วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตระกูล “หวั่งหลี” พลิกฟื้นท่าเรือประวัติศาสตร์ ริมน้ำเจ้าพระยา ผุดโครงการ “ล้ง 1919”

บ้านตระกูล “หวั่งหลี”

แหล่งศึกษาศิลปะวัฒนธรรมชาวจีนโพ้นทะเล

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะรักษาที่ดินผืนเก่าแก่ของต้นตระกูล “หวั่งหลี” ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเอาไว้เป็นประวัติ ศาสตร์ โดยพลิกฟื้นให้กลับมามีเสน่ห์และทรงคุณค่าอีกครั้ง รุจิราภรณ์ หวั่งหลี ทายาทคนสำคัญของตระกูล “หวั่งหลี” จึงได้ริเริ่มโครงการ “ล้ง 1919” (LHONG 1919) ขึ้น เพื่อเนรมิตพื้นที่อันเก่าแก่ที่หลับ ใหลของตระกูล ให้กลับมามีความสำคัญอีกครั้ง ซึ่งที่ดินแห่งนี้ มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ในนาม ท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” เป็นจุดเชื่อมความสัมพันธ์อันรุ่งเรือง และถือเป็นยุคทองของ การค้าไทย-จีน นับแต่นั้นมา แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป การค้าทางเรือ ถูกลดบทบาทลง ด้วยการคมนาคมที่ทันสมัยขึ้นเข้ามาแทนที่ ท่าเรือแห่งนี้จึงถูกปลดระวางไป

รุจิราภรณ์ เผยว่า โครงการ “ล้ง 1919” เป็นมากกว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกของครอบครัว แต่ถือเป็นการดำรงรักษามรดกเชิงศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ศิลป์อันเป็นมรดก ของชาติ และมรดกของโลกสืบไป ครั้งนี้ทุกคนในบ้านหวั่งหลีต่างเห็นพ้องกันว่า เป็นหน้าที่ในการปลุก “ฮวย จุ่ง ล้ง” ที่หลับใหลมาเป็นเวลายาว นาน ให้ตื่นขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษารูปร่างหน้าตาแบบดั้งเดิมตั้งแต่แรกสร้าง เมื่อบูรณะขึ้นมาแล้ว จะเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะ ให้ประชาชน นักเรียนนักศึกษา รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ได้เข้ามาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ ผ่านศิลปะและวัฒนธรรมของชาวจีนโพ้นทะเล ตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งโครงการนี้เป็นการบูรณะเชิงอนุรักษ์ ที่ยึดหลักการรักษาโบราณสถาน ให้คงสภาพงดงามตามสภาพให้ได้มากที่สุด เช่น ภาพวาดรอบวงกบ บูรณะด้วยการใช้สีที่ตรงกับของเดิมมากที่สุด ค่อยๆบรรจงแต้มเติมรอยจางให้ชัดขึ้น โดยไม่ได้เอาสีสมัยใหม่ เข้าไประบายทับ หรือวาดเพิ่มเติม หรืออย่างเช่น การบูรณะผนังอิฐ ส่วนที่แตกร่อนก็คงสภาพไว้ตามนั้น บูรณะโดยการใช้ปูนจากธรรมชาติแบบโบราณมาบูรณะช่วงรอยต่อที่แตก เพื่อไม่ให้ปูนหลุดร่อนไปมากกว่าเก่า ส่วนโครงสร้างไม้สัก ส่วนไหนที่หักก็นำไม้จากส่วนอื่นๆของอาคารมาต่อเติม ไม่ได้ทิ้งไม้เก่า และไม่ได้ใช้ไม้ใหม่มาเสริมย้อนกลับไปในยุคทองของการค้าไทย-จีน ในสมัยรัชกาลที่ 4 พ่อค้าต่างประเทศเข้ามาติดต่อค้าขายในประเทศไทยอย่างอิสระ เมื่อมีการเปิดเมืองท่า พระยาพิศาลศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) ริเริ่มลงทุนสร้างเรือกลไฟ คือเรือโดยสาร หรือบรรทุกสินค้าที่ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงมีขนาดใหญ่กว่าเรือไฟ นิยมใช้แล่นในทะเลหรือมหาสมุทร และได้สร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้น เป็นท่าเรือชื่อ “ฮวย จุ่ง ล้ง” ภาษาจีนเขียนว่า 火 船 廊 หมายถึง “ท่าเรือกลไฟ” สำหรับให้ชาวจีนที่เดินทางมาค้าขายทางเรือ หรือย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่ประเทศไทยใช้เทียบเรือ พร้อมลงทะเบียนชาวต่างชาติที่เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งการค้าธุรกิจ โดยตัวอาคารท่าเรือเป็นร้านค้าและโกดังเก็บสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ โดยจอดเรือที่ท่าเรือด้านหน้า และนำสินค้ามาโชว์ในร้านในอาคาร เหมือนเป็นโชว์รูม นับเป็นท่าเรือกลไฟที่ใหญ่ที่สุดของไทยในสมัยนั้น จนในปี พ.ศ. 2462 (ค.ศ.1919) ตระกูล “หวั่งหลี” โดย นายตัน ลิบ บ๊วย ได้เข้ามาเป็นเจ้าของ อาคารท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” คนใหม่ ต่อจากพระยาพิศาลศุภผล และได้ปรับท่าเรือดังกล่าวให้กลายเป็นอาคารสำนักงาน และโกดัง เก็บสินค้า สำหรับกิจการการค้าของตระกูลหวั่งหลี ต่อมาได้ปรับโกดังสำหรับเก็บสินค้าการเกษตรที่ขนส่งมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นที่อยู่อาศัยโดยให้เช่าในราคา กันเองสำหรับพนักงานในพื้นที่เรื่อยมา

สำหรับโครงการ “ล้ง 1919” ท่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่บนถนนเชียงใหม่ คลองสาน จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในต้นเดือนพฤศจิกายน 2560 ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ LHONG1919.