วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อวย ‘บิ๊กตู่’-ตามรอย ‘ป๋า’ ได้

‘ปู่พิชัย’แนะลดโทน พท.บี้สอบเรือเหาะ แจงย้อนศรทัพบก

“อภิสิทธิ์” ร่วมทำบุญเบิร์ธเดย์ 92 ปี “ปู่พิชัย”ลั่นตั้งรัฐบาลแห่งชาติไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องลดขัดแย้งก่อน เตือนทั่วโลกจับตาไม่มีเลือกตั้งเชื่อมั่นหดหาย “ปู่พิชัย” ย้ำหวังดีไม่น้อยใจข้อเสนอถูกเมิน ยังเชื่อ “บิ๊กตู่” เดินตามรอย “ป๋าเปรม” ได้ “เสรี” ห่วงภาพซูเอี๋ยปลุกเผด็จการรัฐสภา แค่ยอมรับกฎกติกาปรองดองเกิดแน่ “เอกชัย” ติงไม่มีทางทำให้สงบราบคาบก่อนเลือกตั้งได้ “เรืองไกร” ไล่บี้ สตง.สอบเรือเหี่ยว “เงินแผ่นดินตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้” “เอม-อิ๊ง” พาหลานพบ “ทักษิณ” ส่งสัญญาณอยู่ลอนดอน

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ออกมาตั้งเงื่อนไขว่าถ้าทุกอย่างลงตัว ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือมีความปรองดอง การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ในปี 2561 ท่ามกลางกระแสข่าวและเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาตินั้น

“มาร์ค” ร่วมทำบุญ 92 ปี “ปู่พิชัย”

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ก.ย. ที่วัดโพธิ์แมนคุณาราม กทม. นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมครอบครัว อาทิ นายพิจิตต รัตตกุล บุตรชาย และอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทำบุญเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 92 ปี โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ที่เคยเป็น ส.ก.สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ช่วงนายพิชัยเป็นหัวหน้าพรรคมาร่วมทำบุญด้วย นายอภิสิทธิ์กล่าวอวยพรว่า “ขอให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ผมขอมอบกระเช้าต้นไม้มงคลให้” ขณะที่นายพิชัยกล่าวสัพยอกว่า “เปลี่ยนเป็นเงินได้ไหม” นายอภิสิทธิ์จึงตอบว่า “ถ้าผมมีก็จะให้ครับ” เรียกเสียงหัวเราะกับผู้ที่มาร่วมทำบุญ ก่อนจะสอบถามอายุของกันและกัน โดยนายพิชัยกล่าวว่า ปีนี้ 92 ปีแล้ว ส่วนนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ปีนี้ครบ 53 ปี จากนั้นทั้งคู่ได้รำลึกถึงความหลังครั้งที่เคยเดินหาเสียงร่วมกัน เคยมาช่วยท่านหาเสียงในพื้นที่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว

เมิน รบ.แห่งชาติมุ่งลดขัดแย้ง

ต่อมานายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่า มาร่วมอวยพรวันเกิดนายพิชัย เพราะมีความรู้สึกผูกพันกันมานานตั้งแต่เข้ามาเป็นอาสาสมัครของพรรคเมื่อ 34 ปีก่อน ส่วนข้อเสนอแนะเรื่องการตั้งรัฐบาลแห่งชาติของนายพิชัยยังไม่ได้คุยกัน แต่ความเป็นไปได้ที่จะตั้งรัฐบาลแห่งชาติในอนาคต ขณะนี้คนพูดเยอะแล้ว ความเห็นมีหลากหลาย แต่สิ่งที่ควรทำคือเอาความกังวลหรือความห่วงใยกรณีความขัดแย้งมาเป็นตัวตั้งมากกว่า ว่าจะมีทางออกอย่างไรในอนาคต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็พูดในรายการเมื่อคืนวันที่ 15 ก.ย. ว่า ถ้ากฎหมายเรียบร้อยก็เดินไปตามโรดแม็ป เราก็ควรทำให้สถานการณ์เดินไปตามนี้ ส่วนความกังวลที่สะท้อนโดยผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ต้องเอามาคิดว่าจะมีวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะประชาชนเป็นห่วงว่าถ้ามีความขัดแย้งไม่จบไม่สิ้น จะมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจก็ไม่ดีขึ้น บ้านเมืองก็เดินยาก

