วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“กลุ่มเซ็นทรัล” มังกรติดปีก ร่วมธุรกิจ JD.com เสริมแกร่งตลาดออนไลน์

กลุ่มเซ็นทรัล ยักษ์ค้าปลีกในประเทศไทย ประกาศจับมือร่วมธุรกิจมูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือ 16,500 ล้านบาท (33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) กับบริษัทยักษ์ใหญ่ JD.com (NASDAQ : JD) บริษัทอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และ JD Finance ผู้นำด้านฟินเทคของประเทศจีน เปิด 2 ธุรกิจร่วมในประเทศไทยในด้านอีคอมเมิร์ซ และฟินเทค เพื่อมุ่งสู่ความเป็นผู้นำตลาดออนไลน์ของประเทศไทย

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ เงินทุน 50% มาจากกลุ่มเซ็นทรัลคิดเป็นจำนวน 8,250 ล้านบาท และอีก 50% มาจาก JD.com และ JD Finance รวมถึง Provident Capital (โพรวิเดนท์ แคปปิตอล) ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านกลยุทธ์ของ JD.com ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอินโดนีเซีย การเปิดตัวธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซ และฟินเทคครั้งนี้ ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในวงการค้าปลีก และไฟแนนซ์ในประเทศไทย

โดยนายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มเซ็นทรัลจะนำความแข็งแกร่งด้านธุรกิจค้าปลีก ที่มีเครือข่ายร้านค้า (physical stores network) ที่สมบูรณ์ที่สุด พร้อมรองรับการให้บริการแบบหลอมรวมทุกช่องทาง หรือออมนิชาแนล (Omnichannel) และการชำระเงินที่สะดวกขึ้นด้วยทางเลือกที่หลากหลาย รวมถึงใช้แบรนด์และความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้า และความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับวงการค้าปลีกจากฐานลูกค้า The 1 card มาพลิกโฉมธุรกิจอีคอมเมิร์ซของไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า รวมถึงพัฒนาการเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัลในด้านออมนิชาแนล ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใหม่ ขณะที่ JD.comจะนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ และด้านโลจิสติกส์มาเสริมแกร่งให้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในครั้งนี้

ส่วนความร่วมมือด้านบริการฟินเทค จะต่อยอดจากความรู้เชิงลึกด้านเทคโนโลยีทางการเงินของ JD Finance รวมไปถึงประสบการณ์การพัฒนาบริการฟินเทคที่ง่ายต่อการใช้งานในตลาดใหม่ๆ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เทคโนโลยีคลาวด์ และเทคโนโลยีอื่นๆที่ทันสมัย

นายทศกล่าวว่า JD ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง และศักยภาพของบริษัทในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ในประเทศ จีน จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะเลือก JD มาเป็นพันธมิตรด้านอีคอมเมิร์ซกับกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อต่อยอดให้ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยเติบโตมากขึ้น เนื่อง จากปัจจุบันคนไทยใช้สมาร์ทโฟนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้การใช้จ่ายสูงขึ้นและ ตลาดอีคอมเมิร์ซก็มีโอกาสเติบโตอย่างรวดเร็วมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้คนไทยหันมาช็อปออนไลน์กันมากขึ้น จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล ในการขึ้นเป็นผู้นำด้านค้าปลีกออนไลน์ของประเทศไทยอย่างแท้จริง คาดว่าในปลายปี 2560 นี้จะเห็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซและฟินเทค ที่เกิดจากความร่วมมือของทั้ง 2 บริษัทฯแน่นอน

“JD.com เป็นบริษัทด้านอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนและเป็นธุรกิจค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในเชิงของรายได้อีกด้วย มีการออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย และมีแอพพลิเคชั่นสำหรับตลาดประเทศจีนโดยเฉพาะ รวมทั้งยังรองรับการซื้อผ่าน WeChat และ Mobile QQ ถือเป็นการมอบประสบการณ์การช็อปปิ้งที่แตกต่าง และทำให้ JD มีโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดในแวดวงอีคอมเมิร์ซประเทศจีน มีสำนักงาน 7 แห่ง มีโกดังสินค้า 335 แห่ง ใน 2,691 เขต และเมืองทั่วประเทศจีน นอกจากนี้ JD.com ยังเป็นสมาชิก NASDAQ100 และเป็นบริษัทที่มีชื่ออยู่ใน Fortune Global 500 ด้วย”

สำหรับ JD Finance เป็นบริษัทฟินเทคชั้นนำของประเทศจีน ปัจจุบันมีธุรกิจหลักอยู่ 10 ประเภท คือ ไฟแนนซ์เพื่อซัพพลายเชน, ไฟแนนซ์เพื่อผู้บริโภค, คราวด์ฟันดิ้ง, การบริหารความมั่งคั่ง, การจ่ายเงิน, ประกันภัย, ไฟแนนซ์เพื่อชนบท, เทคโนโลยีด้านไฟแนนซ์ และธุรกิจนานาชาติ มีลูกค้าองค์กรมากกว่า 500,000 ราย และลูกค้าบุคคลกว่า 150 ล้านราย นอกจากนี้ JD Finance ยังใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อให้บริการที่ครบครัน และตอบโจทย์ความต้องการของสถาบันการเงินหลากหลายแห่ง

ด้านนายริชาร์ด หลิว ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JD.com กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ บริษัทฯมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ เพราะไทยมีจำนวนประชากรมาก ประกอบกับมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และเครือข่ายด้านโลจิสติกส์แข็งแกร่ง เอื้อต่อการพัฒนาบริการด้านอีคอมเมิร์ซ และฟินเทคเป็นอย่างยิ่ง

“การร่วมงานกับกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกของประเทศไทยที่มีห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าทั่วประเทศ มีกลุ่มธุรกิจหลากหลายมากกว่า 9 กลุ่มธุรกิจ คือ กลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า, กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค, กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง สินค้าตกแต่งบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้า, กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า และอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มธุรกิจอุปกรณ์เครื่องเขียน หนังสือ และออนไลน์, กลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต, กลุ่มธุรกิจบริหารและการตลาดสินค้าแฟชั่น, กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร และกลุ่มธุรกิจในประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ ยังมีห้างสรรพสินค้าหรูในกลุ่ม “ลักชัวรี คอลเลคชั่น (Luxury Collection)” ทั้งในประเทศไทย และในทวีปยุโรป ซึ่งมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่รู้จักของคนไทย และคนทั่วโลกมากว่า 70 ปี มีการขยายธุรกิจไปทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยมากกว่า 3,075 แห่ง จะช่วยเสริมศักยภาพและเป็นประโยชน์ต่อการขยายธุรกิจสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้”.