วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตำรวจรับหน้าเร่งระบายข้าว สกัด "ข้าวเสีย" กลับสู่ผู้บริโภค

สังคมจับตามองทุกขั้นตอน การระบายข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล คสช. ที่ต้องโปร่งใส ตรวจสอบ จับต้องได้ หากผิดพลาดจะกลายเป็นประเด็นให้นักการเมืองหยิบยกขึ้นมาโจมตีได้อย่างที่เป็นข่าวมาโดยตลอด อดีตนักการเมืองจี้รัฐบาลตรวจสอบการระบายข้าว พบพิรุธการเซ็นสัญญาให้โรงงานที่ไม่มีกำลังผลิต ความผิดปกติของการระบายข้าวจากอาหารคนกินไปสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภค และการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์

ล้วนเป็นโจทย์ที่ คสช.คิดแก้ไว้แล้วอย่างเป็นระบบ ต้องเจอคำถามเหล่านี้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการตรวจสอบติดตาม รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาข้าวคงเหลือสต๊อก วางแผนการระบายข้าวอย่างรอบด้าน คำนึงถึงผลกระทบต่อตลาดและราคาข้าวที่เกษตรกรจะได้รับ

รัฐบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าวในสต๊อกมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาทต่อเดือน ตั้งเป้าหมายที่จะระบายข้าวที่เหลือให้หมดในช่วงของรัฐบาลนี้ เพื่อไม่ให้รัฐบาลต้องรับภาระค่าใช้จ่ายต่อไป และเพื่อให้กลไกตลาดกลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งการแก้ไขปัญหาต้องอาศัยเวลา

เจตนาที่รัฐบาลต้องการขายข้าวเสียหรือข้าวเสื่อมคุณภาพ ไม่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคให้ระบบอุตสาหกรรม เพื่อตัดข้าวลอตนี้ออก ไม่ให้เข้าสู่ระบบ เพราะจะส่งผลกระทบต่อข้าวที่ชาวนาจะขาย เจ้าหน้าที่จึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ต้องเข้าไปดูอย่างใกล้ชิดไม่ให้ข้าวจำนวนนี้เล็ดลอดออกไปข้างนอกโดยเด็ดขาด

คาดโทษโรงสี ผู้ซื้อ เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จะมีการลงโทษอย่างเด็ดขาด ไม่มีการผ่อนผันอะไรเลย ถ้าจับได้จะมีการลักลอบนำข้าวเสียหรือข้าวเสื่อมสภาพกลับเข้าสู่ระบบอีก

ตามคำสั่งที่มอบให้ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รอง ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการตรวจสอบติดตามและกำกับดูแลการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐ พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ผบช.สยศ. นั่งประธานคลังสินค้า ควบคุมการส่งมอบข้าวเสียเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม ป้องกันไม่ให้หลุดไปสู่ผู้บริโภค

พล.ต.อ.เดชณรงค์ และ พล.ต.ท.ไกรบุญ ใช้เครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยที่ ศปก.ตร.ประชุมทางไกลร่วมกับ นายวิชัย โภชนกิจ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กำชับในทุกขั้นตอน ใช้การสอบสวนสืบสวน รวบรวมหลักฐาน งานถนัดตำรวจ เพื่อให้สังคมมั่นใจความตั้งใจจริงของรัฐบาลแก้ปัญหาจากโครงการรับจำนำข้าว

ล่าสุด พล.ต.อ.เดชณรงค์ และ พล.ต.ท.ไกรบุญ ลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล พบว่า บริษัทวีออร์แกนนิก ซึ่งประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาล 6.1 หมื่นตัน มูลค่า 313 ล้านบาท นำมาใช้ผลิตเป็นสารปรับปรุงดิน แต่กลับเปลี่ยนกรรมวิธีการผลิต นำข้าวไปคลุกกับสารชีวภาพต่างๆ โดยไม่ได้ทำการบดข้าวตามที่ทำสัญญาไว้กับ อคส. มีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับรัฐบาล

ข้าวสารสต๊อกที่บริษัทชนะประมูลกิโลกรัม 5 บาท สำหรับใช้ในอุตสาหกรรม หากไม่ถูกบดมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปปรับปรุงคุณภาพ “เวียนเทียน” กลับมาขายในระบบให้ประชาชนซื้อไปบริโภค

ผลตรวจสอบมีคำสั่งย้าย นายศิริพงษ์ ทิพย์วรรณ หัวหน้าคลังสินค้า อคส.จังหวัดกำแพงเพชร กลับเข้าส่วนกลางภายใน 24 ชม. ตรวจสอบเอกสารการอนุมัติขนย้ายข้าวจากต้นทางถึงปลายทางทั้งหมด

เป็นความชัดเจนของ พล.ต.ท.ไกรบุญ ที่ย้ำมาตลอด ทุกอย่างต้องโปร่งใส ใครผิดต้องถูกดำเนินคดี

พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รอง ผบ.ตร. กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “รัฐบาลมีนโยบายระบายข้าว ที่อยู่ในโครงการรับจำนำข้าวเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม โดยข้าวสต๊อกนี้จะไม่นำไปบริโภค มีจำนวน 1,179,379.78 ตัน เริ่มมีการขนย้ายตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.2560 จำนวน 6,555 ตัน สัญญาการดำเนินการตั้งแต่ 20 วัน จนถึง 210 วัน รัฐบาลได้มอบหมายภารกิจให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คสช. องค์การคลังสินค้า และกระทรวงมหาดไทย ช่วยดำเนินการควบคุมการขนย้าย ไม่ให้ข้าวรั่วไหลไปสู่ระบบบริโภคของประชาชนโดยเด็ดขาด จึงต้องมีการควบคุมตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง จนถึงปลายทาง มีการตั้งรางวัลให้กับผู้แจ้งเบาะแส ชี้ช่องให้ตำรวจจับกุมดำเนินคดีกับบุคคลที่นำข้าวเหล่านี้ไปใช้โดยผิดวัตถุประสงค์ โดยให้รางวัลคดีละ 1 แสนบาท แจ้งมาได้ที่หมายเลข 1599 หรือ 191 ได้มีการมอบหมายให้ พล.ต.ท.ไกรบุญเป็นผู้วางระบบ ตั้งแต่ต้นทาง มีการเช็กรายละเอียด น้ำหนักข้าว ตรวจสอบลักษณะรถบรรทุก รวมถึงตัวพลขับ ถ้าเคยเป็นบุคคลต้องโทษจะไม่อนุญาตให้ทำหน้าที่พลขับ ระหว่างทางยังมีจุดตรวจเช็ก เมื่อนำมาถึงโกดังเก็บข้าวจะมีกุญแจที่ถือกัน 3 ฝ่าย มีองค์การคลังสินค้า ตำรวจ และทหาร โดยตำรวจจะเป็นตัวจักรหลัก ในการควบคุมการปฏิบัติให้สัมฤทธิผล ตั้งแต่การขนย้าย การป้องกันเหตุ การสืบสวนหาข่าว และการป้องกัน”

พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ผบช.สยศ. ในฐานะประธาน อคส. กล่าวว่า “ขั้นตอนระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาล มีมาตรการตรวจสอบอย่างละเอียด ตรวจเช็กเป็นระยะจนถึงปลายทาง จากนี้เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการซุ่มตรวจสอบบริษัทเอกชนนำข้าวไปดำเนินการตามที่

ลงนามสัญญากับรัฐบาลหรือไม่ สิ่งที่กลัวที่สุดว่าจะนำข้าวเหล่านั้นกลับเข้าสู่ระบบการตลาด จากการซุ่มตรวจสอบบริษัทเอกชนต่างๆ พบว่าบางบริษัทมีพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น บริษัทรับซื้อข้าวบริษัทหนึ่งในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร มีการกระทำที่ผิดสัญญาที่ได้ลงนามไว้ ทั้งที่ในสัญญาระบุว่าจะนำข้าวไปแปรรูปในเชิงอุตสาหกรรม นำข้าวไปบดละเอียด มีเครื่องมือจักรกลพร้อม แต่เมื่อตรวจสอบกลับไม่ได้ดำเนินการตามที่ระบุในสัญญา อุปกรณ์เครื่องมือไม่เป็นไปตามสัญญา แต่นำข้าวไปผสมคาร์บอนอินทรีย์ แล้วนำไปขายให้อีกบริษัทหนึ่ง ทั้งที่ในสัญญาระบุชัดเจนว่าต้องมีการแปรรูปข้าวจนเสร็จสิ้น จึงขายต่อได้ แต่เจ้าของกิจการยังให้การภาคเสธ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะพฤติกรรมอย่างนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ผิดปกติ จากนี้จะส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ หากเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาจะดำเนินการทางกฎหมายจนถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง บริษัทเอกชนซื้อข้าวเหล่านี้มาในราคาถูกบวกราคาอีกแค่นิดหน่อยจะสร้างกำไรได้อย่างมหาศาล รวมถึงจะทำให้กลไกตลาดข้าวผันแปร ชาวนาตาดำๆจะเดือดร้อนทันที เนื่องจากข้าวปกติจะขายสู้ราคาไม่ได้ รัฐบาลนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ห่วงเรื่องนี้มาก ภารกิจของเราอาจจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการเป็น 2-3 ปี แต่ขอยืนยันว่าเราจะไม่ย่อท้อ จะสานต่อนโยบายรัฐบาลจนกว่าภารกิจเสร็จสิ้น”

เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของรัฐบาล ที่ต้องใช้ตำรวจเป็นผู้ขับเคลื่อน เพราะตำรวจคิดเป็นระบบ เกิดปัญหาแก้ไขได้ดี ใช้หลักการตรวจสอบข้อเท็จจริง การสืบสวนสอบสวนว่ากันไปตามพยานหลักฐาน เมื่อตรวจสอบพบความทุจริต ดิ้นไม่หลุด จำนนด้วยหลักฐาน ลงโทษได้ทุกราย

ยุคทหาร-คสช. งานสำคัญของรัฐบาล หันไปจะเจอตำรวจคอยช่วยทุกเรื่อง.

ทีมข่าวอาชญากรรม