วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘บิ๊กตู่’ ยันถ้าลงตัว กม.พร้อม มีเลือกตั้งปีหน้า

บิ๊กป๊อกโต้ใครว่าเรือเหาะไม่คุ้ม ไม่ได้ตัดสินใจเองจี้สอบไล่เบี้ย ทำเนียบฯตะลึงนักถ้ำมองโผล่!

“บิ๊กป๊อก” ออกโรงสวนใครประเมินเรือเหาะ ไม่คุ้มค่า ตอกอย่าเอาแค่ความรู้สึกมาตัดสิน โบ้ยตอนซื้อไม่ได้ตัดสินใจโดยตรง ต้องไปถาม คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย “วินธัย” แจงภารกิจเรือเหาะ พร้อมระบุหมดสภาพแล้ว แต่อุปกรณ์บางส่วนยังใช้ได้ พท.จี้ สตง.บี้สอบวิธีจัดซื้อ-ความคุ้มค่า กระทบชิ่งไปถึงไม้ล้างป่าช้า จีที 200 “บิ๊กตู่” อารมณ์บูดอัดสื่อขยันเสนอข่าวคนมีคดี ตัวการหน่วง ก.ม. จ้องยุแยงให้รัฐตีกับประชาชน ยันถ้าทุกอย่างลงตัว เห็นความปรองดอง จะมีเลือกตั้งปี 61 ปัด ครม.สัญจรลงพื้นที่หวังโกยคะแนนเสียง “มาร์ค-ยงยุทธ-ชายหมู” พ้นผิดทำน้ำท่วมใหญ่ 54 จ่อออกหมายเรียก “โอ๊ค” รับทราบข้อหาคดีปล่อยกู้กรุงไทย ระทึกชายวัยรุ่นบุกห้องน้ำหญิงทำเนียบฯ ปีนชักโครกชะโงกดู ขรก.หญิงทำธุระส่วนตัว

กรณีการปลดระวางเรือเหาะตรวจการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กองทัพบกจัดซื้อมาปฏิบัติการตั้งแต่ปี 2552 ด้วยงบประมาณ 350 ล้านบาท ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพการใช้งานนั้น

“บิ๊กป๊อก” สวนใครประเมินเรือเหาะไม่คุ้ม

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. เวลา 11.30 น. ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย อดีต ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีที่กองทัพบกปลดระวางการใช้งานเรือเหาะตรวจการณ์ จ.ชายแดนภาคใต้ ที่จัดซื้อเมื่อปี 2552 เนื่องจากหมดอายุใช้งาน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงงบประมาณจัดซื้อที่สูง และประสิทธิภาพการใช้งานที่ไม่คุ้มค่าว่า ไม่ทราบใครเป็นผู้ประเมินประสิทธิภาพของเรือเหาะ แต่ย้ำว่ามูลค่าจัดซื้อรวม 350 ล้านบาท แบ่งเป็นราคาตัวกล้อง 250 ล้านบาท จำนวน 5 ตัว ซึ่งขณะนี้ตัวกล้องยังสามารถใช้การได้ดี โดยติดไว้กับแท่น ฮ.3 ลำ ส่วนอีก 2 ตัวติดอยู่ที่เรือเหาะ ยังใช้การได้ ขณะที่ตัวเรือเหาะและโรงเก็บ ราคาอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งการประเมินคุณภาพใช้การได้หรือไม่อยู่ที่กองทัพบก

โบ้ยตอนซื้อไม่ได้ตัดสินใจเอง

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ส่วนการพิจารณาเรื่องการทุจริตเป็นอีกเรื่อง เห็นด้วยหากมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบทุจริต เพราะจะได้ไม่นำมาวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่มีข้อมูล ทั้งนี้ แม้การจัดซื้อเรือเหาะจะเกิดขึ้นในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. แต่เมื่อตรวจสอบก็ต้องไปดูว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง ทั้งการรับของ การทำสัญญา รวมถึงผู้ใช้งาน ซึ่งตนเองพ้นจากตำแหน่งมานานแล้ว จึงบอกไม่ได้ว่าหากมีการปรับเปลี่ยนสภาพการใช้งานของเรือเหาะตรวจการณ์จะทำได้ในรูปแบบใดบ้าง เพราะช่วงของการจัดซื้อ ตนเองไม่ได้เป็นผู้พิจารณาโดยตรง ฉะนั้นจะต้องตรวจหาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จะตรวจสอบเฉพาะเกิดในสมัยตนอย่างเดียวไม่ได้

วอนอย่าใช้ความรู้สึกตัดสิน

“อยากเรียกร้องทุกฝ่ายให้ศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน เพราะหากเข้าใจผิดในช่วงเริ่มต้น ก็เข้าใจโครงการจัดซื้อนี้ผิดไปด้วย และอย่าใช้ความรู้สึกประเมินความคุ้มค่า และหากจะให้ผมไปสอบถามเรื่องนี้คงไม่สามารถทำได้ เพราะตอนนี้ไม่มีอำนาจสั่งการในกองทัพบก” พล.อ.อนุพงษ์กล่าว

