วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เสียกรุง’60 ถ้าไม่ปรับ ระบบสุขภาพ-แนวคิด

เป็นที่ตื่นเต้นตระหนกกันไป ทั่ว..“องค์กรวิจัย” “สถาบันการศึกษา” เมื่อรัฐบาลเร่งรัด “ยุทธศาสตร์การพัฒนางานวิจัยของประเทศและการจัดการเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่”

ทั้งนี้ โดยที่แม้แต่ผู้นำสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง พูดในที่ประชุมเมื่อ 6 เดือนที่แล้วว่า...ในระยะเวลา 40-50 ปีที่ผ่านมา มีมหาวิทยาลัยน้อยมากที่ได้ตอบโจทย์ของประเทศ โดยเฉพาะการวิจัยการศึกษาเพื่อให้ทัดเทียมอารยประเทศได้แต่เพ่งเล็งถึงผลงานตีพิมพ์

“หมอดื้อ” หรือ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะนักวิจัยและหมอซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพและสาธารณสุข และเป็นรากสำคัญของประเทศ มองว่า เศรษฐกิจขับเคลื่อนไม่ได้ ถ้ารากเน่าสิ่งที่ต้องปรับอย่างเร่งด่วนในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ต้องคำนึง ประการแรก...จะวิจัยอะไร ทำไมต้องวิจัย ทำไป เพื่ออะไร ทำไปเพื่อใคร

ประการที่สอง...สถานการณ์ระบบสุขภาพขณะนี้ร่อแร่ ถ้าปรับไม่ได้ เสียกรุง และอาจต้องตระหนักว่าการวิจัยสัมผัสฟ้าลึกล้ำเท่าใด ต้องซับน้ำตาคนไทยให้ได้

สิ่งที่สามารถทำได้ตั้งแต่ขณะนี้คือการยอมรับในความล้มเหลวที่ผ่านมาและปรับกระบวนท่าดังต่อไปนี้...เรื่องที่หนึ่ง ลงมือทำทันทีเมื่อเห็นความเสียหายอยู่ตรงหน้า อาทิ ระบบสุขภาพล้มเหลวเพราะการป้องกันไม่ได้ผล การคัดกรองแม้รู้ว่าเริ่มเป็นโรคแต่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษา เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐเต็มไปด้วยคนป่วยหนัก เกินอัตราคนรักษา เกินเตียงที่จะรับได้ ไม่มีเครื่องมือเพียงพอ อีกทั้งงบไม่เป็นตามจริงความผิดปกติของระบบจัดการเกิดจากการที่มีมือที่สาม (third party) นอกเหนือจากคนรักษาและคนป่วยมาจัดการตั้งกฎเกณฑ์การวินิจฉัย การรักษา และไม่ยอมให้โรงพยาบาลรัฐเบิกค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปแล้วตามจริง

ลักษณะการตั้งกฎเกณฑ์ดังกล่าวพยายามเลียนแบบหรืออ้างว่าเป็นรูปแบบของปัญญาประดิษฐ์ หรือ artificial intelligence ชนิดหนึ่ง ที่มีการพยายามพัฒนาในอังกฤษและอเมริกาเพื่อช่วยหมอให้เป็นยอดมนุษย์แต่อยู่ในระยะตั้งไข่ (วารสาร New Scientist ก.ค.2017) ในประเทศไทยกลายเป็นเกิดความสูญเสียต่อชีวิตผู้ป่วย และปัญหาต่อเนื่องมากมาย แทนที่จะช่วยการรักษา...ประหยัดงบ

ปรากฏการณ์เสียชีวิตหัวใจวาย อัมพาตเป็น 100 รายตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ทั้งนี้ เนื่องจากเพียงแค่ขาดวิตามินบีหนึ่ง ทำไมโรคโบราณเช่นนี้กลับมาอีก สิ่งที่สามารถทำได้ทันทีโดยที่มีกฎหมายควบคุมรองรับอยู่แล้วคือการที่มีการใส่สารเคมีในอาหารพืชผักผลไม้เพื่อยืดอายุกันเสีย กันบูด การเหม็นหืนให้ดูสดใหม่ สารเคมีเหล่านี้มีผลต่อตับไตอยู่แล้ว และสามารถทำลายวิตามินบีหนึ่ง

ในประเทศไทยมีการศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหกจังหวัดและพบว่าปริมาณของสารเคมีมากกว่าที่มาตรฐานกำหนดมากมาย ไม่จำเป็นที่ต้องรอการวิจัยมากกว่านี้ รอให้คนตายมากกว่านี้ ถึงจะทำการเข้มงวดกวดขัน และควรต้องตระหนักถึงขนาดวิตามินบีหนึ่งที่ควรได้รับในคนไทยอาจมากกว่าที่สากลโลก ที่ไม่ได้ใช้สารเคมีรุนแรงเช่นนี้

อีกตัวอย่างได้แก่การที่มีสารสเตียรอยด์ใส่อย่างจงใจในสมุนไพร ยาพื้นบ้าน ยาลูกกลอน ยาชุด มีผู้ป่วยช็อกเสียชีวิตจากการใช้สเตียรอยด์ไปกดต่อมหมวกไต เมื่อเกิดความเครียดติดเชื้อแม้จะไม่รุนแรงก็เสียชีวิตได้หมด ที่ควรต้องทำทันทีอีกประการคือการกินดิบ...ประเทศเสียเงินเป็นหมื่นล้าน ตามรักษามะเร็งท่อน้ำดี การติดเชื้อพยาธิ แบคทีเรีย เสียชีวิตเป็นหมู่เหล่า จะทำการรณรงค์อย่างไร

แต่ที่ชัดเจนคือการติดป้ายโฆษณาออกสื่อไปควรได้ผล อย่างที่เห็นๆ กันมา 15 ปี ที่เห็นๆอีกเรื่องคือ การปล่อยให้มีการจำหน่ายเครื่องดื่ม ของหวานน้ำอัดลม ขนมที่มีปริมาณน้ำตาลสูง ทั้งๆเป็นที่ทราบกันมานานว่าก่อให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน และอวัยวะทุกส่วนแก่ชราเกินอายุ

เรื่องที่สอง...ตั้งคำถามกับมาตรฐานคำแนะนำจากต่างประเทศ ว่าลับลมคมใน ซ่อนเงื่อนผลประโยชน์หรือไม่ อาทิ เรื่องการใช้ยาลดไขมัน โดยการระบุว่าไขมันเลว LDL คือตัวร้ายที่ทำให้เส้นเลือดตัน และต้องกดระดับไขมันเลวให้ต่ำที่สุดถึงเกณฑ์ 50 ได้ยิ่งดี ทั้งนี้ จะเป็นไปได้ก็จำเป็นต้องใช้ยาสแตตินขนาดสูง แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องใช้ยาร่วม Ezetimibe ทั้งๆที่ยาตัวหลัง สำนักอาหารและยาของสหรัฐฯเคยประกาศจำกัดการใช้เนื่องจากมีหลักฐานว่าไม่สามารถป้องกันการตีบตัวของเส้นเลือดได้

แต่เมื่อทฤษฎีไขมันเลวออกมา กลับส่งเสริมให้มีการใช้ยาสองตัวคู่ และตั้งกฎเกณฑ์การใช้ยาโดยคำนวณความเสี่ยงของการเกิดโรคที่ 10 ปี...ทำให้คนอเมริกันเองเป็นสิบล้านคน ต้องใช้ยาทั้งๆที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่รุนแรง

เรื่องที่สาม...เป็นการทำงานวิจัยขั้นสูง ในการตอบโจทย์ที่อาจไม่สามารถเฉลยได้จากการสังเกตวิเคราะห์ตรงไปตรงมาอย่างเรื่องที่หนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น การศึกษารูปแบบภาวะสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ จากคนที่เริ่มมีอายุและมีการดำเนินโรคแบบช้าหรือเร็วรุนแรงโดยเครื่องมือที่มีอยู่ในประเทศไทยพรั่งพร้อมขณะนี้ ในการวัดปริมาตรของเนื้อสมองส่วนต่างๆ การทำงานของเส้นใยประสาท โครงสร้างของผนังหลอดเลือดในสมองร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อสมองส่วนต่างๆที่เริ่มแปรปรวนและมีการสะสมของสารพิษต่างๆ

