วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อวสานเรือเหาะมังกรฟ้า

เกิดเรื่องราวที่เข้าลักษณะ “คนละเรื่องเดียวกัน” ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ 2 เรื่องในวันเดียวกัน นั่นก็คือการลอบวางระเบิดข้างถนนในพื้นที่จังหวัดยะลา เป็นเหตุให้ทหารและตำรวจเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 26 คน และในวันเดียวกันมีรายงานข่าวกองทัพบกสั่งปลดระวางเรือเหาะที่ซื้อมาด้วยภาษีประชาชน 350 ล้านบาท เพื่อใช้ในชายแดนภาคใต้

กองทัพบกอาจจะไม่ได้ตั้งใจที่จะประกาศปลดระวางเรือเหาะอย่างเป็นทางการ แต่บังเอิญมีข่าวรั่วออกมาว่า ทบ.เตรียมประมูลขายรถลากเรือเหาะ สื่อจึงเรียนถาม ผบ.ทบ. ยอมรับว่าจะประมูลขายรถจริง เพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว เนื่องจากตัวเรือเหาะที่เป็นบอลลูนครบอายุการใช้งาน เหลือแต่กล้องตรวจการณ์ที่ใช้กับอากาศยานลำอื่นได้

กองทัพบกซื้อเรือเหาะเจ้าของฉายา “มังกรฟ้า” มาตั้งแต่ปี 2552 เพื่อตรวจสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ แต่แทบจะไม่ได้ใช้งานเพราะมีปัญหาการรั่วตั้งแต่แรก แถมยังต้องเติมก๊าซฮีเลียมราคาแพง ข่าวระบุว่ามีการใช้งานครั้งสุดท้ายเมื่อปลายปี 2555 ในระหว่างที่อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตรวจเยี่ยมภาคใต้

แม้จะมีการซ่อมใหญ่ถึง 50 ล้านบาท แต่ยังไม่ดีขึ้น จึงต้องจอดทิ้งไว้จนหมดอายุใช้งาน เป็นตัวอย่างหนึ่งของความล้มเหลวในการจัดซื้ออาวุธของกองทัพเพื่อใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากเกิดความไม่สงบรอบใหม่ ตั้งแต่ต้นปี 2547 เป็นต้นมา ซึ่งใช้งบมหาศาลและสังเวยแล้วกว่า 6,800 ชีวิต บรรดาอดีต ผบ.ทบ.ต่างไม่มีใครอยากพูดถึงเรือเหาะ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดจีที 200 เพื่อเตือนภัยเจ้าหน้าที่ แต่ใช้การไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนเรียกว่า “ไม้ล้างป่าช้า” ที่ตรวจถูกบ้างผิดบ้าง เชื่อถือไม่ได้ จนรัฐบาลอังกฤษลงโทษบริษัทผู้ผลิตและผู้ขาย แต่รัฐบาลไทยอ้างว่าเป็นความผิดของผู้ขาย ส่วนไทยเป็นผู้ซื้อไม่ผิด ไม่ต้องตรวจสอบใดๆ

ก่อนหน้านี้มีองค์กรอิสระบางองค์กรแสดงความกระตือรือร้นจะตรวจสอบกรณีไม้ล้างป่าช้า เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ แต่กลับเงียบหายไป แสดงถึงความแตกต่างของการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตรวจสอบต่างๆในช่วงของรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง และในช่วงรัฐบาลที่ไม่เลือกตั้งมีเสียงวิจารณ์ว่าบางองค์กรทำหน้าที่ “ฟอกขาว” ให้การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ

สังคมไทยเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก ยึดหลักธรรมาภิบาล หลักนิติธรรม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความคุ้มค่า แต่เรื่องราวดีๆแบบนี้เกิดขึ้นได้ยากในสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย สังคมที่ยึดระบบอุปถัมภ์ เลือกปฏิบัติ และรังเกียจการตรวจสอบ.