วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชีวิตสุดแซ่บ! จากเด็กวัดสู่ 'พลเอก'-จากลูกจ้างสู่ 'จก.พระธรรมนูญ'

ยิ่งกว่านิยาย!! "วาสนา นาน่วม" โพสต์เฟซบุ๊ก เปิดชีวิต "ว่าที่ พล.ร.อ.ปรีชาญ จามเจริญ" จาก เด็กวัดสู่ "พลเรือเอก" จาก "ลูกจ้าง" ก้าวไปถึง "เจ้ากรมพระธรรมนูญ" เรื่องจริงที่หลายคนควรรู้ เพื่อเป็นแบบอย่างในความมุ่งมั่น ตั้งใจให้ถึงจุดหมาย ด้วยความกตัญญูรู้คุณพ่อ-แม่ สู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก ไม่มีเงินแม้จะเรียน กินข้าว ต้องเก็บเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียม ชกมวย แต่สุดท้ายชีวิตไม่เคยท้อแท้ ก็ฝ่าฝันก้าวมาสู่จุดสูงสุดในชีวิตที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ "บิ๊กตุ่ม" ก็ทำได้ก้าวสู่หมายเลข 1 ของกรมพระธรรมนูญ ที่ดูแล "กฎหมาย ศาลทหาร ผู้พิพากษา อัยการ" ของทหารทั้งหมด และยังทำหน้าที่เป็น "ราชองครักษ์เวร"...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก "Wassana Nanuam" ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหาร ของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ได้โพสต์เรื่องราวชีวิตนายทหารระดับ "พลเรือเอก" ที่ไต่เต้าชีวิตจากลูกจ้างประจำ หรือ คนงานแผนกช่างปรับภายใน กรมอู่ทหารเรือ จนก้าวมาสู่ "พลเรือเอก" ในตำแหน่ง "เจ้ากรมพระธรรมนูญ" ไว้อย่างน่าสนใจ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560 "ไทยรัฐออนไลน์" จึงขอนำเรื่องราวที่ผ่านการรายงานจาก นักข่าวหญิงเหล็ก รายนี้ มาเผยแพร่ให้รับทราบ

โดย วาสนา นาน่วม ได้เขียนไว้ว่า 

ชีวิต ไม่ใช่ละคร....
จาก "ลูกจ้าง" 
สู่ "จ่าตรี" 
สู่ "พลเรือเอก" 
สู่ จุดสูงสุดของ ทหารนักกฎหมาย

ชีวิต ไม่ใช่ละคร แต่ชีวิตบางคน ก็ประหนึ่ง ละคร.....ใครจะคาดคิดว่า จากลูกจ้างประจำ หรือ คนงาน แผนกช่างปรับภายใน กรมอู่ทหารเรือ เท่านั้น....
แต่เพราะไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา รวมทั้งความมานะอดทน ขยันในการศึกษาใฝ่หาความรู้ ไม่ว่าจะยากจน แทบไม่ได้เรียนต่อ ต้องเรียนไปทำงานไปด้วย หารายได้พิเศษ ทั้งการขายไอศกรีม เก็บเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียม ชกมวย หรือแม้แต่ไปเป็นลูกเรือประมง แต่ในเส้นทางเดินชีวิตไม่เคยทิ้งการเรียน ไม่ว่าจะแทบไม่มีเงินเรียน หรือไม่มีเงินทานข้าว ฮึดสู้ชีวิตมาตลอด ด้วยความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ และด้วยความรักดี

รวมถึงโชคชะตาฟ้ากำหนด ทำให้ได้ช่วยเหลือผู้คน แล้วคนที่เคยช่วยเหลือก็กลับมาช่วยเหลือตัวเขา ตอนเป็นช่างก็ช่วยคนอื่น ซ่อมแซมทุกอย่างที่ถูกร้องขอ พอมาเรียนกฎหมายก็ใช้วิชาความรู้กฎหมายช่วยแนะนำ และต่อสู้คดีให้คนที่เดือดร้อนจนกลายเป็นที่รักของทุกคน

