วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ศรีสุวรรณ' ลุยร้องสตง. ฟันเรือเหาะฉาว

หายุทธภัณฑ์ล้าหลังไม่คุ้มค่า เสนอป.ป.ช.ลงโทษ ‘บิ๊กป๊อก’ ‘จิรายุ’ แฉซ้ำจัดงบซ่อมมีพิรุธ

“ศรีสุวรรณ” จัดไปร้อง สตง.สอบเรือเหาะ ทบ. ตั้งแท่น ป.ป.ช.ฟัน “บิ๊กป๊อก” ละเลงงบฯไม่คุ้มค่า ซื้อยุทธภัณฑ์ย้อนยุคสงครามโลก สวนทางนโยบายไทยแลนด์ 4.0 “วรชัย” เหน็บเป็นบทเรียนกองทัพซื้ออาวุธให้นึกถึงชีวิตทหารผู้น้อยด้วย “จิรายุ” ชี้พิรุธดึงเรื่องตั้งงบฯซ่อมหลังหมดประกัน “ชวลิต” เย้ยยุครัฐบาล คสช.อันดับความโปร่งใสไทยตกรูด ได้ทีไล่บี้สอบ รมต.พันสารพัดโครงการฉาว พท.ขย่มรัฐบาลแห่งชาติปูทางสืบทอดอำนาจ จี้ปล่อยเลือกตั้งปลดล็อกขัดแย้งคืนโอกาสให้ประเทศ “จาตุรนต์” ฟันธงเลือกตั้งถูกยื้อไปอีกนาน “องอาจ” โลกสวยยังมีหวังจะปรองดอง วิป สนช.โต้ลั่นไม่มีสัญญาณสั่งคว่ำกฎหมายลูก โพลสะท้อนชาวบ้านใจจดใจจ่อรอกำหนดวันหย่อนบัตร ลุ้นอยากใช้สิทธิก่อนหรือหลัง ก.ย.ปี 61 “บิ๊กตู่” ยก ครม.สัญจรกรุงเก่า ขายฝันพัฒนาภาคกลางสู่มหานครทันสมัย

กรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และอดีต ผบ.ทบ.ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจโดยตรงในการจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 350 ล้าน ที่หมดสภาพการใช้งาน และถูกมองว่าไม่คุ้มค่างบประมาณ 350 ล้านบาท ล่าสุดนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ไต่สวนตรวจสอบเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงโทษ พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะอดีต ผบ.ทบ.ในขณะนั้น

“ศรีสุวรรณ” ซัด ทบ.ซื้อเรือเหาะล้าหลัง

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวถึงกรณีกองทัพบกปลดประจำการเรือเหาะตรวจการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มูลค่า 350 ล้านบาท ที่จัดซื้อมาตั้งแต่ปี 2552 ว่า การจัดซื้อจัดหาเรือเหาะดังกล่าวอ้างว่าเป็นยุทธภัณฑ์ สำหรับตรวจความเคลื่อนไหวผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ 8 ปีที่ผ่านมาประชาชนไม่เคยได้รับรู้ถึงความสำเร็จการทำงานของเรือเหาะดังกล่าว การที่เรือเหาะดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้ดังคำโฆษณาชวนเชื่อ หรือเหตุผลในการนำเสนอขออนุมัติจัดซื้อ จึงถือเป็นยุทธภัณฑ์ที่ไม่มีประสิทธิผล อีกทั้งยังเป็นยุทธภัณฑ์ที่ล้าหลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ใช่ยุทธภัณฑ์ในสมัยไทยแลนด์ 4.0

ยื่น สตง.สอบฟัน “บิ๊กป๊อก” ละลายงบฯ

“เมื่อรู้ทั้งรู้ว่าเป็นยุทธภัณฑ์ที่ไม่มีประสิทธิผล และราคาแพงไม่มีความคุ้มค่า ผู้ที่เสนอและอนุมัติควรจะระงับการจัดซื้อ เพื่อประสิทธิภาพในการใช้เงินงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยการเงินการคลัง แต่กลับนำเงินภาษีของประชาชนไปละลายกับการจัดซื้อยุทธภัณฑ์ที่ไร้ประสิทธิผล การดำเนินการดังกล่าวต้องมีผู้รับผิดชอบ เพราะเงินแผ่นดินตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ดังนั้นสมาคมฯ จึงจะร้องเรียนต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในวันที่ 18 ก.ย. เวลา 10.30 น. เพื่อไต่สวนตรวจสอบเสนอคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงโทษ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ.ในขณะนั้นที่เสนอจัดซื้อจัดหาเรือเหาะดังกล่าวว่าใช้อำนาจเป็นไปตามกฎหมายการเงินการคลัง และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในการบริหารราชการแผ่นดินสืบไป