ทบ.แจงรายละเอียดภารกิจเรือเหาะ

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณี ทบ.จะจำหน่ายหยุดใช้งานเรือเหาะว่า ที่ผ่านมาเรือเหาะตรวจการณ์เป็นส่วนหนึ่งของโครงการระบบเฝ้าตรวจทางอากาศด้วยเรือเหาะและอากาศยาน ถือเป็นยุทโธปกรณ์เครื่องมือพิเศษ นำมาเสริมประสิทธิภาพให้กับเจ้าหน้าที่ในระบบเฝ้าตรวจของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วัตถุประสงค์ในช่วงนั้นคือเพื่อลดการสูญเสียกำลังพล เพิ่มขีดความสามารถในเรื่องการมองเห็น มีคุณสมบัติในทางยุทธวิธี แตกต่างจากเครื่องบิน หรือยูเอวี คือมีความเงียบในการเคลื่อนที่ สามารถบินช้าและลอยตัวได้นาน ลักษณะการจัดหามาใช้งานมีลักษณะเป็นระบบ มีองค์ประกอบหลักของระบบโครงการนี้มีอยู่ 2 รายการ ซึ่งใช้วงเงินรวมประมาณ 340 ล้านบาท ทั้งนี้ รายการแรกคือ ระบบเฝ้าตรวจทางอากาศด้วยเรือเหาะ ใช้วงเงิน 209 ล้านบาท มีองค์ประกอบอยู่ 4 ส่วน คือ ส่วนตัวเรือเหาะ ใช้วงเงินจัดหา 66.8 ล้านบาท (คิดเป็นสัดส่วนมูลค่า 19%) ส่วนที่สอง คือระบบกล้องตรวจการณ์คุณภาพสูง 2 ชุด พร้อมระบบควบคุมและส่งสัญญาณ วงเงิน 87 ล้านบาท ส่วนที่สามคือระบบสถานีรับสัญญาณ แบบสถานีประจำที่ และสถานีเคลื่อนที่ด้วยรถหุ้มเกราะ วงเงิน 40 ล้านบาท ส่วนที่สี่คือ โรงเก็บเรือเหาะและอุปกรณ์บริภัณฑ์ภาคพื้น วงเงิน 9 ล้านบาท

หมดสภาพแต่อุปกรณ์บางส่วนยังใช้ได้

พ.อ.วินธัยกล่าวว่า สำหรับรายการที่สองคือ ระบบเฝ้าตรวจทางอากาศด้วยอากาศยานใช้วงเงิน 131 ล้านบาท มีระบบกล้องตรวจการณ์คุณภาพสูง 3 ชุด พร้อมระบบควบคุมและส่งสัญญาณ 3 ชุด เพื่อใช้ติดตั้งกับอากาศยานที่มีอยู่แล้วในอัตราปกติของ ทบ. ที่ผ่านมาภาพรวมของระบบมีเพียงตัวเรือเหาะที่มีปัญหาขลุกขลักบ้างในระยะแรกๆ รวมถึงเคยมีการชำรุดหนักเนื่องจากการลงจอดฉุกเฉินรุนแรงด้วยสภาพอากาศแปรปรวน เมื่อช่วงปลายปี 2554 แต่ ทบ.ได้ดำเนินการจนกระทั่งเรือเหาะสามารถกลับมาใช้งานได้ แต่ด้วยตัวเรือเหาะมีลักษณะเฉพาะบางอย่าง วัสดุทำตัวเรือเหาะมีลักษณะเป็นผ้าใบ จึงอาจมีข้อจำกัดบ้างในเรื่องของอายุการใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อเจอสภาพอากาศร้อนชื้น ซึ่งมีการงดใช้เรือเหาะในภารกิจของระบบตรวจการณ์และติดตามเป้าหมายแล้ว ตัวระบบหลักที่เหลือมีสัดส่วนอีก 80% ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ใช้งานได้ โดยอาจเน้นไปใช้ระบบตรวจการณ์และติดตามเป้าหมายโดยทางอากาศยานเป็นหลัก

พท.จี้ สตง.สอบจัดซื้อ–ความคุ้มค่า

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกองทัพบกปลดระวางการใช้เรือเหาะตรวจการณ์ว่า เป็นการใช้เงินงบประมาณอันมาจากภาษีประชาชนจำนวนมาก และเป็นตัวอย่างที่สังคมควรตระหนัก เรื่องนี้อยู่ในความสนใจของประชาชนผู้เสียภาษี จึงควรจะมีหน่วยงานองค์กรอิสระเป็นตัวแทนของประชาชนทำความจริงให้ปรากฏ จึงขอเรียกร้องให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อพิสูจน์ฝีมือการเป็นที่พึ่งของประชาชน และควรสรุปผลออกมาเพื่อเป็นบทเรียนของประเทศ จะได้ใช้เป็นบรรทัดฐานในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ว่ามีความจำเป็นหรือเหมาะสมกับภารกิจหรือไม่อย่างไร วันนี้ชาวบ้านเรียกเรือเหาะว่าเรือเหี่ยวกันไปหมดแล้ว และยิ่งรัฐบาลชุดนี้บอกว่ายึดอำนาจมาเพื่อเข้ามาปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ก็ยิ่งจำเป็นต้องพิสูจน์ว่า การจัดซื้อจัดจ้างถูกต้องตามกฎหมาย และซื้อแล้วมีความคุ้มค่าหรือไม่

ซัดไม่ยอมแจ้งยอดเสียหายจีที 200

นายจิรายุกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กรณีจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นไม้ล้างป่าช้า และศาลอาญากลาง กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตัดสินเอาผิดในข้อหาฉ้อโกงกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือดังกล่าว โดยให้ประเทศที่รับซื้อแจ้งยอดความเสียหายไป เพื่อเรียกรับค่าชดเชยสินค้า แต่ปรากฏว่าประเทศไทยไม่แจ้งยอดตัวเลขความเสียหายกลับไปใช่หรือไม่ เรื่องแบบนี้ประชาชนหวังให้ สตง.เป็นที่พึ่งสุดท้ายที่จะทำให้ประเทศชาติมีบรรทัดฐานในการใช้ภาษีของพี่น้องประชาชนได้

“บิ๊กตู่” บูดอัดสื่อเสนอข่าวคนมีคดี

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ให้สัมภาษณ์ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ภายหลังตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ กรณีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่ จ.ยะลา ว่า “วันนี้เป็นเหมือนกันทุกเรื่อง สื่อเอาอีกข้างมาว่าข้างนี้ เอาข้างนี้ไปให้ข้างโน้น หาเหตุอยู่เช่นนี้ ไม่มีจบ ไม่ต้องไปถามเรื่องใต้ เรื่องที่กรุงเทพฯ เรื่องการเมืองก็เหมือนกัน ตราบใดที่ยังปล่อยให้คนเหล่านี้ คนที่มีคดีออกมาพูดออกสื่อทุกวันมันทำได้หรือไม่ เคยมีหรือไม่ที่ประเทศไหนทำ ก็มีแต่ประเทศไทยนี่แหละที่คนอยู่ในคดีออกมาพูดทุกวัน คดีกองเป็นหลายๆคดีแต่ก็ยังออกมาพูด สื่อเองก็นำเสนอข่าวแล้วก็เอามาใส่ผม แล้วผมก็ต้องสวนกลับไป ทางโน้นก็สวนกลับมา สนุกกันนักหรืออย่างไร ผมไม่โต้ตอบอีกแล้ว พวกคุณอยากจะฟังไอ้พวกนั้นก็ฟังไปเถอะ เพราะถึงเวลาก็บอกว่าไม่เป็นธรรมอีก ดำเนินคดีข้างเดียว มันทั้งขึ้นทั้งล่องไม่มีจบ ไม่มีปรองดองกันได้ วันนี้จะปรองดองได้อย่างเดียวคือการใช้กฎหมาย เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นั่นคือกระบวนการปรองดอง แล้วว่าไปตามขั้นตอน ถ้าไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมผมยังนึกไม่ออกว่าจะปรองดองด้วยวิธีการอะไร”

หงุดหงิดออก ก.ม.สะดุดเสียงค้าน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงแนวคิดการออกกฎหมายใช้ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจสองข้างทางรถไฟว่า ต้องออกเป็น พ.ร.บ. เรื่องนี้ยังไม่เคยมี พ.ร.บ.เดิมเขียนไว้ว่าพื้นที่เวนคืนไปทำเส้นทางรถไฟก็ต้องเป็นของ รฟท.อย่างเดียว เราไม่ได้หมายความว่าจะไปเอาที่ของการรถไฟมา เพียงแต่สองข้างทางรถไฟต่อไปจะต้องมีการใช้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ สร้างเมืองใหม่ แหล่งค้าขาย เหมือนกับในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ที่นำสองข้างทางรถไฟมาแบ่งเป็นด้านอุตสาหกรรม การเกษตร ตลาด และสินค้าต่างๆ ผู้สื่อข่าวถามว่า จะสามารถออกกฎหมายได้ช่วงใด พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “สื่อมาถามอะไรผม เวลาเขาทำกฎหมายก็ค้านกันทุกเรื่อง กฎหมายจะสามารถออกได้ทุกเรื่องหรือไม่ แล้วถ้าออกไม่ได้ใครเป็นคนผิด ไอ้คนเสนอหรือไม่ ฉันไม่เสนอไม่ดีกว่าหรือ อยู่เฉยๆจะเสนอให้โดนด่าทำไมวะ” เมื่อถามว่า นายกฯเป็นคนพูดเองว่าจำเป็นจะต้องออกกฎหมายดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ตอบอย่างมีอารมณ์ว่า “ก็จะออก ก็จะทำ แต่จะออกได้หรือไม่ จะต้องไปรับฟังความคิดเห็นทุกเรื่อง แล้วมันผ่านได้ไหมล่ะ”

โบ้ยสื่อตัวยุแยงตีกับประชาชน

เมื่อถามว่า ได้เตรียมกระบวนการรับฟังความคิดเห็นไว้แล้วหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า กระบวนการจะมีอะไร ก็เอากฎหมายไปสร้างความรับรู้ ก็แค่นั้น จะต้องทำกระบวนการอะไรหนักหนา ก็เรียกประชุม จัดเวที ประชาชนก็มาฟัง เพื่อแสดงความคิดเห็น แต่ก็ค้านกันตลอดทุกเรื่อง สื่อต้องไปสร้างการรับรู้ให้ประชาชน ถ้าประชาชนอยากมีรายได้ที่สูงขึ้น อยากมีโอกาส อยากมีทางเลือก ก็ต้องร่วมมือกับรัฐบาล ไม่ใช่มาอ้างเรื่องผลกระทบ แต่คนทำเขาคิดแล้วว่าจะลดผลกระทบให้มากที่สุดได้อย่างไร และใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างไร โดยรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมไปด้วย สื่อต้องขยายแบบนี้ ไม่ใช่เอาตรงนี้ไปตีกับประชาชนเข้าไปอีก แล้วก็มาถามว่าตนจะทำสำเร็จหรือไม่ ปัดโธ่ ไร้สาระ เมื่อถามว่า ไม่ได้ถามว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ แต่ถามว่ากฎหมายจะสามารถเกิดได้ในห้วงเวลาใด พล.อ.ประยุทธ์เดินเลี่ยงออกจากไมโครโฟนด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว พร้อมกล่าวว่า “ไม่รู้ เสนอวันนี้ออกมะรืนเลย เดี๋ยวเสนอพรุ่งนี้ก็ได้ แล้วประชาชนก็ต้องร่วมมือกันมะรืนนี้”

ยึดหลักความยุติธรรมเสมอภาค

ต่อมาเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาทรงรับการทูลเกล้าฯถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขากฎหมายจากมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยเป็นที่ประจักษ์ถึงพระปรีชาสามารถด้านกฎหมาย และพระกรณียกิจด้านกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ ถือเป็นเกียรติภูมิประเทศ และทรงพระดำรัสตอบรับ “หลักนิติธรรมเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ” โดยทรงตระหนักอยู่เสมอว่าระบบยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ คือทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสมอภาค ซึ่งรัฐบาลนี้ยึดแนวทางความเสมอภาคเช่นเดียวกัน คือทุกคนได้รับโอกาสในการเข้าถึงเหมือนกัน คนที่มีโอกาสน้อยที่สุดควรได้รับการช่วยเหลือมากที่สุด ส่วนคนที่ได้เปรียบอยู่แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องได้รับอะไรมาเสริม ในทางกลับกันอาจต้องเสียสละให้คนที่ไม่มีโอกาสอีกด้วย อย่างกรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีรายได้น้อย อยากให้เข้าใจหลักการรัฐบาลในการบริหารประเทศด้วย จะได้ไม่มีใครหยิบไปบิดเบือน ด้วยการว่ามีช่องว่างจนนำไปสู่ความไม่ไว้ใจกัน

ยันถ้าทุกอย่างลงตัวเลือกตั้งปีหน้า

นายกฯกล่าวว่า ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสต้อนรับคณะนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ได้เล่าให้นักลงทุนญี่ปุ่นฟังถึงทิศทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของรัฐบาลไทย ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นในไทย ได้เน้นย้ำความพยายามของรัฐบาลไทยทางการเมืองมุ่งบริหารประเทศ ตามโรดแม็ปที่ชัดเจนเพื่อเดินหน้าประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ในแบบฉบับที่สอดคล้องกับบริบทของเราที่ไม่ขัดแย้งกับของสากล ทั้งนี้ เมื่อทุกอย่างลงตัว กระบวนการด้านกฎหมายมีความพร้อม ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ มีความปรองดอง เราก็จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า นอกจากนี้ การมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะเป็นส่วนสำคัญ สะท้อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของไทย จะมีความต่อเนื่องและมั่นคง มีการปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต

ปัดลงพื้นที่หาคะแนนเสียง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันที่ 18-19 ก.ย. ตนและ ครม. จะลงพื้นที่พบประชาชนชาวสุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา ส่วนรัฐมนตรีต่างๆ จะกระจายกันลงปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ เพื่อติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐ นี่เป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาลในการกำกับดูแลตามหลักธรรมาภิบาล ใครมีปัญหาความเดือดร้อน มีศูนย์รับเรื่องร้องเรียนอยู่ ส่งให้เขาเดี๋ยวก็ถึงตน ดีใจที่ได้ไปพบพี่น้องถึงถิ่น ส่วนราชการต้องไม่สร้างภาระให้กับประชาชนจัดต้อนรับใหญ่โต ต้องไม่สร้างความเข้าใจผิดให้ใครนำไปบิดเบือนได้อีก รัฐบาลและ คสช.ต้องการลงไปรับทราบปัญหาและเร่งแก้ไข ไม่ใช่ไปสร้างคะแนนเสียง ความนิยมอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กัน วันนี้หลายคนอ้างว่าไม่มี ส.ส.ไปดูแล แต่เราก็มีศูนย์ดำรงธรรมรับข้อมูลอยู่แล้วทุกพื้นที่ คล้ายๆกับมี ส.ส.อยู่ อะไรที่ซับซ้อน มีปัญหาเรื่องกฎหมายก็ต้องใช้เวลาหน่อย ยังไม่ทั่วถึงทั้งหมดเพราะปัญหามหาศาล หวังว่าความจริงใจของตนที่มีต่อประชาชนและประเทศชาติ จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้ทุกคนร่วมมือพาประเทศก้าวข้ามอุปสรรค

“มาร์ค” พ้นผิดร่วมทำน้ำท่วมใหญ่ปี 54

นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงกรณี ป.ป.ช.ลงมติยกคำร้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีบริหารจัดการน้ำผิดพลาดเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ว่า คดีดังกล่าวนอกจาก ป.ป.ช.ยกคำร้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์แล้ว ยังมีมติไม่ชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหาอีกหลายคนที่อยู่ในสำนวนเดียวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีต รมว.มหาดไทย นายธีระ วงศ์สมุทร อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีต รมว.ยุติธรรม และ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร อดีตผู้ว่าราชการ กทม. เนื่องจากเห็นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำผิดพลาด จนเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 อาทิ กรณีนายอภิสิทธิ์ ป.ป.ช.เห็นว่าสมัยเป็นนายกรัฐมนตรีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ไว้เป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะเกิดอุทกภัยปี 2554 เพราะการกำหนดและระบายน้ำในเขื่อนเป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ

“ยงยุทธ–สุขุมพันธุ์” โล่งรอดบ่วงด้วย

นายวรวิทย์กล่าวว่า ขณะที่นายยงยุทธ และนายธีระได้ดำเนินการตามขั้นตอนในแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติปี 2553-2557 เกี่ยวกับการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัย ตามเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ส่วน พล.ต.อ.ประชา ในฐานะอดีต ผอ.ศูนย์อำนวยความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ได้ดำเนินการแจ้งเตือนภัย เยียวยาช่วยผู้ประสบอุทกภัย และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาในท้องที่เกิดอุทกภัย เช่นเดียวกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ที่ดำเนินการสร้างคันกระสอบทรายและแนวกระสอบทรายยักษ์ (Big bag) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ไม่ได้มีเจตนาให้ประชาชนในเขตพื้นที่ จ.ปทุมธานี และพื้นที่โดยรอบได้รับความเสียหาย จึงเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทุกคนไม่มีความผิดในการบริหารจัดการน้ำผิดพลาดปี 2554 ให้ข้อกล่าวหาตกไป อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวเป็นคนละกรณีกับเรื่องกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์และพวก ดำเนินโครงการออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ วงเงิน 350,000 ล้านบาท ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช.

พธม.ยันลุยฟ้องอาญา ป.ป.ช.

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อ่านแถลงการณ์คณะทำงานพันธมิตรฯ ฉบับที่ 4/2560 เรื่องจัดงานรำลึกวีรชน เสวนาระดมความคิดเห็น และลงมติประชาชนเพื่อคืนความเป็นธรรมคดีสลายการชุมนุม 7 ตุลาคม 2551 ว่า ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติอุทธรณ์จำเลยในคดีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 เพียงคนเดียว คือ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. ในฐานะ ผบ.เหตุการณ์ และลงมติไม่อุทธรณ์จำเลยที่เหลือ คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. โดยคณะทำงานพันธมิตรฯ มีมติให้ดำเนินคดีอาญาแก่ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้องกับการลงมติดังกล่าวอย่างถึงที่สุดต่อไป เพราะญาติผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ยังไม่เชื่อว่ากระบวนการดังกล่าวจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และจะมีการจัดงานบำเพ็ญกุศลและรำลึกถึงวีรชนเนื่องในโอกาสครบรอบ 9 ปี เหตุการณ์การสลายการชุมนุม ในวันเสาร์ที่ 7 ต.ค.นี้ ที่เวทีบ้านเจ้าพระยา

“ชวน” หนุน “มาร์ค” นั่งนายกฯอีกรอบ

นายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯและประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการ ทอล์ก ทูเก็ตเตอร์ ทางเครือข่ายเฟซบุ๊กไลฟ์ ถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า ยังสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้เป็นนายกฯหากได้รับการเลือกตั้งและมีเสียงสนับสนุนพอ เพราะไม่มีเหตุผลที่จะเอาคนอื่น ส่วนที่มีข่าวว่ากลุ่ม กปปส.จะตั้งพรรคการเมืองใหม่นั้น คนของพรรคประชาธิปัตย์ไปอยู่กับกลุ่ม กปปส. และทุกคนในพรรคก็ไปช่วยในช่วงต้น เพื่อต่อต้านกรณีที่รัฐบาลขณะนั้นออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่เมื่อออกไประยะหนึ่งผู้ใหญ่ในพรรคและตนก็ถอยออกมา เพราะไม่ต้องการให้การเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง และไม่ได้ยินกับหูตัวเองว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พูดว่าจะตั้งพรรคการเมือง จึงไม่ขอวิจารณ์อะไร ส่วนที่บางคนมองว่าเป็นกลยุทธ์แยกกันเดินร่วมกันตีนั้น ต้องรอดูกันต่อไป เพราะการตั้งพรรค การเมืองสำรอง พรรคประชาธิปัตย์ไม่ค่อยคิดทำกัน เราคิดอะไรตรงไปตรงมา ทำการเมืองตรงไปตรงมาดีที่สุด