ย้อนโรดแม็ปผู้นำกำหนดเอง

เมื่อถามว่า รัฐบาลแห่งชาติยังไกลเกินไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า การจะมีรัฐบาลแห่งชาติได้ มันต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่าย ไม่อย่างนั้นก็ไม่เป็นรัฐบาลแห่งชาติ วันนี้มีหลายฝ่ายที่แสดงความไม่เห็นด้วย แสดงว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่แทนที่เราจะยึดติดว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และยังมีสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ คือ ความขัดแย้งจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจ และความยากจน ควรต้องมาช่วยกันคิดแบบนี้มากกว่า เพราะเราไม่สามารถเลี่ยงการจัดเลือกตั้งไปได้ หากไม่มีการเลือกตั้งจะเกิดความขัดแย้งในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก จึงควรคิดว่าทำอย่างไรที่การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย จะทำให้ได้รัฐบาลที่ซื่อสัตย์ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจประเทศได้ เชื่อว่าถ้าไม่มีอะไรขัดข้องต้องมีการเลือกตั้งอยู่แล้ว และจะเกิดความเชื่อมั่นเดินหน้าไปได้ เพราะปฏิทินโรดแม็ปทุกอย่าง พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนกำหนดเอง และเป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับตา ถ้าเราเปลี่ยนแปลงไปเปลี่ยนแปลงมา ความน่าเชื่อถือจะไม่เกิด

“ปู่พิชัย” ไม่น้อยใจข้อเสนอถูกเมิน

นายพิชัย รัตตกุล กล่าวถึงเสียงท้วงติงข้อเสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า ไม่น้อยใจ เพราะทุกฝ่ายต่างหวังดีกับประเทศทั้งนั้น แนวทางการสร้างความปรองดองไม่ได้มีหนทางเดียว สิ่งที่ตนเสนอเป็นเพียงข้อเสนอหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้นได้ แต่คิดว่ามีความนิ่มนวลและเป็นไปได้ ถ้าทำได้ถือเป็นเรื่องดี อยากเห็นความสงบเรียบร้อยในชาติเหมือนทุกคน ในความเป็นจริงรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ส.ว. 250 คน ร่วมเลือกนายกฯได้ เรื่องนี้ชัดเจนว่า นายกฯจะมาจากพลเรือนหรือทหารก็ได้ ปัญหาสำคัญคือ ไม่มีทางที่ ส.ส.จะรวมตัวกันได้ถึง 250 คน เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ถูกกัน แต่ก็ไม่เสมอไปที่นายกฯจะเป็นทหาร ขึ้นอยู่กับรัฐสภาว่าจะเลือกใครในอนาคต

“บิ๊กตู่” เดินตามรอย “ป๋าเปรม” ได้

เมื่อถามว่า “ป๋าเปรมโมเดล” น่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้หรือไม่ นายพิชัยตอบว่า กำลังคิดถึงเรื่องนี้ เพราะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ไม่ได้เป็น ส.ส.แต่สามารถรวบรวมพรรคการเมืองเข้ามาร่วมเป็นรัฐบาลได้ สมัยนั้นตนทำงานได้สบายใจ ส่วนตัวคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นอย่าง พล.อ.เปรมได้ แต่ต้องลดโทนลง เพิ่มความนิ่มนวลขึ้น 20-30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. จะแยกตัวไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ นายพิชัยตอบว่า ตนเกิดจากพรรคประชาธิปัตย์ ขณะเดียวกัน นายสุเทพก็เป็นเพื่อนที่ตกทุกข์ได้ยากกันมาในอดีต ตนลืมไม่ได้ แต่ไม่เคยคุยเรื่องการเมืองกับนายสุเทพมานานแล้ว ส่วนความกังวลว่าจะแย่งฐานเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่สามารถตอบได้ เพราะรักนายสุเทพเสมอ แต่ถ้าวันนี้มีการเลือกตั้งก็ยังเลือกพรรคประชาธิปัตย์เช่นเดิม

