วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยื่นสอบรถไฟรางคู่ด้วยไหม

คุณศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ไปยื่นหนังสือให้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบ โครงการจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์ ของ กองทัพบก สมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นแม่ทัพบก กับ คุณพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่า สตง. ซึ่งรับปากว่าจะสอบให้เสร็จใน 30 วัน ไม่รู้จะลงเอยแฮปปี้เอนดิ้งแบบ จีที 200 หรือเปล่า คนผิดคือผู้ผลิตและผู้นำเข้ามาขายให้กองทัพบก

เรื่องที่กำลังเม้าท์กันในแวดวงผู้รับเหมาไทยก็คือ การประมูลรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง วงเงิน 130,000 ล้านบาท ผู้รับเหมาใหญ่ประมูลเหมาไปทั้งหมด ไม่รู้จะสร้างทันหรือเปล่า

การประมูลครั้งนี้ “ซูเปอร์บอร์ดรัฐวิสาหกิจ” ซอยออกเป็น 13 สัญญา แยกงานโยธา อุโมงค์ ระบบอาณัติสัญญาณออกจากกัน เพื่อให้วงเงินแต่ละสัญญาเล็กลง หวังกระจายงานให้ผู้รับเหมามากขึ้น ราคาจะได้ถูกลง การก่อสร้างจะได้เร็วขึ้น แต่ผลการประมูลที่ออกมา มาตรการของ “ซูเปอร์บอร์ด” ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

แม้จะมีผู้รับเหมาไทยเทศ ซื้อเอกสารประกวดราคาไปถึง 63 ราย แต่ผลการประมูลที่ออกมา ผู้รับเหมาใหญ่เพียง 5 ราย ประมูลได้เกือบหมด ในส่วนลดที่ค่อนข้างพิสดาร

ราคาประมูลที่ผมนำมาเขียนถึงต่อไปนี้ ไม่ได้ไปสืบค้นมาจากไหน แต่เป็นผลการประมูลที่เปิดเผยลงในสื่อทั่วไป ซึ่ง สตง. ป.ป.ช. ควรจะสงสัย แต่ไม่ยักจะมีใครสงสัย

รถไฟทางคู่ช่วงที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ช่วงหัวหิน–ประจวบฯ ราคากลางที่การรถไฟตั้งไว้คือ 7,305.26 ล้านบาท แต่ อิตาเลียนไทย ประมูลได้ในราคา 5,807 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางถึง 1,498.26 ล้านบาท หรือ 20.51% ไม่รู้ทำได้ยังไง หรือว่าราคากลางตั้งสูงเกินไป ผลการประมูลช่วงอื่นอีก 8 ช่วง ทุกบริษัท รวมทั้งอิตาเลียนไทย กลับประมูลไปในราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 0.96–2.29% เท่านั้น

ใน 5 เส้นทาง 9 ช่วงสัญญา อิตาเลียนไทย ประมูลได้ไป 3 สัญญา รวม 22,657 ล้านบาท ส่วน ชิโน–ไทย ได้ไป 2 สัญญา รวม 13,512 ล้านบาท และ ยูนิคเอ็นจิเนียริ่ง ได้ไป 2 สัญญา รวม 18,699 ล้านบาท

ที่น่าแปลกใจก็คือ ช่วงหัวหิน–ประจวบฯ ทำไม อิตาเลียนไทย จึงกล้าเสนอ ต่ำกว่าราคากลางถึง 20.51% เกือบ 1,500 ล้านบาท แต่ช่วง มาบกะเบา–คลองขนานจิตร กลับเสนอต่ำกว่าราคากลางเพียง 2.09% ช่วง มาบกะเบา–ถนนจิระ งานอุโมงค์รถไฟ ก็เสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 1.31% แต่ก็ชนะการประมูล

ช่วงอื่นที่เหลือ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เข้าประมูล เสนอต่ำกว่าราคากลางเพียง 1–2% ก็ชนะการประมูล ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีการสู้ราคากันอย่างจริงจัง

สัญญาที่เหลือ บริษัทที่ชนะการประมูล คงกำไรกันบานเบิก เพราะชนะกันด้วยราคาที่ ต่ำกว่าราคากลางเพียง 1–2% เท่านั้น แทบไม่มีนัยสำคัญอะไรเลย ไม่รู้ผู้บริหารยักษ์ใหญ่เหล่านี้ อ่านใจกันออกได้ยังไง สุดท้าย บริษัทรับเหมารายใหญ่เพียง 5 ราย และคู่ค้า ก็ประมูลงานได้ไปเกือบทั้งหมด ทั้งที่มีผู้ซื้อซองประกวดราคาไปถึง 63 ราย

ทุกวันนี้ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศเกือบ 2 ล้านล้านบาท มีการประมูล “กระจุกตัว” อยู่ในมือ ผู้รับเหมารายใหญ่ไม่เกินสิบกว่าบริษัท ซึ่งน่าห่วงเป็นอย่างยิ่ง

เพราะการที่ โครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ ตั้งแต่ ถนน ทางด่วน รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ท่าเรือ สนามบิน ไป “กระจุกตัว” อยู่ในมือ บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่บริษัท ส่งผลให้ การก่อสร้างโครงการเป็นไปอย่างล่าช้าแทบทุกโครงการ แม้รัฐบาลจะใจดี กำหนดเวลาก่อสร้างแต่ละโครงการนานถึง 4–5 ปี (ประเทศจีนใช้เวลาก่อสร้างโครงการละ 2-3 ปีเป็นอย่างมาก) แต่ก็สร้างไม่เสร็จ ขอต่อเวลา ขอเพิ่มวงเงิน ด้วยข้ออ้างเดิมๆ รัฐส่งพื้นที่ล่าช้า รัฐบาลก็ใจดีเพิ่มวงเงินให้ทุกที ค่าเวลาค่าโอกาสที่เสียไป ถ้าคิดเป็นเม็ดเงิน ไม่รู้เสียหายไปกี่ล้านล้านบาทแล้ว สงสารคนไทยและประเทศไทย.

“ลม เปลี่ยนทิศ”