วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลุ้นระทึกราคาก๊าซหุงต้มจ่อขยับขึ้น รอถามใจ กบง.เคาะเดือนหน้า

หลังตลาดโลกพุ่ง 515 เหรียญ

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 515 เหรียญ-สหรัฐฯต่อตัน เมื่อเทียบจากเดือน ก.ย.ที่เคลื่อนไหวที่ระดับ 490 เหรียญต่อตัน ซึ่งเป็นผลมาจากโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งในหลายประเทศได้รับผลกระทบจากพายุเฮอริเคนฮาร์วีย์ กับเออร์มา และแนวโน้มคาดว่า ราคาตลาดโลกจะยังมีทิศทางขาขึ้นต่อเนื่องไปถึงสิ้นปี เนื่องจากกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวของสหภาพยุโรป (อียู) ที่หลายประเทศในอียูมีความต้องการนำเข้าเพื่อไปผลิตพลังงานความร้อน จึงทำให้ความต้องการในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาขายปลีกแอลพีจีของไทยมีทิศทางปรับขึ้นด้วยเช่นกัน แต่จะมากน้อยเพียงใดต้องอยู่ที่การตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จะพิจารณาในเดือน ต.ค.นี้ โดยราคาขายปลีกแอลพีจีในขณะนี้อยู่ที่ 21.15 บาทต่อกิโลกรัม

ขณะเดียวกันยังพบว่าราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ในตลาดโลกเมื่อกลางเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ก็เคลื่อนไหวที่ระดับ 7.65 เหรียญต่อล้านบีทียู จากต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ยังเคลื่อนไหวอยู่ที่ 5 เหรียญต่อล้านบีทียู ถือว่าเป็นราคาที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว ทำให้กรมต้องติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน เพราะไทยมีการนำเข้าแอลเอ็นจีอย่างต่อเนื่อง

นายวิฑูรย์ยังกล่าวว่า จากการที่ภาครัฐมีนโยบายเปิดเสรีธุรกิจแอลพีจี โดยให้มีการนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศได้มากขึ้น จากที่มีเพียงบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) นำเข้าเพียงรายเดียว ซึ่งที่ผ่านมามีบริษัท สยามแก๊ส ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) ได้นำเข้ามาจำหน่ายเพิ่มอีก 1 ราย มีผลทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ผู้จำหน่ายลดราคาขายส่งแข่งขันกัน และเชื่อว่าราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น แต่การแข่งขันแย่งชิงตลาดลูกค้าในประเทศก็จะยังคงสูงขึ้น ทำให้ผู้ค้าที่เป็นผู้นำเข้าและผู้แทนจำหน่ายหรือผู้ค้าคนกลาง อาจไม่ตัดสินใจปรับขึ้นราคาให้แตกต่างกันมากนัก เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด

นายวิฑูรย์ยังกล่าวถึงแนวโน้มการตั้งสถานีบริการแอลพีจี และสถานีบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) แห่งใหม่ว่า กรมคาดว่าจะทยอยปรับตัวลดลงจากปัจจัยสำคัญคือรถยนต์รุ่นใหม่มีการประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) เพราะในอดีตช่วงที่ราคาน้ำมันแพงก็จะมีคนนำรถยนต์เก่าไปดัดแปลงเพื่อใช้แอลพีจีหรือเอ็นจีวี แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันมีแนวโน้มถูกลง ทำให้ความนิยมลดลง.