“วรชัย” อัดบทเรียนคิดถึงผู้น้อยบ้าง

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่กองทัพบก ปลดระวางการใช้งานเรือเหาะตรวจการณ์ เนื่องจากหมดอายุใช้งานว่า เรื่องนี้เป็นบทเรียนของกองทัพในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ว่าคนในกองทัพต้องคิดถึงผู้น้อยบ้าง การใช้ของที่ไม่มีคุณภาพ ใช้งานไม่ได้ อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตบุคลากรในกองทัพเอง เช่น เรือดำน้ำ หากดำแล้วไม่โผล่จะเป็นอย่างไร หรือบทเรียนที่ผ่านมาจากเครื่องจีที 200 เครื่องตรวจระเบิดลวง ที่มีคนเสียชีวิตมามากมายเท่าไหร่แล้ว ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากไม้ชี้ผีอันนี้ คนซื้ออย่าหวังแต่ประโยชน์ส่วนตัว คิดถึงทหารชั้นผู้น้อยด้วย ขอชื่นชมและให้กำลังใจ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ที่ให้ยกเลิกการใช้ยุทโธปกรณ์ดังกล่าว เพราะเป็นการรักษาชีวิตบุคลากรในภาคสนามของกองทัพ ที่ต้องเสี่ยงภัยตลอดเวลา

จับพิรุธดึงตั้งงบซ่อมหลังหมดประกัน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณี สตง.ระบุจะหยิบยกการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200 มาตรวจสอบพร้อมกับเรือเหาะ ถือเป็นเรื่องดีที่กล้าทำเพื่อชาติและประชาชน ในอนาคตใครมาเป็นรัฐบาลจะได้มีมาตรฐานในการใช้เงินภาษีประชาชนให้คุ้มค่ามากที่สุด นอกจากขอให้ สตง.ไปดูการจัดซื้อจัดจ้างและความคุ้มค่าของการใช้งานแล้ว ลองไปตรวจสอบดูว่าในช่วงที่ใช้เรือเหาะแล้วมีปัญหานั้น ยังอยู่ในช่วงการรับประกันของบริษัทตัวแทนผู้นำเข้าหรือไม่ เหตุใดจึงไม่ส่งซ่อมกับบริษัทผู้นำเข้าแต่กลับไปตั้งงบเบิกค่าซ่อมบำรุง หลังหมดรับประกันสินค้าแล้วหรือไม่ เพราะเมื่อสินค้าอยู่ในช่วงเวลารับประกันของผู้ขายย่อมต้องซ่อมบำรุงตามสัญญา ส่วนจีที 200 เพื่อประหยัดงบประมาณ รัฐบาลควรส่งตัวเลขที่ใช้ซื้อให้ประเทศอังกฤษ อย่างน้อยจะได้เงินส่วนหนึ่งกลับมาเป็นเงินคงคลังของประเทศ

บี้สอบเข้ม รมต.เอี่ยวโครงการฉาว

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติจัดอันดับร่วงไปอยู่ที่ 101 จาก 176 ประเทศว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นในยุคที่ คสช.และรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับการปราบโกง รัฐธรรมนูญยังได้ชื่อว่าฉบับปราบโกง หากเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง คงถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว แต่เมื่อเป็น สนช.ผู้มีอำนาจตั้งมากับมือจึงไร้การตรวจสอบ โครงการที่ต่างประเทศให้ความสำคัญติดตามความโปร่งใสในโครงการระดับนานาชาติ เช่น โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจีน โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และยังมีโครงการภายในประเทศที่การตรวจสอบเงียบหาย เช่น โครงการขุดลอกคูคลองของ อผศ. นอกจากนี้ การปลดระวางเรือเหาะ ที่ใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่างบประมาณ โครงการจีที 200 ลวงโลกที่ยังหาคนผิดไม่ได้ ล่าสุดคือการอนุมัติให้กลุ่มทุนเช่าป่าชุมชนทำโรงงาน ที่ป่าชุมชนห้วยเม็ก อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ผู้รับผิดชอบโครงการเหล่านี้เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี จึงควรจะพิสูจน์ตรวจสอบอย่างจริงจังเพื่อความโปร่งใสตามนโยบายรัฐบาล

