วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความจริงเกี่ยวกับการเจ็บป่วย การรักษาและความเป็นมนุษย์ (ตอนที่ 2)

เสียงกระซิบจากหมอที่แม่สอด....จะดังให้ทุกคนได้ยินได้อย่างไร…ที่มาจากคุณหมออัครเดช เพ็ญศิริ หมอที่บ้านแฮดได้มาจากห้องสาธารณสุข เป็นเรื่องราวดีๆที่กาลครั้งหนึ่งในประเทศไทย เคยเป็นเช่นนี้ เมื่อเราทุกคนสมัยนั้นเข้าใจความจำกัด มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ถ้อยที ถ้อยอาศัยกัน และค่อยๆเลือนหายไป (ความจริงเกี่ยวกับการเจ็บป่วยการรักษา และความเป็นมนุษย์ (ตอนที่ 1))

วันนี้ออกตรวจคนไข้ NAPHA นั่นคือห้องตรวจผู้ป่วยโรคติดเชื้อเอชไอวี เป็นคิวของผู้ป่วย NAPHA extension คือกลุ่มผู้ป่วย ชาวกะเหรี่ยง พม่า ที่ไม่ใช่คนไทย (migrant) ที่มาขอใช้สิทธิ์รับยาที่ รพ.แม่สอด ภารกิจประจำวันของฉันค่อนข้างยุ่งเหยิง ตอนเช้าต้องไปราวนด์ คือดูคนไข้ในไอซียู ราวนด์วอร์ดคือคนไข้ในหอผู้ป่วยเกือบ 30 เตียง สอนนักศึกษาแพทย์ ราวนด์วอร์ดพิเศษ สะสางงานที่รับผิดชอบที่ต้องจัดการในเช้าวันนั้น ทำให้วันนี้ลงตรวจที่ห้องผู้ป่วยนอก (OPD) เกือบ 10.30 น. คนไข้งดน้ำงดอาหารมารอตั้งแต่ 6 โมง ใครมาก่อนได้ตรวจก่อนตามคิว

ฉันมาถึง...คนไข้นั่งรอเป็นระเบียบ ไม่มีใครพูดเลยสักคน เงียบกริบ คนไข้เข้ามาตรวจทีละคน ส่วนใหญ่ต้องใช้ล่าม แทบไม่มีการปรับยาสำหรับ OPD นี้ ไขมันในเลือดเป๊ะ เบาหวานคุมได้เป๊ะ ไวรัสกดได้ตลอด คนไข้เกือบ 60 คนใช้เวลาตรวจไม่ถึงสองชั่วโมง

ตอนฉันยื่นใบสั่งยาให้คนไข้ไปรับยา คนไข้ทุกคนยกมือไหว้ เอามือข้างหนึ่งแตะที่ศอก

อีกข้างราวกับรับของจากพระผู้ใหญ่ บางคนมีย่อถอนสายบัวด้วย ถ้าไม่มาเห็นด้วยตาตัวเองจะหาว่าโอ้อวดเกินจริง....

คนไข้ส่วนใหญ่ห่อข้าวมากิน ไม่รีบไม่ร้อน หมอมาเมื่อไหร่ก็ได้ ได้ยาเมื่อไหร่ก็ได้ แม้ว่าค่ำนี้ ยังไม่รู้จะนอนที่ไหนเพราะบ้านอยู่ฝั่งพม่าไกลโพ้น ...เขาก็เตรียมตัวมาอย่างดี

นึกแล้วมันช่างแตกต่างจากสังคมไทยปัจจุบันที่มีคนจำนวนมากลุกขึ้นมาด่าหมอ ด่าพยาบาลกันปาวๆ ยังกับเป็นบุคคลน่ารังเกียจ

ยอมรับว่าไม่ได้อ่านทั้งหมด อ่านเพียงเล็กน้อยก็ยังรู้สึกได้ถึงความเสื่อมศรัทธาต่อวงการแพทย์...ไม่รู้ว่าอะไรคือต้นเหตุ เพราะส่วนตัวเอง และเพื่อนแพทย์ใกล้ชิดก็ไม่มีใครทำอะไรผิดจากจรรยาบรรณที่พึงมี แพทย์พยาบาลไทยยังทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถเหมือนเดิม ซ้ำยังพยายามพัฒนาศักยภาพให้มากขึ้นตามโลกยุคใหม่