“เสรี” หวั่นซูเอี๋ยปลุกเผด็จการสภา

นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า หากรัฐบาลแห่งชาติเกิดขึ้นจริง เผด็จการรัฐสภาเกิดขึ้นแน่ เพราะมันเบ็ดเสร็จ ไม่มีฝ่ายค้านถ่วงดุลตรวจสอบ ประชาชนจะไม่ยอมรับ สุดท้ายความแตกแยกจะเกิดขึ้นอีกรอบ เพราะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ส่วนที่นายกฯระบุว่าหากทุกอย่างพร้อม การเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2561 นั้น ดูเนื้อหากถือว่ามีความชัดเจนจากคำพูดนายกฯแล้ว คือถ้าทุกอย่างลงตัว เช่น กฎหมาย คดีความ การแก้ไขปัญหาปรองดอง ด้วยการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ การเลือกตั้งก็เป็นไปตามโรดแม็ปเดิมที่กำหนดไว้

ยอมรับผลเลือกตั้งปรองดองเกิด

นายเสรีกล่าวว่า คิดว่าการสร้างความปรองดองต้องแก้ทั้งความขัดแย้งเก่าเดิมๆ และในอนาคต บังคับใช้กฎหมายไม่ปล่อยปละละเลย ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ประชาชนไม่แตกแยก มีความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ส่วนจะเป็นไปได้หรือไม่ก็ต้องตั้งเป้าไว้ก่อน ถ้าไม่ตั้งเป้าก็ถูกครหาว่าหวังยื้ออำนาจออกไปอีก ปัจจัยคือบ้านเมืองสงบไหม การเมืองสร้างความแตกแยกให้คนในชาติอีกหรือไม่ การปฏิรูปประเทศได้ขับเคลื่อนไปข้างหน้ามีประสิทธิภาพแค่ไหน ยุทธศาสตร์ชาติ การวางรากฐาน เหล่านี้เป็นเงื่อนไขว่าการปรองดองจะลุล่วงหรือไม่ ไม่ต้องถึงขั้นให้นักการเมืองออกมาสัญญาว่าจะไม่ทะเลาะกัน หรือไม่ปลุกม็อบหลังเลือกตั้งหรอก มันเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียม แค่ไม่ทุจริตเลือกตั้ง ยอมรับผลการเลือกตั้ง กลไกปรองดองก็เดินหน้าได้

“เอกชัย” ติงผู้นำอ้างความสงบ

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่าถ้ากระบวนการกฎหมายพร้อม ทุกฝ่ายปรองดอง การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ในปีหน้านั้น อยากถามสังคมไทยกลับไปเหมือนกันว่าตั้งแต่ปี 2475 บ้านเมืองสงบไหม ความไม่สงบไม่ค่อยว่างเท่าไหร่ ดังนั้นมาถึงจุดนี้ต้องแก้ปัญหา อย่าทิ้งปัญหาไว้แล้วไม่แก้ ทำให้เลยเถิดมาถึงวันนี้ เพียงแต่เราต้องยอมรับความขัดแย้งนั้นแล้วแก้ด้วยกระบวนการทางการเมือง แก้ด้วยระบบรัฐสภา สุดท้ายการเลือกตั้งต้องมีถ้าเรายึดประชาธิปไตย จะบอกว่าจะไม่มีการเลือกตั้งถ้าบ้านเมืองยังไม่สงบ ทำได้ไหม สังคมนานาชาติรับได้ไหม ต้องคิดใคร่ครวญให้ดี ทุกอย่างมีได้มีเสีย แต่ต้องสร้างสมดุลให้ได้มากกว่าเสีย ส่วนความขัดแย้งคดีการสลายการ ชุมนุมนั้น เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ไม่สามารถนำไปสู่ความปรองดองได้ แต่เวลาทำเรื่องคดีในเรื่องปรองดอง เขาบอกว่าต้องใช้ยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านกับยุติธรรมสมานฉันท์ ไม่ได้บอกว่าเอากฎหมายอย่างเดียว ต้องดูเจตนารมณ์และจิตสำนึก