พท.ซัด รบ.แห่งชาติปูทางสืบอำนาจ

อีกเรื่อง นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวและเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ว่าการจุดกระแสนี้ขึ้นมาน่าจะหวังผลทางการเมือง ทั้งที่ผู้เสนอครั้งแรกอาจมีเจตนาดี แต่มีความพยายามประคองเลี้ยงกระแสนี้ให้คงอยู่ เพื่อเป็นการโยนหินถามทางประเมินสถานการณ์ และเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางเลือกหรือช่องทางที่กลุ่มผู้ถืออำนาจรัฐปัจจุบัน พยายามหาแนวทางสืบทอดอำนาจ และกลับเข้าสู่อำนาจต่อเนื่องโดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง รวมถึงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ตั้งเงื่อนไขว่าถ้าทุกอย่างลงตัว การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ในปี 61 นั้นเป็นเงื่อนไขเดิมที่เข็นออกมาต่อรองกับประชาชนตลอดเวลา ทั้งที่หากความปรองดองไม่เกิด รัฐบาลและ คสช.ต้องมีส่วนในการรับผิดชอบหลัก

วัดใจใช้งบช่วยเกษตรกรหรือซื้ออาวุธ

นายอนุสรณ์กล่าวด้วยว่า ขอให้รัฐบาลเข้าไปดูแลเกษตรกรที่ประสบปัญหาน้ำท่วม นาข้าวและพื้นที่ทางการเกษตรเสียหายนับล้านไร่ โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมหนักสุดในหลายจังหวัดของภาคอีสานนอกเหนือจากการลงพื้นที่ในช่วงแรก รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาพิเศษใดๆในการดูแลเกษตรกร การชดเชยความเสียหายดำเนินการไปถึงขั้นไหน และจะมีมาตรการฟื้นฟูพิเศษออกมาเพิ่มหรือไม่ ปีนี้ชาวนาคงต้องซื้อข้าวกิน เพราะนาข้าวที่เสียหาย ปลูกใหม่ไม่ทัน และไม่มีเงินลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ปัจจัยการผลิต ทั้งนี้งบประมาณปี 61 วงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ที่หั่นงบกลาง งบกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อไปโปะกระทรวงกลาโหม 222 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.7 ของงบประมาณทั้งหมด เพิ่มจากปีก่อน 8,893 ล้านบาท จะเป็นการพิสูจน์ว่า ระหว่างการฟื้นฟูเยียวยาในวันที่พี่น้องประชาชน เกษตรกรประสบภัยพิบัติน้ำท่วม กับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนก่อนหลังอย่างไร ระหว่างประชาชนกับกองทัพอะไรมาก่อน

ชี้ ลต.ปลดล็อกขัดแย้งคืนโอกาส ปท.

ด้านนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว. ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เห็นฝ่ายผู้มีอำนาจระบุถ้ากฎหมายพร้อม มีความปรองดองทุกอย่างลงตัว การเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นในปี 61 นั้นผู้ให้สัญญามีหน้าที่ต้องรักษาคำสัญญา เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ ถ้าทำตามคำพูดความเชื่อมั่นเกิดจะเอื้อต่อการทำงานของรัฐบาล ขณะนี้ไม่มีใครรู้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่นักการเมืองและพรรคเพื่อไทยไม่ได้เดือดร้อนว่าจะเดินตามสัญญาหรือไม่ ส่วนใหญ่มีงานทำ การเลือกตั้งไม่ใช่การให้ โอกาสนักการเมือง แต่เป็นการให้โอกาสประชาชนที่มีสิทธิเลือกคนมาบริหารประเทศ ให้โอกาสเศรษฐกิจได้รับการแก้ไขเร็วขึ้น ที่สำคัญเมื่อประชาชนได้ออกเสียงแล้วความปรองดองจะเกิดเร็วขึ้น ล้วนเป็นผลดีต่อสังคมไทย การเลือกตั้งจึงปลดล็อกความขัดแย้ง ไม่ใช่เปิดประตูสู่ความวุ่นวาย อีกทั้งการร่างกฎหมายนำไปสู่การเลือกตั้งทำทันเวลาได้ จึงไม่ควรเป็นเงื่อนไขทำให้การเลือกตั้งล่าช้าออกไป ดูผลโพลประชาชนอยากเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี 61 จะมีผลดีตามมา หวังว่าผู้เกี่ยวข้องจะเห็นและได้ยินเสียงเหล่านั้น

ทวงสิทธิพรรคอันดับหนึ่งตั้งรัฐบาล

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวคิดรัฐบาลแห่งชาติว่า แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยากหรือแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะเราอยู่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ถ้ามีรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมาแปลว่าเกือบทุกพรรคมาร่วมกันเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้านแทบไม่มีหรือไม่มีเลย การตรวจสอบในรัฐสภาจะไม่สามารถทำได้ แล้วนักการเมืองจะมองหน้าประชาชนได้อย่างไร ทางที่ดีวันนี้ทุกพรรคการเมืองควรเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ก็ตาม แล้วให้ประชาชนตัดสินใจ ใครได้เสียงมากสุดเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล เพื่อยังคงไว้ซึ่งการถ่วงดุลในระบบรัฐสภา ไม่ให้เกิดเผด็จการรัฐสภาเหมือนที่กล่าวอ้างกันก่อนหน้านี้ ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ถ้าคิดว่าวันข้างหน้าจะมาเป็นนายกฯอีกก็ประกาศตัวลงเลือกตั้งให้ประชาชนเลือกไปเลย จะสง่างามกว่าเป็นนายกฯคนนอก ถ้าทุกคนจริงใจกันขับเคลื่อนประเทศ เชื่อว่าเราจะก้าวข้ามความขัดแย้งที่ผ่านมาได้

“อ๋อย” เชื่อเลือกตั้งถูกเลื่อนอีกนาน

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ระบุว่าเมื่อกระบวนการกฎหมายพร้อม ทุกฝ่ายปรองดอง ปีหน้าจะมีการเลือกตั้งว่า ฟังแล้วทำให้คาดว่าการเลือกตั้งคงถูกเลื่อนออกไปอีก เพราะนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่เป็นผู้ร่างกฎหมายพูดเองว่า การเขียนกฎหมายลูกมีความยากลำบาก การตั้งเงื่อนไขเช่นนี้ ยิ่งทำให้ฝ่ายกฎหมายใช้เวลาร่างนานขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มเงื่อนไขใหม่ขึ้นมา คือให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือปรองดองเกิดแล้วจะมีการเลือกตั้ง ถ้าพูดอย่างนี้อาจจะไม่มีการเลือกตั้งไปอีกนาน เพราะที่ผ่านมารัฐบาลและคสช.ไม่ได้ทำอะไรให้เกิดความปรองดองขึ้น และยังสะสมความขัดแย้งมากมาย มีการเลือกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ถ้าตั้งเงื่อนไขปรองดองก่อนแล้วจะมีการเลือกตั้งก็คล้ายกับว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง คงเลื่อนไปเรื่อยๆ ที่วิจารณ์เช่นนี้ไม่ได้เป็นห่วงเรื่องการเลือกตั้ง แต่ห่วง 2 อย่างคือ การไม่กำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน จะทำให้นักลงทุนทั้งหลายไม่กล้าลงทุน และการตั้งเงื่อนไขแบบนี้ทำให้ไม่เกิดความปรองดอง เพราะผู้ที่ไม่อยากให้มีการเลือกตั้งเร็วๆ จะไม่พยายามสร้างความปรองดอง หรือสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งให้มากขึ้น

สอนเชิง รบ.กระตุกเชื่อมั่นนักลงทุน

เมื่อถามว่า คดีสลายการชุมนุมที่ต่างฝ่ายมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจะกลายเป็นอีกเงื่อนไขของความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นหรือไม่ นายจาตุรนต์ ตอบว่ากรณีความขัดแย้งก่อนรัฐประหาร สิ่งที่ตามมาคือเกิดการจัดการในกรณีเหล่านี้ที่แตกต่างกันอย่างมาก ทำให้มีผู้ที่ถูกลงโทษอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่มีบางฝ่ายอยู่ในสภาพที่คนมองว่าทำอะไรก็ไม่ผิดกฎหมาย สภาพอย่างนี้ทำให้คนไม่เชื่อมั่นในระบบยุติธรรม เป็นเงื่อนไขสำคัญของความขัดแย้ง และเป็นอุปสรรคปรองดอง ยิ่งถ้าเอาเรื่องปรองดองมาเป็นเงื่อนไขที่จะให้มีการเลือกตั้ง มันจะไม่เกิดอะไรสักอย่าง ทั้งการปรองดองและการเลือกตั้ง ดังนั้นสิ่งที่สำคัญเวลานี้คือทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นว่าประเทศจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เขาจะได้มาลงทุนมากขึ้น เศรษฐกิจจะได้ดีขึ้น และควรให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันเพื่อความปรองดอง เมื่อถามอีกว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตถ้าการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปจากโรดแม็ป นายจาตุรนต์ตอบว่า ความพยายามให้การเลือกตั้งยืดออกไปให้นานที่สุดเป็นความมุ่งหมายตั้งแต่ต้น เพียงแต่เมื่อไปตอบคำถามประเทศต่างๆ แต่ละครั้งมักจะถูกบีบให้ไม่สามารถยืดออกไปเรื่อยๆ ได้แต่ดูเหมือนจุดมุ่งหมายนี้ยังดำรงอยู่ ดังนั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเศรษฐกิจ และความเดือดร้อนประชาชน

จี้ “มีชัย ”แจงปมสงสัยถ้อยคำ รธน.

