรักษ์ไว้ดังเดิม

4. ซ่อมแซมผิวปูนฉาบที่เสื่อมสภาพด้วยปูนหมักตามกรรมวิธีโบราณ ส่วนปูนฉาบเดิมที่สภาพดีก็คงไว้ แต่ได้ทำการขัดล้างทำความสะอาด กำจัดเชื้อราด้วยแปรงขนอ่อนและน้ำสะอาด แล้วเสริมความมั่งคงระหว่างผิวปูนและแนวปูนก่อด้วยการฉีดกาวผสมปูนหมัก

5.ประดับลวดลายเซรามิกและกระเบื้องถ้วย สำหรับขั้นตอนนี้แหล่งข่าวระบุว่ามีการเปลี่ยนวัสดุเซรามิก โดยพิจารณาจาก หากลวดลายเสียหาย 20-25% ก็จะเปลี่ยนใหม่และให้คงวัสดุดั้งเดิมให้มากที่สุด

กว่าจะประดับลวดลายเซรามิกเสร็จ ทุกขั้นตอนต้องใส่ใจเพื่อความประณีต

แหล่งข่าวบอกว่าขั้นตอนนี้ช่างต้องทำอย่างประณีตบรรจงและใส่ใจ โดยเร่ิมจากนำลวดลายเซรามิกขนาดเท่าของเดิมไปแช่น้ำให้เปียกชุ่มก่อน จากนั้นนำลวดลายเซรามิกแปะในตำแหน่งเดิม กดแช่ไว้สักครู่เพื่อให้ยึดเกาะกับพื้นปูนฉาบ แล้วใช้เกรียงขนาดเล็กปาดเก็บเนื้อปูนที่ล้นออกมาจากการกดลายให้เรียบร้อย ใช้ผ้าเปียกเช็ดทำความสะอาดคราบปูนที่เปื้อนออก

“ทุกขั้นตอน ช่างจะทำตามและซ่อมแซมตามจุดต่างๆ ทั้งหมดที่เราได้สำรวจและเก็บข้อมูลไว้ตั้งแต่แรกเร่ิมบูรณะ โดยเราจะให้ทำเป็นโซนๆ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับการท่องเที่ยว เนื่องจากไม่ได้ปิดเข้าชม เราใช้เวลาในการบูรณะนานหลายปีเพราะต้องการความประณีตและคงไว้ซึ่งของดั้งเดิมมากที่สุด” แหล่งข่าวกล่าวทิ้งท้าย

ในวันที่ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ เป็นขั้นตอนการทำงานในระยะที่ 5 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย เร่ิมทำมาตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2560 และจะส่งมอบงานในวันที่ 10 ต.ค. 2560 นี้ ภาพล่าสุดหลังดำเนินงานบูรณะวัดอรุณก่อนส่งมอบงานเป็นอย่างไร วิธีดูลวดลายเซรามิกหรือกระเบื้องว่าชิ้นไหนคือของดั้งเดิม หรือของใหม่ บทสรุปความขาวโอโม่ที่เป็นกระแสดราม่าเมื่อเดือน ส.ค. มีหลักฐานยืนยันอย่างไร และช่างรู้สึกอย่างไรที่ถูกต่อว่าว่าฝีมือไม่ถึง โปรดติดตามตอนต่อไป

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน