วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชาร์จ 10 นาที วิ่งไกล 100 กิโลเมตร! ยุคใหม่กับรถไฟฟ้า MERCEDES BENZ

IAA Frankfurt Motor Show 2017 งานโชว์รถที่ใหญ่สุดในทวีปยุโรป เริ่มต้นขึ้นในเช้าวันอังคารที่ 12 กันยายน 2017 เป็นงานแสดงรถยนต์ที่เน้นเทคโนโลยีอนาคต โดยเฉพาะรถพลังงานไฟฟ้าที่หลายค่ายพยายามนำเสนอเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยและกฎเกณฑ์ในอนาคต ที่ประกาศมาก่อนหน้านี้ว่าในปี 2030 รถยนต์ในเยอรมันจะเลิกผลิตเครื่องยนต์แบบสันดาปที่ก่อมลพิษ! Mercedes Benz เป็นอีกแบรนด์ที่กำลังมุ่งไปที่รถยนต์พลังงานทางเลือกแบบใหม่ที่ไม่ปล่อยมลพิษ โดยใช้งาน Frankfurt Motor Show 2017 เป็นเวทีหลักในการปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ลงสู่ตลาด ค่ายตราดาวยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นบริษัทรถยนต์สัญชาติเยอรมันที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ประกาศว่าจะไม่ยอมตกเป็นผู้ตามในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยเม็ดเงินลงทุนที่มากถึง 14,500 ล้านยูโร ถูกจัดสรรปันส่วนให้กับโครงการวิจัยและพัฒนารถต้นแบบที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน วิศวกรของแบรนด์ตราดาวต้องสร้างแพลตฟอร์มในแบบที่ทำขึ้นสำหรับรถไฟฟ้าแท้ๆ เพื่อแข่งขันกับค่าย Tesla รวมถึงคู่แข่งร่วมสัญชาติอย่าง BMW ที่เน้นรถในกลุ่ม iperformance และ Audi ที่เปิดตัวรถรุ่น E-Tron ซึ่งมีทั้งรถ Plug in Hybrid และ Electric drive  

แพลตฟอร์มแบบใหม่ของ Mercedes Benz มีชื่อเรียกว่า EVA หรือ electric vehicle architecture ด้วยรูปลักษณ์ที่เน้นหลักอากาศพลศาสตร์ หรือ Aero Dynamic เป็นรถต้นแบบที่มีรูปทรงปราดเปรียวเพรียวลม ลดแรงต้านของกระแสอากาศเพื่อยืดระยะทำการของแบตเตอรี่

Mercedes Benz Concept EQA
เริ่มด้วยรถเล็กต้นแบบแนวคิด Concept EQA เป็นแนวคิดริเริ่มของสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตจาก Mercedes Benz และกำลังก้าวสู่ความสำเร็จ โดยในปี 2022 Mercedes Benz จะมีรถยนต์ไฟฟ้าออกขายมากกว่า 10 รุ่น ในตลาดรถยนต์พรีเมียมทั่วโลก!

Dr.Dieter Zetsche CEO Daimler AG แถลงในวันเปิดงานว่า Mercedes Benz กำลังจะผลิตรถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนอยู่ที่แกนด้านหน้าและด้านหลัง โดยใช้มอเตอร์ประสิทธิภาพสูงให้กำลังมากกว่า 200 กิโลวัตต์ ลักษณะของการขับเคลื่อนในรถไฟฟ้ารุ่นใหม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยการกระจายแรงบิดไปยังทุกล้อ หรือแม้แต่เฉลี่ยแรงบิดในล้อข้างใดข้างหนึ่งได้ Concept EQA แสดงให้เห็นถึงความก้าวล้ำในเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ที่สามารถทำระยะทางได้ไกลขึ้น และมีขนาดที่เล็กลง 

เมื่อรวมกับกลยุทธ์การดำเนินงานที่ชาญฉลาดของ Mercedes Benz รถต้นแบบ Concept EQA สามารถขับเคลื่อนได้ไกลขึ้น โดยมีระยะทำการต่อการชาร์จแบตฯ จนเต็มกว่า 400 กิโลเมตร ซึ่งขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่ สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง พร้อมการออกแบบที่มีขนาดเล็กลง บริษัทในเครือชื่อ Deutsche ACCUMOTIVE รับหน้าที่วิจัย พัฒนา และผลิตแบตฯ รุ่นใหม่สำหรับใส่ในยานยนต์ไฟฟ้าอนาคต ด้วยการออกแบบโมดูลของระบบแบตเตอรี่ที่ใช้นวัตกรรมใหม่ โมดูลแบบล่าสุดมีความจุรวมกว่า 60 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง รถ Concept EQA สามารถชาร์จได้ด้วยการเสียบที่ชาร์จผ่าน wallbox โดยมีการคิดค้นระบบชาร์จกระแสไฟฟ้าสำหรับการชาร์จไฟอย่างรวดเร็ว ทำให้มีระยะเวลาในการชาร์จไฟลดลงมาก 

Mercedes Benz Concept EQA เป็นอีกตัวอย่างของความพยายามในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโลกที่กำลังเลวร้ายลง เป็นยานยนต์ที่มีวิวัฒนาการและสำนวนการออกแบบที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของค่ายตราดาว ขอบคมเหลี่ยมมุมหายไปและถูกแทนที่ด้วยเส้นที่โค้งมนอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างหนึ่งของความงามแบบรถไฟฟ้ายุคใหม่ก็คือ เทคโนโลยีแสงที่ใช้เส้นใยเลเซอร์ แสงเลเซอร์ที่เปิดใช้งานจะถูกฝังอยู่ตรงกลางของสายเคเบิลไฟเบอร์ออปติก โคมไฟรูปทรงเกลียวที่สะดุดตาจากการออกแบบ กระจังหน้าที่คล้ายจอภาพ สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวขณะขับเคลื่อนคล้ายถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า โปรแกรมการขับเคลื่อนแบบใหม่ "Sport" และ "Sport Plus" ทั้งสองโปรแกรมจะมีการกระจายแรงบิดทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่แตกต่างกัน ผู้ขับสามารถเลือกลักษณะเฉพาะของโหมดขับเคลื่อนตามความต้องการ แผงจอภาพสีดำที่กระจังด้านหน้าทำหน้าที่เปลี่ยนรูปลักษณ์ตามโหมดการขับเคลื่อน ในโหมด "Sport" ช่องตะแกรงแสดงให้เห็นปีกในรูปแบบแนวนอน ขณะที่โหมด "Sport Plus" จะแสดงภาพในแนวตั้ง คล้ายกับตะแกรงหม้อน้ำของรถ Mercedes รุ่น Panamericana 

EQ by Mercedes Benz นำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าทั้ง Plug in Hybrid และ EV โดยให้บริการแบบครบวงจรครอบคลุมทั่วโลก มีตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงสถานีชาร์จไฟ บริการซ่อมบำรุง และบริการหลังการขาย ชื่อ EQ หมายถึง Electric Intelligence และมาจาก Mercedes Benz ที่เป็นแบรนด์ Emotion and Intelligence ครอบคลุมทุกด้านสำหรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โมเดลในอนาคตของ EQA รวมเอาความจำเป็นของการเคลื่อนย้ายบุคคลด้วยยานยนต์ที่ทันสมัย เป็นการผสมผสานกันของการออกแบบที่ชาญฉลาดด้านระบบขับเคลื่อนแบบใหม่ ความสุขของการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ความปลอดภัย ทั้งหมดเป็นจุดเด่นของรถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ ของ Mercedes Benz โดยได้รับการออกแบบและผลิตที่โรงงาน Mercedes Benz ในเมืองเบรเมิน และจะออกขายทั่วโลกในช่วงปี ค.ศ. 2022

Concept EQA สามารถชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตฯได้โดยใช้ wallbox และยังมีความพร้อมสำหรับการชาร์จไฟอย่างรวดเร็วผ่านสถานีชาร์จเร็ว รถต้นแบบ Concept EQA สามารถชาร์จได้ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาทีเพื่อทำระยะทาง 100 กิโลเมตร!! นอกเหนือจากความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนา และการผลิตภายใต้กลยุทธ์แบบแยกส่วนสำหรับระบบส่งกระแสไฟฟ้า ปรัชญาของ Daimler AG คือการทำให้แน่ใจได้ว่าผู้คนในโลกอนาคตสามารถเข้าถึงองค์ประกอบสำคัญสำหรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น

Concept EQA ของ Mercedes Benz ได้ตีความปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity และได้พัฒนา Modern Luxury ให้เป็น Prestige Luxury สำหรับแบรนด์ EQ ค่าย Mercedes Benz ใช้สัดส่วนที่น่าทึ่ง เปลือกตัวถังเป็นพื้นผิวโลหะหรือพลาสติกมวลเบาที่ไหลลื่น และรวมไปถึงกระจังกราฟิกที่กระตุ้นอารมณ์ผู้คนที่พบเห็น EQA นับเป็นรถยนต์แนวคิดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าของ Mercedes Benz คันแรกที่มีความกะทัดรัด มีสัดส่วนที่สมดุล พื้นผิวให้ความแตกต่างและกระตุ้นให้เกิดความน่าสนใจ เพิ่มความคล่องตัวในการใช้รถไฟฟ้าในอนาคต ผลที่ตามมาก็คือ ความรู้สึกด้านอารมณ์และความเฉลียวฉลาด

Mercedes Benz ได้เสนอโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จไฟรถยนต์ขนาดใหญ่รวมถึงการใช้แอปฯ "Charge & Pay" ฟรี เพื่อชาร์จไฟได้อย่างสะดวกสบายตามสถานีชาร์จสาธารณะ หรือติดตั้งในบ้านและตามอาคารจอดรถในสถานที่ทำงาน มีการออกแบบหน่วยเก็บพลังงานไฟฟ้าสำหรับพลังงานที่ผลิตโดยแสงอาทิตย์ หรือ solar systems ในอนาคต การบำรุงรักษาแหล่งจ่ายไฟจะง่ายยิ่งขึ้นด้วยการจัดเก็บค่าใช้จ่ายและการค้นหาสถานีชาร์จอัจฉริยะ ด้วยการเรียกเก็บเงินปลายทางจากโปรแกรม Mercedes-me โดยได้รับบริการทั้งหมดจากแหล่งเดียวเพื่อลดความยุ่งยาก

Mercedes Benz Concept EQ SUV
รูปแบบพื้นฐานของยานยนต์ต้นแบบ "Concept EQ" ผสมผสานยีนของรถอเนกประสงค์แบบ SUV ด้วยลักษณะไดนามิกของรถยนต์สปอร์ตสไตล์ coupé และทรงแบบ 5 ประตู ทำให้สัดส่วนสรีระของยานไฟฟ้าตราดาวรุ่นนี้มีขนาดที่ใหญ่โต รูปลักษณ์แบบใหม่นี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนผ่านงานออกแบบ จากฝากระโปรงสีดำที่แวววาว กระจกหน้ารถทรงโค้งไปจนถึงหลังคากระจกแบบพาโนรามาที่สามารถปรับแสงได้ เป็นความแตกต่างที่น่าตื่นเต้นกับงานตัวถังสีเงิน alubeam รถต้นแบบ Concept EQ ถือเป็นการตีความปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์ผลงานในสไตล์ electro-look ในยุคที่ผู้คนชอบรูปทรงที่เปรี้ยวจี๊ดและร่วมสมัย ในขณะเดียวกันการออกแบบของรถเผยให้เห็นความก้าวหน้าที่มีเอกลักษณ์ของรถเอสยูวี 

จุดเด่นของ Concept EQ อยู่ที่ห้องโดยสารแบบใหม่ การขับขี่ขึ้นอยู่บนการควบคุมแบบสัมผัสที่เรียบง่าย และมีรูปลักษณ์ใหม่ที่ช่วยลดภารกรรมของคนขับ การออกแบบที่มีลักษณะไม่สมมาตรของแผงหน้าปัด โดยใช้หน้าจอขนาดใหญ่ที่เหมาะกับตำแหน่งของผู้ขับ เป็นประสบการณ์ของการใช้งานรถยนต์ด้วยรูปแบบแบบดิจิตอลที่แตกต่างจาก Concept EQA จากตรรกะการควบคุมที่คุ้นเคยในรถยนต์ยุคปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญกับอนาคตของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับรถยนต์ Mercedes-Benz

การตกแต่งภายในของ Concept EQ เน้นความหรูหราแบบร่วมสมัย ซึ่งรวมเอาความสนใจด้านอารมณ์ผนวกเข้ากับสติปัญญา และความเป็นมิตรต่อผู้ใช้ สวิตช์และปุ่มแบบดั้งเดิมยกเว้นการปรับที่นั่งแบบไฟฟ้า พวงมาลัยมีตัวควบคุมแบบสัมผัส ซึ่งรวมอยู่ในหน้าจอ OLED สามารถระบุไอคอนและสัญลักษณ์ในเมนูที่เกี่ยวข้อง หน้าจอกว้าง 24 นิ้ว เป็นจอภาพแบบ TFT ความละเอียดสูง แสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนทั้งหมด เช่น ความเร็ว ข้อมูลการขับขี่ การนำทางและรายละเอียดของแผนที่ นวัตกรรมใหม่นี้ช่วยร่นเวลาของการแสดงผลให้ลดลง การแสดงผลที่มีความซับซ้อน รวมถึงขั้นตอนของการเข้าและออกจากเมนู ถูกปรับปรุงใหม่เพื่อให้เข้ากับสไตล์และความชอบส่วนบุคคลของผู้ขับขี่ที่ไม่เหมือนกัน

Concept EQ ใช้กระจังหน้าแบบเรืองแสง! สัญลักษณ์ดวงดาวของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่เปล่งประกายด้วยแสงสีขาว ส่วนประกอบของไฟหน้าและกระจังหน้าทั้งหมดถูกรวมไว้ในองค์ประกอบของการออกแบบที่ไร้รอยต่อ แถบไฟ Black Panel เป็นแบบเดียวกับ "Concept EQA ไฟหน้า LED ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เมื่อมองจากด้านข้าง เส้น E-line ไหลลื่นรอบฐานของกระจก โคมไฟท้ายด้านหลังใช้เส้นโครง "Black Panel" และล้อมรอบไปด้วยเส้นใยแสง LED โทนสีฟ้าของยานยนต์ยุคใหม่ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อรถเคลื่อนที่ และทำหน้าที่เป็นไฟท้ายในตัว ตราสัญลักษณ์ดวงดาวของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่สว่างไสวด้วยแสงสีขาว คล้ายกับด้านหน้า และพร้อมจะเปลี่ยนเป็นสีส้มทันทีที่มีการยกไฟเลี้ยว!

Mercedes Benz GLC F-CELL
งาน IAA International Motor Show ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ตในปีนี้ Mercedes Benz ได้นำเสนอโมเดลการผลิตรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนรุ่น GLC F-CELL เป็นก้าวต่อไปในอนาคตสำหรับการขับขี่ที่ปราศจากมลภาวะ ภายใต้ชื่อ EQ Power ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดของ Mercedes Benz รถ GLC F-CELL ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงอัจฉริยะและแบตเตอรี่ชนิดใหม่ ผนวกเข้าด้วยกันในรูปแบบของ Plug in Hybrid นอกเหนือจากไฮโดรเจนแล้ว ตัวแปรไฟฟ้าทั้งหมดของ GLC SUV ซึ่งเป็นรถที่กำลังได้รับความนิยมจะวิ่งด้วยกระแสไฟฟ้าล้วนๆ การทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาดระหว่างแบตเตอรี่และระบบเซลล์เชื้อเพลิง พร้อมกับเวลาเติมเชื้อเพลิงในช่วงสั้นๆ จะช่วยทำให้ GLC F-CELL เป็นรถอเนกประสงค์แบบเอสยูวีไซส์กลางที่มีสมรรถนะดีเยี่ยม เหมาะกับชีวิตประจำวันสำหรับการขับขี่ระยะทางไกล เมื่อเติมไฮโดรเจน 4.4 กิโลกรัม จะมีพลังงานเพียงพอสำหรับการขับเคลื่อนเต็มระยะทางไกลถึง 437 * กิโลเมตร GLC F-CELL ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนขนาดใหญ่ที่วิ่งได้ไกลถึง 49 กิโลเมตร (ในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริด) ต่อการชาร์จไฟบ้านนานแค่หนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้น 

Ola Källenius สมาชิกในคณะกรรมการบริหารของ Daimler AG ซึ่งรับผิดชอบด้านการวิจัยและพัฒนารถยนต์ Mercedes Benz เน้นย้ำว่า "ประสบการณ์หลายปีของเราในด้านเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงใน GLC F-CELL ช่วงระยะเวลาการเติมเชื้อเพลิงสั้นๆ และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของ SUV พลังไฮโดรเจนคันนี้ จะทำให้มันเป็นรถเอสยูวีพลังงานสะอาดที่มีความสมบูรณ์แบบ โครงการ GLC F-CELL นี้เป็นไปได้โดยการออกแบบระบบเซลล์เชื้อเพลิงขนาดเล็ก อย่างแรกก็คือ การรวมกันของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถชาร์จไฟได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยใช้เทคโนโลยีปลั๊กอินเข้ามาเสริม! 

Mercedes Benz GLC F-CELL เป็นยานพาหนะแบบใหม่ในแบรนด์ตราดาวที่ได้รับการเปิดเผยในงาน IAA นับเป็นครั้งแรกของโลกที่รถยนต์ไฟฟ้าใช้พลังงานจากเซลล์เชื้อเพลิง และใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นแหล่งพลังงานเพิ่มเติม ที่สามารถชาร์จไฟจากภายนอกได้ โดยใช้เทคโนโลยีปลั๊กอินที่มีอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งสองแหล่งพลังงานจะขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ในขณะเดียวกันก็ให้ความเพลิดเพลินในการขับขี่ช่วงระยะเวลาสั้นลงเมื่อต้องเติมเชื้อเพลิง กำลัง 147 กิโลวัตต์ หรือ 200 แรงม้าของ GLC F-CELL สร้างแรงบิดที่เพียงพอต่อการใช้งาน คุณสมบัติจำเพาะเฉพาะตัวของระบบเกียร์อัตโนมัติแบบใหม่ แสดงให้เห็นว่า GLC F-CELL เป็นมิตรกับทุกครอบครัว ในฐานะยานยนต์พาหนะไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน 

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในรถ GLC F-CELL คันโชว์มีกำลังการผลิตรวม 13.8 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง และทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำหรับป้อนมอเตอร์ไฟฟ้า ด้วยเทคโนโลยีปลั๊กอิน นับเป็นกลยุทธ์การดำเนินงานที่ชาญฉลาดด้านวิศวกรรมยานยนต์ขั้นสูงร่วมกับระบบเซลล์เชื้อเพลิงในระบบไฮโดรเจนและแบตเตอรี่โดยให้ประสิทธิภาพและความสะดวกสบายสูงสุดในการขับเคลื่อน เช่นเดียวกับมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่จัดเก็บประจุไฟที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจะติดตั้งในพื้นที่ด้านหลังของรถ GLC ด้วยเครื่องชาร์จไฟฟูลบอร์ดขนาด 7.2 กิโลวัตต์ เจ้าของรถสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้จากเต้ารับที่ใช้ในครัวเรือนทั่วไป หรือชาร์จที่สถานีชาร์จไฟสาธารณะ ส่วนระยะเวลาในการชาร์จไฟของ GLC F-CELL อยู่ที่ประมาณ 1.5 ชั่วโมงหากใช้การชาร์จเต็มรูปแบบ 