นายคณิน บุญสุวรรณ ทีมงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยและอดีต ส.ส.ร. กล่าวว่า กรณีที่ กกต.จะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความคำว่าการเลือกตั้งแล้วเสร็จนั้น ไม่เห็นด้วยเพราะ 1.คำว่าแล้วเสร็จไม่ใช่ปัญหาทางกฎหมาย แต่เป็นปัญหาทางภาษา 2.ศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน ถือว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ การตัดสินไม่มีทางจะยุติปัญหานี้ได้ 3.การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยล่วงหน้าเท่ากับยอมให้ศาลรัฐธรรมนูญเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ในเรื่องเดียวกัน ทั้งที่ยังไม่ได้ใช้บังคับเลย ขอเรียกร้องให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ออกมาให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ เชื่อว่าจะทำให้ปัญหานี้จะเป็นที่ยุติอย่างแน่นอน เพราะทุกฝ่ายเชื่อถือและยอมรับ

“องอาจ” โลกสวยปรองดองยังมีหวัง

ขณะที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ระบุว่า หากทุกอย่างพร้อม การเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2561 ว่านับเป็นเรื่องที่ดี ที่มีความชัดเจนจากนายกฯออกมาอีกระดับหนึ่ง แม้จะมีเงื่อนไขเรื่องความพร้อมของกฎหมายและเรื่องปรองดอง ส่วนเงื่อนไขเกี่ยวข้องกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ที่จะทำให้การเลือกตั้งเดินหน้าได้นั้น อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เรื่องการปรองดองเป็นประเด็นที่ได้รับการขานรับจากทุกส่วน แต่การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ทุกฝ่ายต้องเคารพในกระบวนการต่างๆของสังคมอย่างจริงจัง ปฏิบัติตามอย่างตรงไปตรงมา ถ้าทำได้บ้านเมืองน่าจะอยู่ได้บนพื้นฐานของการปรองดองอย่างแน่นอน

ไฟขัดแย้งไม่เกี่ยวไม่ยอมรับผล ลต.

นายองอาจกล่าวว่า ส่วนที่อดีต สปท.ท่านหนึ่ง บอกบ้านเมืองมีปัญหาเพราะบางฝ่ายไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ถ้ายอมรับผลการเลือกตั้งกลไกปรองดองจะเดินหน้าได้นั้น ที่ผ่านมาพรรคการเมืองต่างยอมรับผลการเลือกตั้ง ใครชนะเลือกตั้งได้เสียง ส.ส.ในสภามากกว่าก็ไปทำหน้าที่เป็นรัฐบาล ใครได้เสียง ส.ส.น้อยกว่าก็ไปเป็นฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาล สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองขึ้น เพราะเมื่อผู้มีอำนาจในรัฐบาลใช้อำนาจเกินขอบเขต ทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ฟังเสียงท้วงติงของฝ่ายค้าน และฝ่ายต่างๆในสังคม ถ้าไม่มีปัญหาดังกล่าว ความขัดแย้งจะไม่เกิด ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งแต่อย่างใด แต่เกิดขึ้นจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลทุจริตและใช้อำนาจโดยไม่ชอบมากกว่า

ชทพ.หวั่นพรรคปรับระบบไม่ทัน

ด้านนายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า แม้จะเห็นเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้ว แต่เมื่อยังไม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ พรรคก็ไม่สามารถทำอะไรล่วงหน้าได้ ภายหลัง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศใช้ยังเดินไม่ได้ ทุกอย่างต้องเดินตามประกาศของ กกต.ชุดใหม่ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะกำหนดรายละเอียดต่างๆตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด อาทิ รูปแบบใบสมัครสมาชิกพรรค ข้อบังคับพรรค รวมไปถึงอุดมการณ์ของพรรคต้องปรับให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ด้วย และพรรคจำเป็นต้องอาศัยการประชุมใหญ่กรรมการบริหารพรรค แต่วันนี้ยังทำไม่ได้ การหาสมาชิกพรรค หรือการทำสาขาพรรคยังทำไม่ได้เช่นกัน เมื่อกฎหมายพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้ พรรคการเมืองต้องประชุมได้โดยอัตโนมัติ เพราะถือเป็นสภาพบังคับที่ต้องเปิดโอกาสให้พรรคทำกิจกรรม เนื่องจากตามบทเฉพาะกาลของกฎหมายพรรคการเมืองมีข้อกำหนดให้พรรคการเมืองต้องปรับปรุงระบบภายในของแต่ละพรรคว่า ต้องทำอะไรบ้าง และต้องทำภายในกี่วันด้วย หากไม่ปลดล็อกให้พรรค จะทำไม่ทันและสุ่มเสี่ยงต่อการดำรงอยู่

