วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นกกระสาในการเมือง

ในระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีภาพสะท้อนและวาทกรรมการเมืองที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่นคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเปรียบ เทียบกับนิทานอีสปเรื่องกบเลือกนาย และเตือนว่า “ต้องเลือกให้ถูก อย่าเลือกนกกระสาเข้ามาอีก” ไม่รู้หมายถึงใคร

อีกวาทกรรมหนึ่งเป็นของนายประภัตร โพธสุธน แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ว่า “หากประเทศไม่ปรองดอง ก็ไม่ต้องเลือกตั้ง การเลือกตั้งเร็วไม่ได้ประโยชน์ เพราะวันนี้ทะเลาะกัน หากเลือกตั้งก็ต้องด่ากัน ตอนนี้ขอเพียงรัฐบาลแบ่งงบจากโครงการรถไฟความเร็วสูงมาช่วยชาวนา เมื่อปากท้องประชาชนอยู่ได้ นายกฯจะอยู่อีก 8 ปี 10 ปีก็ไม่ว่าอะไร”

นับเป็นความเห็นที่ต่างจากนักการเมืองส่วนใหญ่ ที่เรียกร้องต้องการให้มีเลือกตั้งโดยเร็ว แม้แต่ประชาชนทั่วไปก็แสดงความเห็นผ่านโพล ขอให้จัดการเลือกตั้งภายในเดือนกันยายน 2561 คำพูดของนายประภัตรกลายเป็นพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ว่า “ปลาไหลเลื้อยซบบิ๊กตู่” อาจหมายความว่าขอร่วมรัฐบาล หลังการเลือกตั้ง

ในอดีตมีพรรคการเมืองส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อให้มีอำนาจต่อรอง เพื่อขอส่วนแบ่งอำนาจ ขอร่วมรัฐบาลหรือขอตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากผลการเลือกตั้งส่วนใหญ่ ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว จึงต้องตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรค ซึ่งมีปัญหาในการบริหารประเทศ

ในการแสดงปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเดือนมิถุนายน ศ.ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ วิเคราะห์ว่า พรรคการเมืองและนักการเมืองเก่า ล้วนแต่เติบโตมากับระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ จึงคุ้นเคยกับการร่วมกับชนชั้นนำภาครัฐในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีนายกฯเป็นคนนอก เสมือนเป็นพลังหนุนกองทัพ เพื่อชิงส่วนแบ่งอำนาจ

การแบ่งปันอำนาจในลักษณะนี้ อาจารย์เสกสรรค์มองว่า นักการเมือง เล่นบทเป็นพระรอง เป็นหางเครื่อง คอยผัดแป้งให้ชนชั้นนำภาครัฐกุมอำนาจ นักวิชาการท่านหนึ่งเรียกว่า “เกี้ยซิยาธิปไตย” คือการเมืองที่เกี้ยเซียะกัน และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้พรรคการเมืองไทยมีบทบาทในวงแคบ ส่วนใหญ่เป็นพรรคของนักการเมือง ประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วม

ประเทศไทยยังมีปัญหาการเมืองอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบพรรคที่มีนายทุนผู้ร่ำรวยเป็นเจ้าของ การเลือกตั้งที่ใช้อำนาจเงินเป็นใหญ่ การไม่รู้แพ้รู้ชนะของนักการเมืองบางส่วน และความขัดแย้งที่เรื้อรัง ทำให้ประชาธิปไตยไทยที่อายุกว่า 85 ปี ยังล้มลุกคลุกคลานและล้าหลัง ก้าวไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว แต่ถอยหลังสิบก้าว เป็นโอกาสของนกกระสา.