วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ร่วมถกศาสนาเพื่อสันติ ณ ประเทศคาซัคสถาน

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์(พระ ดร.อนิลมาน ธมฺมสากิโย) วัดบวรนิเวศวิหาร ในนามองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พสล.) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าประชุมระหว่างองค์กรศาสนาและการเมืองระดับโลก

นั่นคือ การประชุมคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น ครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2560 จัดขึ้น ณ พระราชวังแห่งสันติภาพและการปรองดอง (Palace of Peace and Reconciliation) หรือ “พีระมิดแห่งสันติภาพและความสามัคคี” เมืองอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน

จุดประสงค์ของการจัดงานคือ ต้องการหาความร่วมมือระหว่างศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น กับฝ่ายการเมืองของประเทศต่างๆ โดยมี ฯพณฯ Kassym-Jomart Tokayev ประธานวุฒิสภาแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน และประธานคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่นเป็นประธานในการประชุม

ผู้นำทางศาสนาเข้าร่วม 40 คน อาทิ ผู้แทนศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาฮินดู ศาสนาชินโต และผู้แทนศาสนาพุทธนิกายอื่นๆ

ฝ่ายการเมืองนั้นประกอบไปด้วย ผู้แทนรัฐบาลสาธารณรัฐคาซัคสถาน และนักการทูต ข้าราชการ นักการเมือง พลเรือน และนักบวชของศาสนาต่างๆ ที่เชิญมาจากประเทศต่างๆทั่วโลก บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างมิตรภาพ เสมือนหนึ่งแสงแห่งสันติภาพสาดทอไปทั่วงาน มีคณะกรรมาธิการเลขาธิการเสนอความคิดเห็นกันหลากหลาย เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของสภาฯ ที่ต้องการให้การพบปะ เสวนา ระหว่างศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจและความเคารพระหว่างชุมชนของทุกศาสนิกอย่างลึกซึ้งและมั่นคง

เอกอัครราชทูต Abdel Rahman Moussa ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของคณะกรรมการโต๊ะอิหม่ามประเทศอียิปต์ นำเสนอเพื่อรับทราบต่อสภาฯเรื่อง ปัญหาการอพยพของชาวโรฮีนจา อันสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางด้านศาสนาในประเทศเมียนมา สร้างความสนใจกับผู้เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทั้งทางศาสนาและการเมือง

หลังแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ตัวแทนจากประเทศไทย ได้แสดงธรรมทัศนะว่า เวทีนี้น่าสนใจ เพราะมีผู้นำทางการเมืองกับผู้นำทางศาสนามาเจอกัน ปกติแล้วการประชุมแต่ละครั้ง ถ้าเป็นการประชุมทางศาสนา ศาสนาก็ประชุมกันไป การประชุมทางการเมือง การเมืองก็ประชุมกันไป ไม่มีการเกี่ยวข้องกัน

ดังนั้น จึงถือว่าเป็นเวทีพิเศษ ที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายมาพบกัน และที่สำคัญรัฐบาลของคาซัคสถานเป็นผู้กำหนดนโยบาย และเป็นตัวตั้งตัวตีเอง

การประชุมโดยปกติ “มักจะพูดวนไปวนมา แม้ทางฝ่ายศาสนาตกลงกันได้ แต่ก็ไม่มีอำนาจใดๆในการทำ และฝ่ายนักการเมืองก็โทษฝ่ายศาสนาอีก แต่คราวนี้รัฐบาลจัดให้ทั้งสองฝ่ายคุยกันในหลายๆเรื่อง อย่างเรื่องบางเรื่องไม่ชัดเจนว่าสาเหตุเกิดขึ้นมาจากศาสนาหรือการเมืองกันแน่ หรือบางครั้งก็แยกกันไม่ออก ดังนั้น เราจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร เมื่อได้ผลจากการประชุมแล้ว ว่ามีเป็นข้อๆอย่างไรออกมา จนเป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้ นักการเมืองก็จะแนะนำได้ว่า อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ ติดกฎหมายตรงไหน จะหาวิธีการแก้ไขกันอย่างไร ส่วนเรื่องของนักการเมือง ทางฝ่ายศาสนาก็สามารถท้วงติงได้”

เท่ากับเปิดโอกาสให้ทุกศาสนา “มีอะไรก็มาคุยกัน ตัดสินใจร่วมกัน เพื่อเอาไปเป็นนโยบายของแต่ละประเทศ”

สำหรับจุดยืนของ พสล.ในการประชุมครั้งนี้ “โดยภาพรวมแล้ว เขาถือเอา พสล.เป็นตัวแทนประเทศไทย เพราะเป็นประเทศที่ตั้งของพสล. เมื่อเขาพิจารณาเรื่องใดกระทบต่อพระพุทธศาสนา ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม เราก็จะค้านตรงนั้นได้ หรืออะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนาโดยตรง เราก็รับมาดำเนินการได้”

เป้าหมายที่วางไว้สวยงามนั้น “ปัญหามันก็มีอยู่นิดหนึ่งว่า เราชาวพุทธ สิ่งที่คุยกันระดับนี้ บางครั้งอาจจะไม่เป็นปัญหา เพราะการที่ผู้ใหญ่มานั่งคุยกันตรงโต๊ะกลม ทุกคนมาด้วยใบหน้าที่ชื่นบาน มีความสามัคคี มีแต่ปัญญาชนทั้งนั้น แต่คนที่สร้างปัญหาอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ประเทศต่างๆ ไม่มานั่งอยู่ในโต๊ะกลมด้วย”