สนช.ไม่มีสัญญาณคว่ำ ก.ม.ลูก

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวถึงกรณีเสียงวิจารณ์ว่า สนช.จะเป็นตัวแปรคว่ำกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อยื้อวันเลือกตั้งออกไปว่า สมมติมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแก้ไขได้ด้วยแนว ทางตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ รวมถึงชั้นการพิจารณาในที่ประชุม สนช. ตอนนี้จะมีกฎหมายลูกเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับสุดท้าย คือร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยที่มา ส.ว.และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. สนช.ไม่รู้ว่าหน้าตาจะออกมาแบบไหน กรธ.ยังไม่ส่งมา แต่ไม่ว่าจะเห็นต่างในรายละเอียดอย่างไร หลักคือกฎหมายลูกจะขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้ ตอนนี้ยังไม่เห็นร่างจาก กรธ. ยังตอบไม่ได้ว่าจะมีประเด็นขัดแย้งอะไรไหม พูดไปก่อนไม่ได้ แต่ว่าหลักๆจะแก้ไขอย่างไงก็ขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่จะบอกว่าไม่มีข้อถกเถียงระหว่าง สนช.กับ กรธ. ราบเรียบไปเลยคงไม่ใช่ กรธ.เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ โดยพื้นฐานจะเขียนกฎหมายลูกแบบที่ขัดรัฐธรรมนูญส่งมาแทบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว นักการเมืองที่มาวิจารณ์ว่าเราจะคว่ำจะยื้อ คงกังวลใจในทำนองว่าตัวรัฐธรรมนูญมีปัญหา ทำให้ สนช.กับ กรธ. อาจตกลงกันไม่ได้ แต่เรื่องนี้คงตัดสินได้ด้วยรัฐธรรมนูญมาชี้ขาด ขออย่ากังวล “ไม่น่ามีอะไร แค่มาตีปลาหน้าไซเขากลัวว่าจะล้มการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายยืนยันว่าไม่มีใครคิดคว่ำกฎหมายลูก อะไรทั้งนั้น ณ วันนี้ สนช. ยังยืนยันทำตามโรดแม็ปแบบที่นายกฯพูดไว้ รวมถึงยังไม่มีข่าวหรือสัญญาณใดๆจากใครให้มาล้ม” นพ.เจตน์กล่าว

กรธ.แย้มไม่เซ็ตซีโร่ศาล รธน.

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการทำงานของ กรธ.ว่า ขณะนี้ กรธ.ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วในเบื้องต้น โดยอยู่ในระหว่างให้ กรธ.แต่ละคนกลับไปตรวจทานอีกครั้งว่ามีสิ่งใดต้องปรับแก้หรือเพิ่มเติมอีกหรือไม่ โดยเฉพาะวิธีการพิจารณาและขอบเขตของศาล เบื้องต้น กรธ.กำหนดให้ตุลาการศาล รัฐธรรมนูญมี 9 คน วาระดำรงตำแหน่ง 7 ปี ส่วนเรื่องคุณสมบัติของตุลาการนั้น เราจะไม่ไปเซ็ตซีโร่เขา แต่จะให้คุณสมบัติเป็นไปตามรัฐธรรมนูญใหม่ หากใครครบก็อยู่ต่อหากใครขาดต้องพ้นจากแหน่ง ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของ กรธ.ตั้งแต่ต้น ที่ต้องการให้คุณสมบัติของทุกองค์กรอิสระสูงขึ้นและครบถ้วน เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ที่สำคัญต้องทำให้เกิดการยอมรับ ส่วนสุดท้ายเมื่อส่งร่างกฎหมายนี้ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาแล้วเขาจะปรับแก้ไขหรือไม่อย่างไรเป็นอำนาจของเขา

ป.ป.ช.รอดอ้างอัพเกรดทำงานเชิงรุก

นายอมรกล่าวอีกว่า ในสัปดาห์นี้ กรธ.จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) กรธ.ได้ตั้งที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้เข้ามาช่วยร่างกฎหมาย เพื่อให้เกิดความครอบคลุม และให้มีข้อมูลมากขึ้น น่าจะทำให้ กรธ.เกิดการจุดประกายความคิด ส่วนแนวโน้มการดำรงตำแหน่งของกรรมการ ป.ป.ช.คาดว่าน่าจะไม่เซ็ตซีโร่เช่นเดียวกันและจะให้คุณสมบัติเป็นไปตามรัฐธรรมนูญใหม่เช่นเดียวกับองค์กรอิสระอื่นๆที่เราส่งร่างกฎหมายให้ สนช.ไปแล้ว เบื้องต้นหลักการทำงานของ ป.ป.ช.จะต้องเน้นการทำงานเชิงรุกให้มากขึ้น อาจจะไม่ต้องรอคนมาร้องหากมีข้อมูลว่าเกิดการทุจริต และจะเน้นที่คดีใหญ่ๆและสำคัญ ส่วนคดีเล็กๆน้อยๆอาจจะให้หน่วยงานต้นสังกัดนั้นๆจัดการกันเอง โดยมีขั้นตอนและวิธีการกำหนดเอาไว้ให้ ส่วนร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งอีก 2 ฉบับ คือร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และร่างกฎหมายลูกว่าด้วย การได้มาซึ่ง ส.ว.ยังอยู่ในชั้นของอนุกรรมการ อาจจะนำเข้าที่ประชุม กรธ.ได้ในเดือนหน้า