แพทย์ไทยไม่ได้เปลี่ยนไป...แต่สายตาที่มองมาคู่นั้นต่างหากที่เปลี่ยนแปลง รพ.แม่สอดได้เงินจากคนต่างชาติโดยเฉพาะชาวพม่ารวม 110,000,000 บาทต่อปี พอๆกับที่ได้เงินจากคนไทยจากกองทุนบัตรทอง ดังนั้น คนพม่าเขามาซื้อบริการเราทั้งนั้น แต่การปฏิบัติต่อหมอไทยประดุจเราเป็นเทพเจ้า

มีคนไข้หนุ่มน้อยอายุ 16 ปีมาด้วยสมองอักเสบ สงสัยวัณโรคขึ้นสมอง โคม่ามาตั้งแต่แรกรับไปโรงพยาบาลที่เมาะละแหม่งหนึ่งสัปดาห์ไม่ดีขึ้น จึงพากันมาที่ รพ.แม่สอดอย่างทุลักทุเล หายใจพะงาบๆ ใส่ท่อช่วยหายใจอยู่วอร์ดสามัญ ตอนนี้ตื่นดีเตรียมถอดท่อช่วยหายใจ แพทย์ณัฐกานต์เดินไปราวนด์ทีไรทุกคนในครอบครัวยกมือไหว้ท่วมหัว ถ้ากราบได้คงทำไปแล้ว แววตาเปี่ยมไปด้วยศรัทธา ไม่เคยเรียกร้องอะไร ยืนฟังแพทย์อธิบายอย่างเงียบๆ ไม่เคยร้องขอไปไอซียูมาถึงวันนี้ค่ารักษาแสนกว่าบาท เขาจ่ายทุกบาททุกสตางค์เพราะกลัวหมอจะทิ้งเขา...

เราพูดกันคนละภาษา แต่เรื่องของศรัทธาเป็นเรื่องสากลที่เข้าใจกันได้ระหว่างมนุษยชาติ เขาวางชีวิตไว้ในมือหมอไทยที่เพิ่งเคยเจอหน้ากันครั้งแรกด้วยซ้ำ...

ในความเห็นของฉัน...วิกฤติศรัทธาในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากจรรยาบรรณแพทย์ที่เปลี่ยนไป แต่เกิดจากความไม่รู้ที่มากจนสะสมกัดกินลักษณะที่ดีของคนไทย ที่เคยคิดดีทำดีต่อกัน ที่เคยอ่อนน้อมพูดจากันด้วยภาษาไพเราะ มีเหตุมีผล เห็นอกเห็นใจกัน

สังคมชื่นชมคนดีหายไปไหน...โชคดีที่ฉันยืนอยู่ตรงนี้ ที่ตรงชายขอบ...ฉันจึงเห็นความแตกต่าง

ตอนเช้ามีคนรอใส่บาตรพระรายเรียงเป็นแถวรับหมอกอ่อนๆ กลางวันถีบรถจักรยานไปทำงานมีปิ่นโตคนละเถา ในวันฝนตกหนักที่อาจจะมีคนแอบแช่งฝน แต่เด็กๆอาบน้ำฝนกันอย่างสนุกสนาน มือพ่อแม่จูงลูกๆพะรุงพะรังไปดูหนังกลางแปลงทั้งครอบครัว...

ฉันได้รู้ว่าถ้าความสุขในสังคมและครอบครัวได้มาง่ายๆ กลับไปเป็นสังคมห่อใบตองและถีบรถถีบ แต่ประเทศเราอาจไม่เจริญขึ้น...ฉันจะยอมแลก

มาช่วยกันปรับปรุงสังคมไทยไหมคะ...ไม่รู้ว่ามันจะสายเกินไปหรือยัง.


หมอดื้อ