โพลเชื่อ รบ.แห่งชาติเกิดยาก

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยพรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ร่วมกับทหาร ตั้งรัฐบาลเพื่อสร้างความปรองดอง พบว่าร้อยละ 71.05 เห็นว่าหากทำได้จริงอาจทำให้บ้านเมืองสงบ ร้อยละ 68.95 ระบุว่าเป็นไปได้ยาก เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่พรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย จะร่วมกับทหารจัดตั้งรัฐบาล ร้อยละ 48.42 ไม่น่าจะเป็นไปได้ รองลงมาร้อยละ 33.16 ไม่แน่ใจ ร้อยละ 18.42 เห็นว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะเป็นทางออกที่ดี เมื่อถามว่ารัฐบาลควรทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความปรองดอง ร้อยละ 82.89 เห็นว่าควรรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายและนำไปปรับใช้ในการทำงาน ร้อยละ 77.37 บังคับใช้กฎหมายอย่างโปร่งใสยุติธรรม ร้อยละ 74.47 แก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นเป็นรูปธรรม ร้อยละ 69.47 รณรงค์กระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสามัคคี ร้อยละ 56.32 ทำตามโรดแม็ปจัดการเลือกตั้ง

“พิชัย” ดักคอหวังสลายนิยม พท.

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มองได้ว่าปัจจัยที่ยังไม่ออกมากำหนดช่วงเวลาเลือกตั้งให้ชัด เพราะฝ่ายผู้มีอำนาจยังเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยยังได้รับความนิยมอยู่ ตราบใดที่เศรษฐกิจไม่ดีก็ยังเลือกพรรคเพื่อไทย เพราะคิดว่าฝากความหวังได้ และเศรษฐกิจขณะนี้โตแบบกระจุกตัว ประชาชนยังลำบากอยู่ การประวิงเวลาก็เพื่อให้ประชาชนรู้สึกเคยชินกับสภาวะการเมืองลักษณะที่เป็นอยู่นี้ ทั้งที่จะทำให้เกิดผลเสียมากกว่า และยิ่งกลายเป็นระเบิดเวลาในอนาคต ดังนั้น นักการเมืองต้องใช้ช่วงเวลานี้ปรับตัวสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนยอมรับ และเตรียมพร้อมทำงานรอจังหวะเวลาในการบริหารงาน หลังมีการเลือกตั้ง

“เต้น” ขอ อสส.ตอบมาให้ชัด

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า การยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดในวันที่ 18 ก.ย. เพื่อให้รื้อฟื้นคดีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. ปี 2553 ไม่ใช่ เรียกร้องให้สั่ง ป.ป.ช.ไต่สวน แต่ต้องการขอความเป็นธรรม เมื่ออัยการสูงสุดสั่งฟ้องจำเลยทั้ง 2 คนฐานฆ่าคนตายไว้แล้ว และคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ได้ยกฟ้อง แต่ให้เป็นอำนาจศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อัยการควรส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ หากอัยการสูงสุดเห็นว่าไม่ต้องดำเนินการใดๆ จะเก็บสำนวนฟ้องเอาไว้เอง ก็ขอให้ตอบเป็นลายลักษณ์อักษรจะได้ปรากฏเป็นหลักฐาน ดังนั้น สิ่งที่พยายามทำคือให้คดีไปถึงศาล ถูกผิดสู้กันตามกระบวนการ

ไม่ติดใจ นปช.ขอรื้อคดีปี 53

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นปช.จะยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) และ ป.ป.ช.สั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายก รัฐมนตรี รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในเหตุสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ว่า มีหลักเกณฑ์ตามกฎหมายอยู่แล้ว และ ป.ป.ช.ได้สรุปกรณีของนายสุเทพ กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ขณะนั้นไว้แล้วว่า กระบวนการต้องเดินอย่างไร ส่วนตัวมีความเห็นใจต่อผู้สูญเสียและครอบครัว และพูดมาตลอดว่าสนับสนุนการค้นหาข้อเท็จจริง อะไรที่ช่วยให้เกิดข้อเท็จจริงต่อสังคม เพื่อให้ความเป็นธรรมก็ควรทำ แต่ไม่ควรเอามาใช้เป็นประเด็นทางการเมือง

“มาร์ค” ไม่ขัดรื้อสอบเรือเหาะ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกองทัพบกประกาศ ปลดระวางการใช้งานเรือเหาะตรวจการณ์มูลค่า 350 ล้านบาท ที่ได้รับการอนุมัติจัดซื้อในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ทุกอย่างเป็นกระบวนการขั้นตอนการจัดซื้อ โดยเสนอขึ้นมาจากกองทัพบกถึงความจำเป็นที่ต้องมีเพื่อใช้งานตรวจการณ์ หากจะตรวจสอบเรื่องนี้ก็ยินดี เพราะทุกฝ่ายต้องพร้อมรับกับการตรวจสอบอยู่แล้ว เพียงแต่ผู้ที่จะให้รายละเอียดได้ชัดเจนที่สุดคือกองทัพบก