ชาวบ้านตั้งตารอกำหนดวันเลือกตั้ง

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล เผยผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ทิศทางการเมืองไทยในสายตาประชาชน” สำรวจเมื่อวันที่ 12-16 ก.ย. 1,109 คน พบว่าเรื่องราวการเมืองไทยไม่ว่าการออกกฎหมายลูก การกำหนดวันเลือกตั้ง และการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ส่วนใหญ่ร้อยละ 74.57 เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมีผลต่ออนาคตของบ้านเมือง ควรพิจารณาให้รอบคอบ ร้อยละ 65.01 อยากเห็นบ้านเมืองพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นทุกด้าน ร้อยละ 60.50 อยากให้มีการเลือกตั้งประเทศเป็นประชาธิปไตย โดยร้อยละ 81.88 สนใจการกำหนดวันเลือกตั้ง ร้อยละ 68.35 การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และร้อยละ 55.73 การออกกฎหมายลูก ทั้งนี้ ร้อยละ 47.88 เห็นว่าบ้านเมืองไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าใครจะเข้ามาก็เหมือนเดิม ยังไม่มีการเลือกตั้ง ยังมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 31.92 จะดีขึ้น เพราะมีการทำงานเป็นระบบ วางแผนระยะยาว ดำเนินงานตามโรดแม็ป กำลังจะมีการเลือกตั้ง ร้อยละ 20.20 แย่ลง เพราะความขัดแย้งฝังรากลึก เป็นเรื่องของอำนาจผลประโยชน์ ยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้

ลุ้นอยากกาบัตรแล้วช่วง ก.ย. ปี61

ขณะที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจเรื่อง “ความอยากเลือกตั้งของประชาชน” สำรวจความ เห็นประชาชน 1,480 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 5-16 ก.ย. พบว่าเวลาที่เหมาะสมในการเลือกตั้ง ร้อยละ 55.1 ต้องการเลือกตั้งแล้วโดยไม่เกินเดือน ก.ย.61 ร้อยละ 44.9 อยากให้เลือกตั้งหลังเดือน ก.ย.61 ส่วนถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ประชาชนตั้งใจ จะเลือก ร้อยละ 32.6 คือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 27.8 พรรคอื่นๆ เช่น พรรคการเมืองเกิดใหม่ พรรคขนาดกลาง พรรคขนาดเล็ก เป็นต้น ร้อยละ 19.1 พรรคเพื่อไทย และร้อยละ 20.5 ระบุไม่เลือก พรรคการเมืองใดเลยและยังไม่ตัดสินใจ

“บิ๊กตู่” ยก ครม.สัญจรอยุธยา

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เตรียมนำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ภาคกลาง ติดตามความคืบหน้าโครงการตามนโยบายรัฐบาล และรับฟังเสียงจากประชาชน รวมทั้ง ประชุม ครม.นอกสถานที่ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยาในวันที่ 18-19 ก.ย. สำหรับการประชุม ครม. ครั้งนี้ ตั้งเป้าชูทิศทางการพัฒนาภาคกลางสู่มหานครที่ทันสมัย และเป็นฐานการเชื่อมโยงประเทศไทยสู่เส้นทางขนส่ง 2 ฝั่งทะเล รวมทั้งจะเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก บรรเทาความเสียหายและความเดือดร้อนจากน้ำท่วมน้ำแล้งให้แก่ประชาชน

ร้องดีเอสไอฟ้องก๊วนฟอกเงินกรุงไทย

วันเดียวกัน นายวีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่รัฐรายหนึ่งที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ พร้อมนำหลักฐานมามอบ แสดงให้เห็นว่าในคดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทยนั้น เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ มีการเลือกปฏิบัติ โดยไม่ลงโทษหรือสั่งฟ้องผู้ที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายหรือสนับสนุนการฟอกเงินบางคน สำหรับในคดีในส่วนของนายพานทองแท้ ชินวัตร แน่นอนทางดีเอสไอต้องทำไปตามหน้าที่ แต่มีบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง อยากให้ดีเอสไอดำเนินการ ด้วย ดังนั้น ในวันที่ 18 ก.ย. จะไปยื่นหนังสือกับดีเอสไอให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องและเข้าข่ายรายอื่นทุกคนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ และจะติดตามการดำเนินการของดีเอสไอในคดีนี้ต่อไป

