วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อึ้ง! นักวิชาการ เผย ภาคเหนือบางแห่ง มีการเปิด ร.ร.สอน ส่งยาเสพติด!

อึ้ง! วงเสวนา เผย สิ่งไม่น่าเชื่อ! พื้นที่ภาคเหนือบางแห่งในไทย มีการเปิดโรงเรียนสอนขนยาเสพติด ขณะครอบครัวมองเป็นธุรกิจต้องส่งเสริมให้ลูกทำ เพราะมีรายได้ดี

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNFPA) และศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น “เสียงเล็ก ๆ จากเด็กถูกเท” พาเด็กและเยาวชนให้หลุดพ้นภาวะเปราะบาง มีเครือข่ายเด็ก เยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบาง เข้าร่วมกว่า 150 คน

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม.กล่าวเปิดการประชุมว่า จากข้อมูลที่พม.ได้รับแจ้งปัญหาผ่านศูนย์ช่วยเหลือปัญหาสังคม 1300 พบเป็นปัญหาเด็กกว่า 3 หมื่นคน โดยเป็นกลุ่มเปราะบาง 2 หมื่นกว่าคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลี้ยงดู 400 คน เด็กกำพร้า 300 กว่าคน และขอทาน 200 กว่าคน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาสังคม ทั้งนี้ชาติสุขสม สังคมดี ต้องเริ่มที่บ้าน ดังนั้นเด็กและเยาวชนจะเป็นผู้สะท้อนปัญหาครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง หากครอบครัวมีความอบอุ่น พ่อแม่เป็นต้นแบบ รับฟังปัญหาของลูกๆ กอดลูก ถึงจะมีปัญหายากดีมีจนก็แก้ได้ แต่ถ้าหากไม่มีเวลา ไม่เคยอบรม ไม่กอดลูก ผลก็จะไปสู่สังคม เพราะประเทศชาติมั่นคงได้ ต้องเริ่มจากครอบครัว แม้เป็นเรื่องเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่

ขณะที่ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันพบเด็กและเยาวชนภาวะเปราะบางมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 3.17 ล้านคน ประกอบด้วย กลุ่มเด็กเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษทางการเรียนรู้ 10% ของจำนวนประชากรเด็กไทย โดยยังขาดการส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้และอาชีพรองรับ กลุ่มเด็กยากจนพิเศษ 476,000 คน ลูกแรงงานต่างด้าว 250,000 คน เด็กไร้สัญชาติ 200,000 คน รวมถึงกลุ่มเด็กเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี 33,121 คน ซึ่งส่วนใหญ่เผชิญปัญหารอยต่อทางการศึกษา แม่วัยรุ่น ยาเสพติด การทำงานของ สสส.กับเด็กและเยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบางจึงเน้นทำงานเชิงวิชาการเพื่อสังเคราะห์นโยบายและแนวทางการจัดการที่เอื้อให้เกิดการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ดี ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเพื่อถอดบทเรียนการทำงาน และมองหาแนวทางเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เน้นเชื่อมโยงเครือข่ายภาคนโยบาย ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และคนทำงานในพื้นที่

ด้านศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ข้อเสนอจากเวทีแลกเปลี่ยนเด็กเยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบาง จาก 4 ภูมิภาค 35 เครือข่าย พบว่า 1. ขอให้พม.จัดทำระบบฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนภาวะเปราะบางในระดับพื้นที่ เพื่อนำสู่การวางทิศทางแก้ปัญหาร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในการประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2. พัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคมสำหรับเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง โดยดึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 3. ปลดล็อกเงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น รอยต่อทางการศึกษาระหว่างช่วงชั้นที่ต้องมีบัตรประชาชน 4. การปรับปรุงกองทุนที่มีอยู่ให้มุ่งเป้าสูงการพัฒนามากกว่าการสงเคราะห์ และ 5. เปิดพื้นที่ให้กับเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง ทั้งนี้เด็กเยาวชนที่อยู่ในภาวะเปราะบางทั้งเด็กออทิสติก เด็กพิเศษ เด็กสมาธิสั้น เด็กไร้สัญชาติ ลูกแรงงานต่างด้าว เด็กที่ถูกออกจากระบบการศึกษากลางคัน เด็กเร่ร่อนมีจำนวนเพิ่มขึ้น สิ่งที่ต้องระวัง คือเด็กเหล่านี้ไม่ได้เรียนต่อ และหันไปทำผิดกฎหมาย เช่น ขนยาเสพติด ค้าประเวณี ซึ่งจากการลงพื้นที่พบข้อเท็จจริงที่น่าเป็นห่วงมากว่า ในบางพื้นที่เขตภาคเหนือ มีการเปิดโรงเรียนสอนการขนยาเสพติด ขณะที่ครอบครัวมองเป็นธุรกิจที่ส่งเสริมให้ลูกทำ เพราะค่าตอบแทนสามารถทำให้ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีขึ้น" ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

สำหรับเสียงสะท้อนจากเยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบาง ด้าน นายเนม (นามสมมติ) อายุ 24 ปี เล่าว่า ตอน ม.2 ชอบเที่ยวจึงถูกไล่ออก พอไปสมัครเรียนที่ไหนก็ไม่มีโรงเรียนไหนรับ จึงไม่เรียนหันไปเที่ยว กินเหล้า ตีกัน ขับรถแว้น จนมาลองใช้ยาบ้าจนถึงเฮโรอีน สุดท้ายก็ติดแล้วผันตัวมาเป็นผู้ค้ารายย่อย จนโดนจับกุมข้อหามียาบ้าในครอบครองปัจจุบันพ้นโทษแล้วและเลิกยุ่งกับยาเสพติดทุกชนิด เพราะได้รับโอกาสได้ฝึกอาชีพ หันมาทำอาชีพซ่อมและซื้อขายมอเตอร์ไซค์เก่า รวมถึงเรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสานแบบพอเพียง จึงอยากสะท้อนว่าเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาด ต้องการเพียงคนให้อภัย ให้โอกาสได้เริ่มต้นใหม่

ส่วน น.ส.คำแลง เยาวชนไร้สัญชาติ อายุ 20 ปี นักเรียน ม.6 สายวิทย์-คณิต จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ตนอยู่ในสถานะไร้สัญชาติแม้ว่า จะเกิดที่ประเทศไทย แต่พ่อแม่ไม่ได้แจ้งเกิด ที่ผ่านมา พยายามยื่นเรื่องขอมีสัญชาติไทย แต่ติดปัญหาที่ต้องมีพ่อแม่มายืนยันการเกิด แต่พ่อแม่แยกทางกัน การไม่มีสัญชาติทำให้ถูกจำกัดสิทธิเรียนต่อ เพราะคณะที่อยากศึกษาต่อ คือ คณะแพทย์และสายสุขภาพ ซึ่งระบุคุณสมบัติไม่รับเด็กที่ไม่มีสัญชาติ และไม่มีสิทธิกู้ยืมกองทุนช่วยเหลือทางการศึกษา (กยศ.) ตนมีเกรดเฉลี่ย 3.8 ฝันอยากเป็นหมอหรือพยาบาล แต่สิทธิการสมัครสอบไม่สามารถทำได้ ซึ่งมีเส้นตายการสมัครถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้แล้ว.