ถังคาร์บอนไฟเบอร์สองถังติดตั้งอยู่ในบริเวณพื้นรถ บรรจุมีเทนประมาณ 4.4 กิโลกรัม ด้วยเทคโนโลยีแรงดันสูงถึง 700 บาร์ เป็นถังนิรภัยที่มีความปลอดภัยและได้มาตรฐาน สามารถเติมไฮโดรเจนได้ภายในเวลาเพียงสามนาทีซึ่งเป็นระยะเวลาเท่ากันในการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์ทั่วไป ด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน ยานพาหนะ GLC F-CELL ที่จัดแสดงที่ IAA ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่มีกำลังถึง 147 กิโลวัตต์ หรือ 200 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร เนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องมีเพลาขับให้วุ่นวาย จึงสามารถติดตั้งถังไฮโดรเจนถึง 2 ถัง ค่ายเดมเลอร์ใช้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงใน F-CELL Car เป็นยานพาหนะเอสยูวีที่มีเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบเดิม และยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงที่ใช้ได้ทั้งการเสียบปลั๊กชาร์จไฟหรือใช้ไฮโดรเจน

ด้านความปลอดภัยในรถยนต์ Mercedes F-CELL ได้ก้าวไปอีกขั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับการชนจะสอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบ แบตเตอรี่และส่วนประกอบของระบบไฮโดรเจนทั้งหมด ถูกควบคุมโดยมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดของ Mercedes Benz นอกจากความปลอดภัยในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ GLC F-CLEE ได้รับการทดสอบส่วนประกอบเพิ่มเติมมากกว่าการทดสอบตามปกติ ส่วนประกอบของระบบเกียร์และถังไฮโดรเจนของ GLC F-CELL ออกแบบให้ประหยัดพื้นที่และติดตั้งอยู่ในห้องเครื่องยนต์ และใต้พื้นเพื่อความปลอดภัยที่อยู่ในเกณฑ์สูงสุด

ยานยนต์พลังงานไฮโดรเจนของ Mercedes นั้นมีมานานแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ที่ใช้เพื่อการวิจัยและพัฒนา รถไฮโดรนเจนของเบนซ์เริ่มต้นขึ้นในทศวรรษที่ 1980 เมื่อนักวิจัยของ Daimler หันมาสนใจการเผาไหม้แบบเย็น ในปี พ.ศ. 2537 Mercedes Benz ได้เปิดตัวรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงเป็นเจ้าแรกของโลก-NECAR 1. ต่อมา ได้แก่ A-Class F-CELL fleet ในปี 2554 ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับ F-CELL World Drive ใช้การเดินทางทั่วโลกเป็นครั้งแรกด้วยยานพาหนะเซลล์เชื้อเพลิง ในปีพ. ศ. 2558 รถแนวคิด F 015 Luxury In Motion ได้นำเสนอระบบขับเคลื่อน Hybrid แบบ Plug in Hybrid F-CELL ซึ่งออกแบบมาสำหรับการขับขี่ที่ไม่มีมลพิษ ด้วยระยะทางวิ่ง 1,100 กิโลเมตร ปัจจุบันมียานพาหนะเซลล์เชื้อเพลิงของ Mercedes Benz ได้แก่ B-Class F-CELL และ Citaro FuelCELL Hybrid ซึ่งเป็นรถประจำเมืองที่มีระยะใช้งานกว่าสิบแปดล้านกิโลเมตร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของแบรนด์ตราดาว เป็นผลิตภัณฑ์ยานยนต์อนาคตที่สอดรับกับสภาพภูมิอากาศของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