จึงทำให้วันนี้ "บิ๊กตุ่ม" พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ ก้าวสู่จุดสูงสุดของวิชาชีพ ได้เป็นพลเรือเอก เป็น "เจ้ากรมพระธรรมนูญ" จากนักเรียนโรงเรียนวัด เพราะชั้นประถมได้เรียนที่โรงเรียนวัดดอนยาง ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

พลเรือโท ปรีชาญ มาเรียนต่อชั้นมัธยมโรงเรียนศรียาภัย จังหวัดชุมพร ชั้น มศ.1 แล้วย้าย มาโรงเรียนบางสะพานวิทยา ชั้น มศ.2-มศ.3 แล้วสอบเทียบมัธยมศึกษาตอนปลาย มศ.5 ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ จากนั้นมาเรียนปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่รู้กันดีว่าต้องใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการเอาชนะตัวเองเพื่อเรียนให้จบ แต่ไม่พอ เรียนต่อ ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียกได้ว่าชีวิตนี้มีแต่การเรียนควบคู่ไปกับการทำงาน โดยไปศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพัฒนา แขนงวิชาบริหารงานยุติธรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ไม่ใช่แค่การศึกษาแบบพลเรือนเท่านั้น แต่ในด้านหลักสูตรทางทหาร พลเรือโทปรีชาญ ก็ต่อเนื่องตั้งแต่เข้ารับการศึกษาโรงเรียนช่างกรมอู่ทหารเรือ ในหลักสูตรช่างต่อเรือ และเข้ารับการฝึกอบรมวิชาทหาร โรงเรียนพลทหาร กรมยุทธศึกษาทหารเรือ เลื่อนฐานะจ่าชั้นเอก โรงเรียนช่างกรมอู่ทหารเรือ
 หลักสูตรนักเรียนพันจ่า รุ่นที่ 4 โรงเรียนพันจ่า กรมยุทธศึกษาทหารเรือ หลักสูตรนายทหารสัญญาบัตรชั้นต้น รุ่นที่ 14 โรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ กรมพระธรรมนูญ หลักสูตรส่งทางอากาศ นาวิกโยธิน รุ่นที่ 14 โรงเรียนทหารนาวิกโยธิน กรมนาวิกโยธิน หลักสูตรเสนาธิการทหารเรือ รุ่นที่ 54โรงเรียนเสนาธิการทหารเรือ หลักสูตรตุลาการพระธรรมนูญ รุ่นที่ 7 โรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ กรมพระธรรมนูญ และได้เรียนหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 57 สถาบันวิชาการป้องกันประเทศด้วย

นอกจากนี้ ยังศึกษา หลักสูตรสืบสวนคดีอาญา รุ่นที่ 62 สถาบันพัฒนาข้าราชการกรมตำรวจ และนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง รุ่นที่ 4 สถาบันการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (นยปส. รุ่นที่ 4), หลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย ของศาลรัฐธรรมนูญ (นธป.4) ทั้งการทำงานและเรียนเพิ่มเติม และยกระดับวิทยฐานะ ทำให้เลื่อนยศทหารเร็ว 
ในปี พ.ศ. 2520 เป็น จ่าตรี
, พ.ศ. 2521 เป็น จ่าโท
, พ.ศ. 2521 เป็น จ่าเอก,
 พ.ศ. 2526 เป็น พันจ่าเอก,
 พ.ศ. 2527 เป็น เรือตรี
, พ.ศ. 2528 เป็น เรือโท,
 พ.ศ. 2533 เป็น เรือเอก, 
พ.ศ. 2534 เป็น นาวาตรี,
 พ.ศ. 2537 เป็น นาวาโท, 
พ.ศ. 2542 เป็น นาวาเอก, 
พ.ศ. 2543 เป็น นาวาเอกพิเศษ
, พ.ศ. 2555 เป็น พลเรือตรี
, พ.ศ. 2557 เป็น พลเรือโท และ 
พ.ศ. 2560 เป็น พลเรือเอก