“วีระ” เหน็บ “นายกฯตู่” ไม่ใช่พ่อ ปชช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย. นายวีระ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ตอบโต้กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ไม่พอใจสื่อมวลชนจี้ถามเรื่อง การออกกฎหมายใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจสองข้างทางรถไฟ โดยระบุว่า “คุณนายกฯครับ คุณจะบ้าอำนาจ สติแตกอะไรกันหนักกันหนา ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คือการเป็นผู้รับใช้ประชาชนคุณไม่ใช่พ่อของประชาชน ไม่ใช่พ่อของสื่อมวลชน อย่าบังอาจมา แสดงอำนาจบาตรใหญ่กับสื่อมวลชน หน้าที่สื่อมวลชนเขาก็ต้องการทราบรายละเอียดของข่าว เพื่อนำเสนอต่อสาธารณะ ประชาชนส่วนใหญ่เขาไม่ได้บังคับร้องขอให้คุณเข้ามาทำหน้าที่นายกฯ คุณทำการรัฐประหารยึดอำนาจไปจากประชาชน คุณต้องการเข้ามาทำหน้าที่นี้เอง ดังนั้น คุณต้องอดทนอดกลั้นทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ถ้าคุณไม่สามารถทำหน้าที่นี้ให้ดีได้ ก็ลาออกไปเถอะ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีใครเสียดายคุณหรอก เวลาที่ผ่านมากว่า 4 ปีประชาชนหมดหวังกับการปฏิรูปประเทศของคุณ การลาออกและรีบคืนอำนาจให้กับประชาชนนั่นแหละคือการคืนความสุขให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

“หมอเลี้ยบ” เล็งถก สปสช.ช่วยนักโทษ

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยภายหลังที่ได้รับการพักโทษว่า ตนมีแนวคิดที่จะเข้าหารือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ถึงแนวทางการเข้าไปพัฒนาและดูแลด้านสาธารณสุขสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำกว่า 300,000 คน พบว่า การรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างไม่เต็มที่และขาดความ ต่อเนื่อง เพราะมีข้อจำกัดเรื่องบุคลากร และผู้ต้องขังกว่า 300,000 คน เมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนจำ จะหลุดจากหลักประกันสังคมหรือไม่ งบประมาณกว่า 900 ล้านบาทอยู่ตรงไหน และยังเป็นห่วงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังที่ไม่ถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะประเด็นผ้าห่ม 3 ผืน เป็นผ้าห่มบางๆ เก็บไรฝุ่น ยิ่งถ้าส่งต่อ กันโดยไม่ได้ทำความสะอาดจะสกปรก ผืนที่ใช้หนุนนอนแทนหมอนไม่สามารถรองรับกระดูกต้นคอได้อย่างเหมาะสม หากใช้หนุนนอนระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อปัญหากระดูกต้นคอตามมา โดยเฉพาะผู้มีปัญหาเรื่องกระดูกอยู่แล้ว รวมถึงสภาพความแออัด บางช่วงมีผู้ต้องขังใหม่ หรือตอนฝนตกหนักน้ำจะท่วมเรือนนอนชั้น 1 ต้องย้ายผู้ต้องขังขึ้นไปรวมกันอยู่บริเวณชั้น 2 ตลอดจนอาหารการกินที่แม้จะได้รับการพัฒนาบ้างแล้ว แต่ส่วนตัวยังคิดว่าควรได้รับการปรับปรุง

เปรยเรือนจำแดนสนธยาไร้คนสนใจ

“สมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรี มีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยม เรือนจำ สภาพที่เห็นตอนเป็นรัฐมนตรีกับตอนเป็นนักโทษไม่เหมือนกัน เพราะตอนที่ผมอยู่ในนั้น เวลามีผู้ใหญ่ไปเยี่ยม สภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในชีวิตประจำวันจะไม่ถูกสะท้อนออกมาให้เห็น อาจเป็นสาเหตุที่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข จึงมองว่าเรือนจำเป็นแดนสนธยาที่ไม่มีใครสนใจ ทั้งที่งบประมาณของกรมราชทัณฑ์ที่ได้ปีหนึ่งๆ 8,000-9,000 ล้านบาท ถือว่าไม่น้อย ใครไม่มีโอกาสได้ไปอยู่ในนั้น คงไม่สนใจว่าคนกว่า 300,000 คน จะอยู่กันอย่างไร” นพ.สุรพงษ์กล่าว