แบตเตอรี่ของยานยนต์ EQ Concept ทำโดยบริษัทในเครือ Daimler ชื่อ Deutsche  ACCUmotive โดยได้รับเงินลงทุน 500 ล้านยูโรกับโรงงานแห่งที่ 2 ทำให้รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ของ Mercedes มีพื้นเรียบคล้ายกับรถ Tesla รถไฟฟ้ารุ่นใหม่จากแบรนด์ตราดาวมีรัศมีทำการไกล 310 ไมล์ หรือ 398 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟจนเต็มแบตฯ 1 ครั้ง พวกวิศวกรหัวก้าวหน้าให้ความเห็นว่า จากความจุของแบตเตอรี่ลิเธียมแบบใหม่จะเพิ่มขึ้นอีก 30% ภายในปี 2020 นั่นจะทำให้รถไฟฟ้าพวกนี้วิ่งได้ระยะทางไกลมากขึ้นถึง 400 ไมล์ หรือ 643 กิโลเมตร! แพลตฟอร์ม EVA พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการจัดวางมอเตอร์ขับเคลื่อนไว้ที่ด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งทำให้จักรกลไฟฟ้าเหล่านี้กลายร่างเป็นรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ มอเตอร์พลังสูงผลิตโดยบริษัทร่วมทุนระหว่าง Bosch และ EM-Motive มีกำลังตั้งแต่ 215 แรงม้าไปจนถึง 590 แรงม้า สำหรับรถไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูงที่ขายในชื่อ Mercedes AMG

แพลตฟอร์ม EVA มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำราวกับรถสปอร์ต ความสูงจากพื้นถนนถึงใต้ท้องรถแค่ 115 มิลลิเมตร ช่วงล่างเป็นแบบ Adaptive Air Suspension เป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาจากโรงงาน มีระบบ Torque Vectoring พร้อมระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง ทำให้มันเป็นยานยนต์ที่ตอบสนองต่อการขับเคลื่อนได้ดี  หน้าตาของรถต้นแบบทุกคันมีความทันสมัย ออกมาในแบบปราดเปรียวเพรียวลม ด้วยค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานอากาศที่ต่ำมาก ด้านหน้าของรถมีความลาดเทและเตี้ยแหลมกว่าเดิม เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างกินพื้นที่ การชาร์จไฟใช้ระบบ CCS-Combined Charing System ที่จะเริ่มต้นใช้งานในปี 2018 สามารถชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง 150 Kw จากที่ชาร์จแบบสาธารณะได้ ในอนาคตอันใกล้จะมีการพัฒนาเป็น 350 Kw เพื่อความรวดเร็วที่มากขึ้นกว่าการชาร์จแบบเดิมหลายเท่า

ท้ายที่สุดก็ต้องดูว่า รถไฟฟ้าเหล่านี้ดึงดูดลูกค้าได้มากกว่าการเลือกใช้รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์แบบสันดาปหรือเปล่า จากผลของการวิจัย Mercedes Benz คาดว่า อีกประมาณ 15 ปี ลูกค้า 65% ของ Mercedes Benz จะสนใจรถยนต์ไฟฟ้าเพียวๆ แต่ในปัจจุบันนั้นสัดส่วนดังกล่าวยังคงมีตัวเลขที่น้อยมากแค่ 5% เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร สักวันรถไฟฟ้าพลังงานทางเลือกก็จะเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในอย่างแน่นอน.

Camera and Lens
Nikon D4S
Nikon Df
Lens
Nikkor 70-200 f2.8e FL ED VR nano  
AF-S Zoom-Nikkor 28-70mm f/2.8d IF-ED

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/