เมินร่วม พท.ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทำงานร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.หรือไม่ นายชวนตอบว่า นายอภิสิทธิ์ระบุว่าพร้อมทำงานกับใครก็ตามที่ทำเพื่อประเทศชาติ ตนในฐานะลูกพรรค มติพรรคว่าอย่างไรก็เคารพอย่างนั้น แต่อย่าเพิ่งตั้งสมมติฐาน เพราะการเลือกตั้งจะมีเมื่อไหร่ยังไม่ทราบ ส่วนความเป็นไปได้ที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยนั้น หัวหน้าพรรคได้ตอบไปแล้วว่าระบบที่ไม่เคารพกฎหมาย บ้านเมือง ไม่สุจริต ไม่ยึดหลักการเราไม่รับ เมื่อถามถึงรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ นายชวนตอบว่า รัฐธรรมนูญเปิดช่องหรือไม่ ถึงตอนนั้นก็เป็นส่วนของภาคปฏิบัติแล้ว ไม่มีใครทราบ เพราะยังไม่รู้ว่าจะมีกี่พรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้งและฉบับอื่นๆ ยังไม่ออกมา เรายังพูดไม่ได้

เด็ก ปชป.ชี้เป็นเกมเกี้ยเซียะ

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า ข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติพูดกันมานานแล้ว พยายามอ้างเหตุผลต่างๆ แต่ลืมไปได้เลย เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ไม่เปิดช่องให้ ที่สำคัญพี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยตั้งหน้าตั้งตารอการเลือกตั้งตามโรดแม็ป โดยให้มีฝ่ายรัฐบาล มีฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย ถ้าหากจะตั้งรัฐบาลแห่งชาติไม่ว่าก่อนหรือหลังเลือกตั้ง โดยรวมทุกพรรคการเมืองเข้ามาเป็นรัฐบาล ในที่สุดก็แค่เกมการเกี้ยเซียะอำนาจ แบ่งเค้กทางการเมือง แล้วพี่น้องประชาชนจะมีสิทธิมีเสียงอะไร จะจัดเลือกตั้งแค่พิธีกรรมให้เสียงบประมาณแผ่นดินทำไม จึงขอฝากรัฐบาล คสช.ว่า อย่าเพลินฟังเสียงเยินยอในอำนาจจนลืมคืนความชอบธรรมให้ประชาชนเจ้าของประเทศ ขอให้เดินตามโรดแม็ปที่ประกาศไว้ในรัฐธรรมนูญปี 60 ที่กำหนดช่วงเลือกตั้งในเดือน ส.ค. 61 อย่าติดโรคเลื่อน ตามความพยายามของแม่น้ำห้าสาย ออกมาโยนหินถามทางว่าจะเลื่อนไปเป็นปลายปี 61 หรือต้นปี 62 เพราะจะยิ่งดิสเครดิตรัฐบาลนี้ลงเรื่อยๆ

จี้รัฐตามทวงเงินคดีกรุงไทย

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษก พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงคดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้บริษัทในเครือกฤษดามหานครว่า กรณีนี้มีการปล่อยเงินกู้ให้ทั้งที่บริษัทดำเนินงานขาดทุนมาตลอด และโอนให้บุคคลในกลุ่มกับโอนให้บุคคลภายนอกอีกหลายคน โดยจำเลยคดีนี้มีถึง 27 คน ทำให้ธนาคารกรุงไทยซึ่งเป็นธนาคารของรัฐเสียหายกว่าหมื่นล้าน ศาลสั่งให้ร่วมกันใช้เงินคืน 10,004.46 ล้านบาทแก่ธนาคาร นอกจากนี้ ยังสั่งให้จำเลยที่เหลือต้องร่วมกันรับผิดชอบความเสียหายแต่ละส่วนที่มีความผิด ซึ่งได้สร้างความเสียหายรวมตามที่ศาลสั่งอีกรวม 27,191 ล้านบาท ดังนั้น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยกรรมการ บริหารธนาคารกรุงไทย จะต้องเร่งออกคำสั่ง ออกมาตรการเพื่อนำเงินมาคืน และขอกราบเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่าอย่าให้ใครละเว้น หรือปล่อยปละละเลยตามมาตรา 157 ต้องติดตามทวงเงินคืนแก่กระทรวงการคลังและธนาคารของรัฐ

ทีมสอบจ่อออกหมายเรียก “โอ๊ค”

นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 อัยการผู้ร่วมในการสอบสวนคดีกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีคณะพนักงานสอบสวนสำนวนคดีฟอกเงินการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ให้กับกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร ที่มีการพาดพิงถึงนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ จะมีเจ้าหน้าที่ ปปง.มาให้การเพิ่มเติมกับทีมสอบสวน โดยสำนวนก็จะสมบูรณ์แล้ว เพียงแต่สอบสวนเพิ่มเจ้าพนักงานตามปกติ ผู้สื่อข่าวถามว่า หากสอบเจ้าหน้าที่ ปปง.ที่ถือเป็นชุดสุดท้ายแล้ว จะเรียกนายพานทองแท้กับพวกที่เกี่ยวข้องมารับทราบข้อกล่าวหาได้เลยหรือไม่ นายขจรศักดิ์ตอบว่า สามารถดำเนินการได้ เพราะเมื่อสำนวนสมบูรณ์หมด และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาได้ โดยจะพิจารณาหลังสอบเสร็จว่าจะมาในวันไหนและเรียกใครบ้าง เป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ถ้าให้การปฏิเสธก็จะต้องดูว่าอ้างเหตุอย่างไร แต่ก็จะต้องรีบส่งอัยการ และพอถึงขั้นนั้นอัยการก็จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะมีความเห็นทางคดีอย่างไรสั่งฟ้องคดีต่อศาลหรือไม่ หรืออาจจะสั่งสอบเพิ่มหรือไม่

ปปป.เรียกสอบบริษัทประมูลข้าว

พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป.ว่า ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรมีการร้องเรียนว่ามีหลายบริษัท ที่ประมูลข้าวจากรัฐไปแล้วทำผิดเงื่อนไข ทาง บก.ปปป.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและสอบปากคำไปแล้ว 3 บริษัท วันนี้เรียกตัวนายวิชัย ใจวิสุทธิ์หรรษา กรรมการผู้จัดการบริษัท วีออร์แกนนิก ซึ่งประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล 61,000 ตัน มูลค่า 313 ล้านบาท มาสอบสวน เรื่องการดำเนินธุรกิจของบริษัทและขั้นตอนการประมูล ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่ ส่วนการสอบสวนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ทาง ปปป.ได้ยื่นซองเอกสารรายละเอียดการประมูลข้าว หรือทีโออาร์ จากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ไปแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ

อสส.เผย นปช.ร้องผิดขั้นตอน

แหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวถึงกรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. จะนำผู้เสียหายในคดีสลายการชุมนุม นปช. ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด (อสส.) ให้ส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช.เพื่อไต่สวนความผิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯเเละนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ว่า หากปรากฏว่ามีคนที่ ป.ป.ช.ไต่สวนแล้วไม่มีมูล แต่อัยการสูงสุดเห็นว่าน่าจะมีหลักฐานใหม่ อัยการสูงสุดสามารถแจ้งไปที่ ป.ป.ช.ให้หยิบยกขึ้นมาพิจารณา ซึ่งการจะเข้ากรณีแบบนั้นได้ จะต้องเป็น กรณีที่ ป.ป.ช.ไต่สวนแล้วส่งให้อัยการพิจารณา แต่ถ้าไม่เคยส่งอัยการเลยเช่นคดีนี้ ที่ ป.ป.ช.เคยไต่สวนแล้วคดีไม่มีมูลให้ตีตกไป โดยไม่เคยส่งอัยการ ถึงจะมีการยื่นเรื่องมาที่อัยการ ทางอัยการก็ไม่มีตัวเรื่องแจ้งกลับไปยัง ป.ป.ช. เรื่องนี้วิธีการที่ถูกต้องคือผู้เสียหายจะต้องทำเรื่องไปยัง ป.ป.ช.โดยตรง และหากคดีนี้ ป.ป.ช.มีพยานหลักฐานใหม่ก็สามารถหยิบยกขึ้นมาได้

“พงศ์พร” ย่องรายงานตัว สปน.แล้ว

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันเดียวกันนี้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) ได้เดินทางมารายงานตัวกับตนแล้ว เมื่อเวลา 13.30 น. ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกันมาก ตนเพียงแค่ทักทายและมอบหมายงานตามที่ได้มีคำสั่งไปให้ดูแล 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ซึ่งเมื่อ ผอ.พศ.รายงานตัวเสร็จ ก็รีบเดินทางกลับทันที โดยบอกว่ามีธุระ ทั้งนี้ พ.ต.ท.พงศ์พรจะเริ่มทำงานวันที่ 18 ก.ย. ตนได้จัดห้องทำงานไว้ให้ที่ห้องสำนักตรวจราชการ ชั้น 3 สำนักงาน สปน.