แล้วจะไปแก้ปัญหาได้อย่างไร “พวกเรามานั่งคุยกันได้อย่างชื่นมื่น เพราะเราไม่มีปัญหากันแล้ว กลายเป็นภาพที่น่าคิดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกนั้น การแก้เราไปแตะปัญหาที่แท้จริงหรือเปล่า อย่างนักการทูตจากอียิปต์บอกว่า ปัญหาพุทธกับอิสลามมีมากขึ้น แต่เราก็พยายามบอกว่าใช่ เราจะไปโบ้ยให้ตรงนั้นตรงนี้ แล้วโต๊ะกลมตรงนี้แก้ได้ไหม”

ดังนั้น ทางออกของปัญหาคือ “ควรจะมีการประชุมที่มีผลบังคับไปใช้กันได้ในองค์กรของศาสนานั้นๆเอง คือคนในศาสนาเดียวกันคุยกันเอง แก้ไขปัญหากันเองได้”

สรุปก็คือ แนวทางในการแก้ปัญหา ไม่ว่าศาสนาใด ให้ศาสนานั้นๆ พูดคุยหาทางแก้ไขกันเอง เพราะ “คนนอก” ไปพูดอย่างไร “คนใน” ก็คงไม่มีใครฟัง

ในการประชุมผู้นำศาสนาโลกแต่ละคราว “ก็น่าจะมีอะไรออกมาจากการประชุม อย่างให้แต่ละศาสนาหาวิธีสร้างเวทีเล็กขึ้นมาพูดกัน แล้วหาวิธีประนีประนอมกันเองว่าได้หรือไม่ เพราะทุกศาสนาก็มีการเรียกร้อง”

แต่ “เราจะเอานโยบายหลักไปพูดกับกลุ่มเล็กๆ อาจจะพูดกันไม่รู้เรื่อง การเอานโยบายหลักไปเป็นรูปธรรม โดยแต่ละศาสนาก็หาวิธี อาจจะเอากลุ่มรุนแรงและไม่รุนแรงมาพูดคุยกัน ทั้งกลุ่มที่มีปัญหาและไม่มีปัญหา กระบวนการอย่างนี้ก็จะแก้ปัญหาระดับท้องถิ่นนั้นได้”

น่าเสียดายว่า “ตอนนี้เราคุยกันคนละเวที เวทีใหญ่เราคุยกันรูปออกมาสวย อย่างพระกอดกับบาทหลวง แต่ภาพเหล่านี้เป็นภาพจริงๆ หรือไม่ หรือว่าเป็นภาพสร้าง เพราะฉะนั้นปัญหาต่างๆต้องลงไปดูข้างล่าง ระดับแต่ละท้องถิ่น ให้แต่ละศาสนาไปหากันว่าจะแก้กันอย่างไร”

กระบวนการแก้ปัญหาของแต่ละศาสนาไม่เหมือนกัน “อย่างศาสนาคริสต์ เขามีศูนย์กลางใหญ่ แต่ว่าของพุทธไม่มีศูนย์กลาง พระพุทธเจ้าปรินิพพานไป พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงตั้งใครเป็น
ตัวแทนในเรื่องของการกำกับดูแลพระภิกษุสงฆ์ เราเองพระสังฆราชก็ไม่ใช่ว่าจะไปควบคุมอะไรใครได้ เราไม่ได้มีลักษณะแบบศูนย์กลาง แต่ของศาสนาคริสต์และอิสลามเขามี และเขามีอำนาจมากกว่ารัฐบาล”

ในการประชุมครั้งที่ 16 นี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ศาสนาและประชาสังคม สาธารณรัฐคาซัคสถาน ฯพณฯ เบริก อาร์น (Berik ARYN) ได้นำเสนอข้อสรุปของสาธารณรัฐคาซัคสถาน ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เสนอต่อการประชุมคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภาฯ

นอกจากนี้ ประธานในที่ประชุมฯ ได้แจ้งให้ทราบว่า ทางสภาฯ จะมีกระบวนการในการคัดเลือกผู้สมควรที่จะได้รับรางวัลอัสตานานานาชาติ เพื่อสานเสวนาศาสนสัมพันธ์ (Astana International Award for Interfaith Dialogue) และเหรียญเกียรติยศแห่งสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น (Medal of Honor of the Congress of the Leaders of World and Traditional Religions) ในปีหน้าและปีต่อๆไป

รัฐบาลคาซัคสถานได้มอบเหรียญที่ระลึกครบรอบ 25 ปี การประกาศอิสรภาพของสาธารณรัฐคาซัคสถาน โดยรัฐบาลได้คัดเลือก พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ เป็นผู้ที่เหมาะสมขึ้นรับเหรียญดังกล่าว สำหรับการจัดการ ประชุมครั้งต่อไป จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 ตุลาคม พ.ศ.2561 ณ เมืองอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน

พระ ดร.อนิลมานสรุปว่า การร่วมประชุมครั้งนี้ ได้พยายามสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างพระพุทธศาสนาและผู้นำศาสนา พร้อมกับชี้แจง อธิบายและปกป้องจุดยืนของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ.