วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เคสป่วยซึมเศร้า หนุ่มหล่อก่อคดี

ใครจะคาดคิดเบื้องหลังชีวิตเปื้อน ฝุ่นของ...สุธี ชายหนุ่มผิวพรรณและหน้าตาดี พูดจาฉะฉาน มีความแตกฉานในการวาดรูป กวาดรางวัลมานับไม่ถ้วน มีรายได้จากการเขียนรูป ขายระหว่างเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐเดือนละนับหมื่น จนใครต่อใครพากันอิจฉาเขา

แต่จู่ๆ...ออร่าที่เคยเจิดจรัสในตัวสุธีคนเดียวกัน ต้องวูบลงในบัดดล... เมื่อเขากลับกลายเป็นผู้ร้ายก่อคดีจี้ชิงทรัพย์...เพียงเพราะมีอาการบางอย่างกำเริบ!!!

วันก่อนสุธีตัดสินใจไปขึ้นเวทีเปิดใจหมดเปลือก แบ่งปันประสบการณ์ฝันร้ายของเขา ต่อหน้ามหาชนจำนวนมาก ซึ่งต่างนั่งฟังเรื่องราวของเขาอย่างจดจ่อ ราวกับกำลังลุ้นผลการออกรางวัลเลขท้าย

“อาการของผมเพิ่งฟื้นตัวได้ไม่นาน” สุธีเปิดประเด็นพร้อมขยับแว่นดำของเขาเล็กน้อย

“ที่ตัดสินใจมาวันนี้ เพราะผมอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ความเครียด ซึมเศร้า และการไปก่อคดี (อาชญากรรม) ที่ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับใครอีก เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง” ห้องประชุมยังคงความเงียบสงัด

ชายหนุ่มเล่าว่า พื้นฐานชีวิตในวัยเด็กของเขา นอกจากพ่อกับแม่ชอบทะเลาะกันรุนแรง ยังชอบใช้อารมณ์ในการสื่อสารกับเขา ทำให้เขารู้สึกกดดันและเก็บสั่งสมเรื่อยมา จนกลายเป็นความเครียดลึกๆ

ผลที่ตามมา ในวัยประถมสุธีจึงไม่สนใจการเรียน ไม่อยากจะพัฒนาตัวเอง กระทั่งผลการเรียนของเขาเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นแย่มาก และกลายเป็นปมด้อยที่ทำให้เขามองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง

ชายหนุ่มเล่าว่า หนักเข้าเขาเริ่มกลายเป็นคนที่ชอบ เรียกร้องความสนใจ...ด้วยวิธีก้าวร้าว เขาเรียกสิ่งนี้ว่า บาดแผลในใจ นอกจากมันทำให้ตัวเองรู้สึกขาดอะไรบางอย่าง ยังไม่มีใครสามารถเติมเต็ม

ปัญหาข้างต้นดำเนินเรื่อยมา กระทั่งสุธีเริ่มเข้าสู่วัยมัธยมต้น เขาว่า วันหนึ่งชีวิตเริ่มพบกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อเขาได้อ่านหนังสือบางเล่ม ซึ่งบรรยายถึงการกำหนดจิตใจของตนให้อยู่กับปัจจุบัน

หนังสือเล่มนั้นได้สร้างประสบการณ์ความรู้สึกใหม่ให้แก่เขาเหมือนมันช่วยนำพาตัวตนของเขาให้เข้าไปซ่อนอยู่ในภวังค์...ช่วยให้สุธีมีจิตใจเข้มแข็งกว่าเก่า สามารถควบคุมอารมณ์โกรธและย้อนแย้งของตัวเองได้ดีขึ้น ที่สำคัญ มันช่วยให้เขามีพลังในการคิดและมองมุมบวกมากขึ้น

นอกจากหนังสือที่สอนให้เขารู้จักกำหนดใจอยู่กับปัจจุบัน สุธียังมี งานศิลปะ ที่ตัวเองชื่นชอบเป็นอีกตัวช่วยให้เขาผ่อนคลายและใจเย็นลง เมื่อได้ระบายความอัดอั้นทั้งปวงลงไปกับการถ่ายทอดงานศิลป์

ตอนอยู่มัธยมปลาย ดอกไม้ชื่อ “สุธี” เริ่มเบ่งบาน และส่งกลิ่นหอมฟุ้ง...เป็นที่เตะตาใครต่อใคร หลังจากเขาถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปประกวดวาดภาพศิลปะ และได้รับรางวัลกลับมา สุธีใช้ความสามารถที่โดดเด่นทางด้านศิลปะ จนสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชื่อดังได้ แถมระหว่างเรียนยังมีผู้ว่าจ้างให้เขาไปทำงานด้านศิลป์ มีรายได้ก้อนงามระหว่างเรียน

สุธีเล่าว่า ชีวิตที่หอมหวานช่วงนั้นนั่นเอง เป็นจุดเริ่มที่ทำให้เขาเริ่มทะนงตัว คิดว่าตัวเองเหนือกว่าใครอีกหลายคนในวัยเดียวกัน กระทั่งวันหนึ่งงานที่เขาทำอยู่ เริ่มมีปัญหา...

เหมือนเทวดาตกสวรรค์!!!...จู่ๆอาการหูแว่ว หวาดระแวง แบบผู้ป่วยจิตเวช คิดว่าจะมีคนมาทำร้าย...เริ่มเข้าสิงสุธี ราวกับฝูงผีห่าซาตาน เลือกใช้ร่างของเขาเป็นห้องประชุม

ในที่สุดชายหนุ่มพาตัวเองไปพบจิตแพทย์ เพื่อทำการรักษาอาการหูแว่ว หวาดระแวง และซึมเศร้า ด้วยการกินยาและฝึกกำลังใจให้เข้มแข็ง...เขารับการรักษาอยู่ระยะหนึ่ง เห็นว่าอาการดีขึ้น จึงเลิกรักษา

แต่มันกลับยิ่งทำให้อาการของเขากำเริบหนักขึ้น...ในที่สุดนาทีระทึกของสุธีก็มาถึง...เมื่อวันหนึ่งเขากลับไปรับยาและรับการรักษาจากโรงพยาบาลเดิม โดยพกมีดติดตัวไปด้วย (อาการหวาดระแวง) หลังรับยาเสร็จขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน...เขาเกิดความคิดสับสน ตัดสินใจใช้มีดจี้ชิงทรัพย์คนขับแท็กซี่...ได้เงินไป ไม่กี่บาท

ที่สำคัญ เขาทำ...ทั้งที่พ่อของตัวเองก็มีอาชีพขับแท็กซี่เช่นกัน!!!

แต่แล้วผู้ป่วยฯก่อคดีรายนี้ก็หนีไปได้ไม่ไกล...ถูกชาวประชาช่วยกันรุมบาทา และจับตัวส่งตำรวจ ระหว่างต่อสู้คดี แม้สุธีจะรับสารภาพ...แต่ศาลเห็นว่าเป็นคดีชิงทรัพย์ จึงพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 5 ปี โดยไม่ส่งตัวไปรับการบำบัดรักษา คุมประพฤติ หรือรอลงอาญาตามที่ทนายความของสุธีร้องขอ

กรณีดังกล่าว พญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์ รักษาการผู้อำนวยการ สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ บอกว่า ถ้าเป็นวันนี้เคสของสุธีคงไม่ต้องถูกจำคุก แต่อาจถูกส่งตัวไปรับการบำบัดรักษา หรือฟื้นฟูแทน แต่ช่วงที่สุธี ไปก่อคดี กฎหมายอาญาเก่ายังกำหนดไว้ว่า ผู้ป่วยที่ทำผิดแบบเขา ต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี จึงจะเข้าเงื่อนไข ซึ่งปัจจุบันกฎหมายอาญา ได้ปรับเปลี่ยนอัตราโทษใหม่ ขยายเป็น มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีแล้ว

พญ.ดวงตา บอกว่า เคสของสุธีน่าจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดีของกระบวนการยุติธรรมไทย ทุกวันนี้สังคมไทยมีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจำนวนมาก ยามมีอาการ ผู้ป่วยโรคนี้มักไม่มีความสามารถพอที่จะดูแลตัวเอง แถมยังเป็นโรคที่เสี่ยงต่อการนำไปสู่การฆ่าตัวตาย

เธอยกตัวอย่างช่วงปี 2550-2559 เฉพาะที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ มีผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ไปรับบริการทางนิติจิตเวช ซึ่งผ่านการวินิจฉัยแล้วว่า ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และก่อคดีอาชญากรรม 52 ราย

ในจำนวนนี้มีทั้งผู้ที่ก่อความผิด คดีฆ่าคนตาย เช่น เพื่อนฆ่าเพื่อน แม่หลังคลอดฆ่าลูกตัวเอง พ่อฆ่าลูกและเมีย ลูกฆ่าพ่อ ฆ่าเจ้าพนักงาน และเมียฆ่าผัว ยังไม่นับคดีที่ผู้ป่วยพยายามฆ่า ทำร้ายร่างกาย และคดีเกี่ยวกับทรัพย์

พญ.ดวงตา เล่าว่า เยาวชนที่ก่อคดีในต่างประเทศ พบว่ามีความชุกของโรคซึมเศร้าถึงร้อยละ 12 เทียบกับเยาวชนไทย ซึ่งทำผิดและอยู่ในสถานแรกรับ มีความชุกของโรคซึมเศร้าประมาณ ร้อยละ 3.8 มีอาการวิตกกังวลบวกซึมเศร้า ร้อยละ 4.4 และพบว่า เยาวชนที่เป็นโรคซึมเศร้า 13.8% มีประวัติเคยถูกทำร้ายร่างกาย

“น้อยคนที่จะรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคซึมเศร้า พอพลาดพลั้งไปก่ออาชญากรรมขึ้นมา แม้แต่ทนายความเองก็ยังไม่ค่อยรู้ช่องทางในการต่อสู้คดีแบบนี้ เพราะขาดความรู้เรื่องจิตเวช นี่คือปัญหา”

ขณะที่ ประพันธ์ ทรัพย์แสง ผู้พิพากษาอาวุโสชื่อดังของศาลอุทธรณ์ เห็นว่า ความผิดพลาดในการดำเนินคดีอาจมีขึ้นได้เสมอ ตั้งแต่ชั้นจับกุม ถ้าใช้วิธีคว้าตัวได้ปั๊บ จับคอ เตะเปรี้ยง จับเหวี่ยงขึ้นรถไว้ก่อน

เขาบอกว่า ในชั้นพิจารณาคดี ศาลจึงยิ่งต้องละเอียดรอบคอบ หากฟังได้ว่า จำเลยวิกลจริต หรือป่วยเป็นโรคจิตเวช ก็ไม่ควรเอาคนประเภทนี้ เข้าไปไว้ในเรือนจำ เพราะจะทำให้ผู้ต้องขังอื่นพลอยต้องวุ่นไปด้วย

“คดีประเภทนี้ดูยาก เพราะอาการไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา ศาลจึงมักจะดูที่สติ หรือความสามารถในการตัดสินใจของจำเลยเป็นสำคัญ จำเลยมักจะนำจิตแพทย์มาเบิกความ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ตนวิกลจริต จิตไม่สมประกอบ หรือต่อสู้คดีไม่ได้ แต่เวลาศาลถามอะไรจำเลย จำเลยกลับตอบได้หมด ทำให้ศาลไม่จำหน่ายคดี”

ประพันธ์บอกว่า ศาลจะจำหน่ายคดีก็ต่อเมื่อ มั่นใจว่าจำเลยวิกลจริต ต่อสู้คดีไม่ได้ มีภาวะอันตรายที่จะทำร้ายตัวเอง หรือผู้อื่น จำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา และต้องยอมรับการรักษาด้วย จึงจะส่งตัวไปยังสถานบำบัดรักษา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้าย

“กรณีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไปก่อคดีอาชญากรรม นอกจากเราต้องให้ความรู้แก่สังคมว่าเขาอาจไม่ใช่คนชั่วโดยสันดาน แต่มีโอกาสที่จะไปก่อคดีได้ คนรอบข้างจึงต้องช่วยกันดูแลเขา ด้วยความเมตตา และเข้าใจเขาให้มาก คดีประเภทนี้จึงจะลดน้อยลง”.