กกต.ลุยงานสืบสวนรับเลือกตั้ง

ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน จ.นครปฐม นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวน เป็นประธานปิดการอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับกลาง นายบุญส่งกล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กกต.ชุดนี้พยายามผลักดันให้มีบทบัญญัติเพิ่มอำนาจของ กกต. และพนักงานสืบสวนสอบสวนของสำนักงาน กกต. ในการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีในศาลหลายประการ ให้มีงบประมาณในการหาข่าว การสร้างเครือข่ายการข่าว ให้รางวัลแก่ผู้ชี้ช่องเบาะแส การคุ้มครองพยาน การกันพยานในคดีเลือกตั้ง ด้านสืบสวนสอบสวน ได้เตรียมการสร้างเครือข่ายด้านการข่าว ให้มีเอ็มโอยูกับสำนักกิจการยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการใช้ข้อมูล ประกอบในการสืบสวนสอบสวนคดีเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ เป็นการรองรับการเลือกตั้งตามกฎหมายใหม่

ถ้ำมองบุกห้องน้ำหญิงทำเนียบฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. ได้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นที่ห้องน้ำหญิงบริเวณชั้น 1 ตึกบัญชาการ 1 ในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตึกดังกล่าวเป็นสถานที่ทำงานของรองนายกรัฐมนตรี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึงมีห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย โดยขณะที่ผู้สื่อข่าว และข้าราชการเข้าทำภารกิจส่วนตัวในห้องน้ำซึ่งมีอยู่ 4 ห้องย่อย ปรากฏว่าที่ห้องน้ำห้องที่ 4 ซึ่งอยู่ด้านในสุด ได้มีชายวัยรุ่น ผิวคล้ำ อายุประมาณ 20 กว่าๆ แต่งกายดี แต่ไม่ติดบัตรแสดงตน สวมเสื้อเชิ้ตขาวมีลาย กางเกงสีดำ ปีนชักโครก ชะโงกหน้าข้ามมาดูห้องที่ 3 ซึ่งข้าราชการได้เหลือบไปเห็นพอดี ด้วยความตกใจได้ตะโกนโวยวายเสียงดัง พร้อมเปิดประตูออกมาดักชายดังกล่าวที่รีบเปิดประตูพยายามที่จะวิ่งหนีออกไปแต่ไม่ทัน ข้าราชการที่พบจึงถามด้วยความข้องใจว่า “ทำไมทำเช่นนี้” ชายดังกล่าวลุกลี้ลุกลน ก่อนอ้างว่า “ไม่เคยมาที่นี่” และวิ่งหนีออกไปทันที โดยข้าราชการและผู้สื่อข่าวได้พยายามวิ่งติดตาม และได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำตึกบัญชาการให้ช่วยติดตามแต่ก็ไม่ทัน

สื่อ–ขรก.หญิงผวาความปลอดภัย

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาดูสถานที่เกิดเหตุที่ห้องน้ำหญิง พร้อมไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อหาภาพและเส้นทางวิ่งออกไปของชายคนดังกล่าว แต่ปรากฏว่าเมื่อไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดซึ่งอยู่บริเวณทางเดินก่อนเลี้ยวเข้าห้องน้ำ กลับไม่สามารถจับภาพชายดังกล่าว เนื่องจากกล้องหันไปอีกมุมกับเส้นทางที่คาดว่าชายดังกล่าววิ่งออกไป ทั้งนี้หลังปรากฏเป็นข่าวได้สร้างความตื่นตกใจและหวาดผวาให้กับผู้สื่อข่าว ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หญิงที่ใช้ห้องน้ำตึกบัญชาการเป็นประจำ ทั้งนี้ทำเนียบรัฐบาลถือเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ได้ยกระดับการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด แต่ยังเกิดเหตุการณ์บุคคลภายนอกแอบบุกเข้ามาบ่อยครั้ง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุชายบุกประชิดนายกฯ เพื่อร้องเรียนถึงตึกสันติไมตรี หลังออกกำลังกายประจำสัปดาห์เสร็จ

เล็งเปลี่ยนป้ายห้องน้ำ–ติดกล้อง

จากนั้นเวลา 14.30 น. พ.ต.อ.เกียรติ กาบบัว ผู้กำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 ทำเนียบรัฐบาล ได้เดินทางมาตรวจสอบบริเวณห้องน้ำหญิงชั้น 1 ตึกบัญชาการ 1 และให้สัมภาษณ์ว่า จากการตรวจสอบพบป้ายสัญลักษณ์ห้องน้ำมีขนาดเล็ก ทำให้ผู้ที่ต้องการเข้าห้องน้ำอย่างเร่งด่วนอาจไม่ทันสังเกต และบริเวณทางเดินหน้าห้องน้ำไม่มีกล้องวงจรปิด มีแต่บริเวณด้านหลังซึ่งเห็นเพียงคนที่เข้า-ออกประตูหลังตึกบัญชาการ 1 เท่านั้น หลังจากนี้จะนำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับผู้อำนวยการกองสถานที่ ยานพาหนะ และรักษาความปลอดภัย เพื่อปรับปรุงข้อบกพร่อง และจะมีการติดตามรายละเอียดว่าบุคคลที่ก่อเหตุเป็นคนในหรือคนนอก เพราะบริเวณที่เกิดเหตุใกล้กับตลาดคลองผดุงกรุงเกษม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ พ.ต.อ.เกียรติกำลังให้สัมภาษณ์ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ ได้มาตรวจสอบบริเวณดังกล่าวและได้สอบถามรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์และไม่ให้ช่างภาพถ่ายภาพตัวเองขณะตรวจสอบ