“เรืองไกร” บี้ สตง.สอบเรือเหี่ยว

วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว.สรรหา และทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกองทัพบกปลดประจำการเรือเหาะตรวจการณ์มูลค่า 350 ล้านบาท ว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต้องยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบเรื่องความคุ้มค่าการใช้จ่ายงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องให้มีคนไปร้องอะไรอีก เพราะวันนี้ข้อเท็จจริงปรากฏแล้วว่าเรือมันเหี่ยว ไม่ได้เหาะ ส่วนกล้องตรวจการณ์ที่กองทัพบกยืนยันว่ายังใช้การได้อยู่นั้น กล้องไม่ใช่ทรัพย์หลัก ทรัพย์หลักที่ใช้งบประมาณจัดซื้อคือเรือเหาะ เมื่อมันใช้ไม่ได้ก็คือความเสียหายของงบประมาณแผ่นดินที่ สตง.ต้องเข้าไปตรวจสอบ เรื่องนี้ สตง.รู้มาตั้งนานแล้ว เมื่อปลดประจำการแสดงว่าทรัพย์นั้นใช้ไม่ได้จริง สามารถสรุปบัญชีเรือเหาะส่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการได้เลย การบอกว่าของหมดอายุแล้วปลดประจำการ แล้วลบบัญชีนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเงินแผ่นดินตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้

“เอม–อิ๊ง” พาหลานพบ “ตาแม้ว”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย. นางพินทองทา คุณากรวงศ์ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้โพสต์ภาพลงอินสตาแกรม เป็นภาพครอบครัวของนางพินทองทา และ น.ส.แพทองธาร เดินทางไปพบนายทักษิณ โดยนายทักษิณได้เล่นกับหลานๆทั้ง 3 คนด้วยความสนุกสนาน โดยมีคำบรรยายใต้ภาพภาพหนึ่งระบุว่า “the sisters in london #ingsaway แม่กับน้าหนีมาทาน pizza แพรพ” เป็นที่น่าสังเกตว่าการลงต่างๆไม่ปรากฏภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่อย่างใด

กห.ปัด “บิ๊กป้อม” ดอดพบ “แม้ว”

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตการเดินทางไปเยือนอังกฤษของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อยู่ที่อังกฤษเช่นกัน จะมีการพบปะหารือกันหรือไม่ ว่ามโนกันไปเอง ยืนยันว่า พล.อ.ประวิตรไปปฏิบัติราชการ ไปพบ รมว.กลาโหม และ รมช.ต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ถามว่า 1.หากนายทักษิณเดินทางไปอังกฤษจริง จะไปถึงวันใด เวลาใด คิดว่าน่าจะไปหลัง พล.อ.ประวิตรเดินทางกลับไทยแล้วด้วยซ้ำ ฉะนั้นเวลาก็ไม่ตรงกัน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปพบนายทักษิณ 2.ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นที่จะไปพบนายทักษิณ จะพูดคุยเรื่องอะไร พล.อ.ประวิตรยืนยันชัดเจนแล้ว ไม่เคยพบปะพูดคุยกับนายทักษิณมาก่อน

แค่เรื่องมโนมีคนอยากเป็นข่าว

“มันมีข่าวมาก่อนตั้งแต่ พล.อ.ประวิตรจะ เดินทางไปอังกฤษแล้ว พอกลับถึงไทยก็มีคนเผยแพร่เรื่องพวกนี้เพื่ออยากเป็นข่าว ใครจะคิดก็คิดกันไป มโนกันไป แต่ผมย้ำว่าไม่มีเหตุและความจำเป็นจะไปพบ นายทักษิณ” พล.ต.คงชีพกล่าว ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ สอบถามไปยัง พล.อ.ประวิตร โดยตอบสั้นๆว่าเพิ่งกลับมาจากอังกฤษ พร้อมกับตัดสายโทรศัพท์ทันที