ที่สำคัญคือจากการเป็น ลูกจ้างประจำ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การอู่ กองเรือลำน้ำ กองเรือยุทธการ ก็ได้เติบโตเจริญก้าวหน้ามาด้วยการเรียนรู้การศึกษาเพิ่มเติม จนได้เป็น นายทหารพระธรรมนูญแผนกสืบสวนสอบสวน กองพระธรรมนูญ กรมสารบรรณทหารเรือ รักษาราชการนายทหารพระธรรมนูญ กองการฝึกกองเรือยุทธการ, รักษาราชการนายทหารพระธรรมนูญ แผนกพระธรรมนูญ กองกำลังพล ฐานทัพเรือสัตหีบ รักษาราชการนายทหารพระธรรมนูญ กองกำลังพลและธุรการ กรมการขนส่งทหารเรือ นายทหารพระธรรมนูญ กรมสารวัตรทหารเรือ ประจำกรมกำลังพลทหารเรือ เพื่อเข้ารับการอบรมหลักสูตรเสนาธิการทหารเรือ

จากนั้นมาเป็น นายทหารกิจการพลเรือน กองกิจการพลเรือน กองบังคับการกองเรือภาค 2 โดยปฏิบัติหน้าที่นายทหารพระธรรมนูญด้วย และเป็น นายทหารกิจการพลเรือน กองกิจการพลเรือน กองเรือภาค 3 โดยปฏิบัติหน้าที่นายทหารพระธรรมนูญ และได้รับมอบหมายเป็นนายทหารประชาสัมพันธ์ด้วย และเป็น รองผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือน กองเรือภาค 3 โดยปฏิบัติหน้าที่นายทหารพระธรรมนูญ และได้รับมอบหมายเป็นนายทหารประชาสัมพันธ์ด้วย ก่อนขยับไปเป็น ฝ่ายเสนาธิการประจำ รองปลัดกระทรวงกลาโหม และหัวหน้าสานักงานสงเคราะห์ทางกฎหมายกรมพระธรรมนูญ, รองผู้บัญชาการโรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ, อัยการฝ่ายอุทธรณ์และฎีกา สำนักงานอัยการทหาร กรมพระธรรมนูญ, ตลุาการพระธรรมนูญประจำสำนักตุลาการทหาร เป็น ตุลาการพระธรรมนูญ หัวหน้าศาลทหารกรุงเทพ และ ตุลาการพระธรรมนูญ หัวหน้าศาลทหารกลาง และ เป็นหัวหน้าสำนักตุลาการทหาร และตุลาการพระธรรมนูญ หัวหน้าศาลทหารสูงสุด ก่อนขึ้นเป็น เจ้ากรมพระธรรมนูญ 1 ต.ค. 2560 นี้

นอกจากนี้ ยังเป็น นายทหารพิเศษ ประจำกรมนักเรียนนายเรือรักษาพระองค์ และราชองครักษ์เวร ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทั้ง มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.), ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.), เหรียญพิทักษ์เสรีชน และ เหรียญราชการชายแดน

พลเรือโทปรีชาญ จึงเป็นตัวอย่างของทหารที่พัฒนาตัวเอง และมีความพยายามมาตลอด อีกทั้งเป็นคนใจกว้าง มีอัธยาศัยดี มนุษยสัมพันธ์ที่ดี เพื่อนรัก นายดึง ลูกน้องดัน จึงทำให้จากลูกจ้างประจำ จากจ่าตรีทหารเรือธรรมดาๆ ได้ขึ้นมาเป็น พลเรือเอก และเป็น "เจ้ากรมพระธรรมนูญ" สูงสุดในสายวิชาชีพของทหารนักกฎหมาย.