และจากนั้นสามารถเทียบเคียงกับตัวแปรในเลือด ชนิดและจำพวกของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งบทบาทในลำไส้จะเป็นการสื่อสารสองทางระหว่างลำไส้กับสมอง ทั้งนี้ อาจกำหนดตั้งแต่ยีนของแต่ละคน และชนิดของอาหารที่มีผลในการคัดเลือกจุลินทรีย์ที่ดีหรือเลว ส่งผลให้เกิดสารพิษต่อเส้นเลือดและสมอง

การวิจัยอีกระดับสามารถทำได้ในสัตว์ทดลองเช่นหนู และปรับรหัสพันธุกรรมคล้ายมนุษย์และแปลงรหัสพันธุกรรมให้แสดงโรคอัลไซเมอร์ ทั้งเอมิลอยด์...เทา โปรตีน (triple transgenic mice) และสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นยา สมุนไพร อาหารว่ามีผลในการลด การสร้าง...การสะสมของสารพิษ รวมทั้งการกำจัดขยะ (autophagy–macro, micro, chaperone mediated)

ถึงตรงนี้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ย้ำว่า การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงยังอาจประยุกต์เข้ามาอธิบายกลไก การเกิดนิสัยซึ่งแก้ไม่ได้หรือกลายเป็นสันดานซึ่งอย่างน้อยมีขั้นตอนสามส่วน จากการเสาะแสวงหาพฤติกรรมที่ชอบ และเริ่มทำซ้ำๆจนเริ่มจารึกเป็นนิสัย หลังจากนั้นจะเป็นส่วนที่สามของการเกิดสันดานโดยมีการตรึงแบบแผนความประพฤติในสมองหลายส่วน...มีสารเคมี ตัวรับต่างๆกัน และอาจนำมาใช้ในเรื่องของการติดสุรา การทำร้าย ฆาตกรรมต่อเนื่อง

“การใช้เทคโนโลยีดังตัวอย่าง อาจนำมาประกบกับความพยายามล้างสมองละลายพฤติกรรมให้เป็นคนดี ซึ่งต้องใช้กลยุทธ์ทางการตลาดการจำแนกกลุ่มเศรษฐานะความเชื่อ ความต้องการในกลุ่มต่างๆที่มีความหลากหลาย ไม่ใช่ใช้การโฆษณาสื่ออย่างที่ผ่านมา และทำให้เสียงบประมาณไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้าน ในช่วงเวลา 15 ปี”

นอกจากนี้...การใช้สัตว์ทดลองยังมีประโยชน์ในด้านการทดสอบประสิทธิภาพของยาต้าน RNA ไวรัสครอบจักรวาล ซึ่งขณะนี้มีทั้งสารเปปไทด์ และยา จนกระทั่งสามารถใช้ในการช่วยชีวิตสัตว์ทดลองที่มีไวรัสพิษสุนัขบ้าในสมองได้แล้ว

ท้ายสุด “ความรู้”...ประโยชน์ที่ได้จากการกลั่นกรองจากการ “วิจัย”...สามารถนำสู่สังคมได้

“ประเทศมีองค์กรขนาดใหญ่ มีอาสาสมัครทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ทุกหมู่บ้าน เช่น กระทรวงมหาดไทย สภากาชาด เหล่านี้เป็นตัวอย่างเล็กๆในอีกหลายพันรายการที่ประเทศไทยสามารถทำได้ในกรอบของวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งต้องเกิดประโยชน์ให้กับระบบสุขภาพและสาธารณสุข และสามารถส่งตรงถึงประชาชนและคนป่วยได้” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา กล่าวทิ้งท้าย.