วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตลกดัง เชิญยิ้ม ไม่โกรธโดนด่าตุ๊ดแก่ เผยจุดเปลี่ยนที่กลายเป็นกะเทย (คลิป)

เป็นตลกชื่อดังที่มีคนรู้จักมากมาย สำหรับ อรชร เชิญยิ้ม ที่ผ่านงานแสดงมาทั้งละคร และภาพยนตร์มาเยอะมาก หรือแม้แต่ตามคณะลิเก ก็เคยเห็นเขาเล่นเป็นตัวโจ๊กมาแล้ว แต่เชื่อว่า หลายคนยังสงสัยว่า อรชร นั้น เป็นกะเทยจริงรึเปล่า เพราะในบางครั้งก็เหมือนผู้ชายที่แมนทั้งแท่ง บางครั้งก็อ่อนหวานยิ่งกว่าผู้หญิงซะอีก 

โดยตลกชื่อดังได้มีโอกาสนั่งคุยแบบเปิดใจกับ บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ถึงเรื่องนี้ พร้อมกับย้ำว่า มันไม่ใช่การแสดง แต่มันมาจากภายในจิตใจล้วนๆ 

ตอนที่เข้าวงการเรายังเป็นผู้ชายอยู่เลย? “ตอนนั้นยังรักผู้หญิงอยู่ แต่ตอนนี้ที่เป็นอย่างนี้ คือเราเป็นแบบนี้แล้วเราได้เงิน ได้จากน้ำพักน้ำแรงเราเลย เราช่วยเหลือทางบ้านได้ จ่ายหนี้ให้แม่เราได้ เราคิดว่าเราเป็นอย่างนี้ดีกว่า เป็นแล้วเราไม่ต้องแบ่งความรักให้กับใคร

คือเรารักครอบครัวดีกว่า ปลูกบ้านให้แม่อยู่ คิดว่าถ้าเราเป็นผู้ชายเลย เราคงไม่มีโอกาสได้อยู่กับแม่ เพราะเราต้องไปอยู่กับครอบครัวเรา เลยเป็นอย่างนี้ดีกว่า แม่อยากได้อะไรเราพร้อมที่จะให้

ทุกวันนี้ก็เลยคิดว่า ทำอะไรก็ได้ เหนื่อยแค่ไหน อดหลับอดนอน รับงานเงินจะมากหรือน้อย เราก็รับ ขอให้ได้เงินมาจ่ายค่างวดรถ และส่งให้ทางบ้านอย่างเดียว บางครั้งไปออกรายการ ก็ได้เงินเยอะ แล้วแบ่งให้แม่ ทำบุญ และสร้างพระ”

ก่อนหน้านั้นที่เป็นผู้ชาย เราไม่มีงานเหรอ? “ตอนที่เล่นเป็นพระเอกลิเก จนเค้าบังคับให้เราเป็นตัวโจ๊กในคณะลิเก เราก็มาเล่น แล้วรายได้มันดีขึ้น ตอนที่เป็นพระเอกลิเกค่าตัวจาก 200 500 พอมาเป็นตัวโจ๊กค่าตัวก็จะมาเป็นพัน อุ๊ย ค่าตัวดีวุ้ย เป็นตลกก็ได้เยอะ

แต่ตอนนั้นเรายังอายอยู่ เราไม่กล้าเล่นเป็นตัวตลก ด้วยความที่เรายังเป็นพระเอกอยู่ จนมีพี่อยู่คนนึง เค้าก็บอกว่า เล่นให้เต็มที่ไปเลย โดยที่เอาตัวตนของเราออกมา เราก็เอาตัวตนเรามาเล่นเลย เป็นกะเทย พอยิ่งเล่นมันก็ยิ่งออก ก็เลยชอบ

ตอนนั้นบ้านเรามีปัญหาด้วย เราก็มีปัญหาทางชีวิตรัก เรารักผู้หญิงนี่แหละ แล้วผิดหวัง ตอนนั้นถึงขั้นฆ่าตัวตายเลยนะ แต่ไม่สำเร็จ แม่พาไปล้างท้องทัน

เราเสียใจนะตอนนั้น เลยหนีออกจากบ้านมาเล่นลิเกในกรุงเทพฯ บังเอิญน้ากล้วย เชิญยิ้ม มาเจอ เค้าก็พามาเล่นลิเก เล่นเป็นพจมาน เราได้ค่าตัวมา ก็โอนเงินให้แม่ซื้อโทรศัพท์เลย เราก็มาคิดว่า ได้ค่าตัวดีวุ้ย เพราะตอนที่เล่นเป็นผู้ชาย ไม่เคยได้ค่าตัวอย่างนี้”

ตอนนั้นที่เข้ามาเป็นตลก เราเป็นกะเทยรึยัง? “ก็ยัง ตอนนั้นยังมีแฟน และแต่งงาน น้ากล้วยเป็นเถ้าแก่ให้ แต่ทีนี้ด้วยเรื่องเวลามันไม่ได้ มันไม่มีเวลาให้กัน โดยที่ว่าเราอยู่ตรงนี้ เราอยากช่วยเหลือทางบ้านด้วย และอีกอย่างเรามีงานเยอะ ก็เลยไม่ได้อยู่ก้บเค้า

เพราะเราอยากทำงานให้ได้มากที่สุด น้ากล้วยเคยถามว่า ไม่อยากช่วยแม่ ช่วยที่บ้านเหรอ เราก็นั่งร้องไห้ เลยตัดสินใจดูแลครอบครัวแม่เรา ตอนนั้นเลยทำให้ห่างกับแฟน โทรหากันบ้าง มีลูกด้วย แต่ลูกอยู่กับแม่ของเรา”

การที่เราผันตัวเองมาเป็นกะเทย เพราะความชอบของเรารึเปล่า? “ชอบด้วย และคิดว่าถ้าเรามีแฟน มีเมีย แล้วแต่งงานไปแล้ว เราก็ต้องไปอยู่กับเมียเรา แล้วแม่เราล่ะ เป็นอย่างนี้ดีกว่าดีที่สุด ไม่อยากหลอกใคร อยากให้เค้ารู้ตัวตนของเรา เราทำอะไรก็ได้ ทำแล้วมีความสุข

คือครอบครัวที่มีแม่เราด้วย ก็เคยแอบร้องไห้นะ ในบั้นปลายชีวิตก็อยากจะมีคนดูแลเรา เราห่วงครอบครัวเรามากที่สุด ห่วงแม่ ห่วงน้อง ห่วงหลาน เพราะเราเคยลำบากมาด้วยกัน(เริ่มน้ำตาไหล) เลยขอเลือกเป็นอย่างนี้ดีกว่า

ถามว่ามีผู้ชายเข้ามาคุยมั้ย มี แต่ต้องเลือก ผู้หญิงเข้ามาคุยก็มีนะ แต่เราเลือกคุยนะ ว่าคนนี้เข้ามายังไง ด้วยวิธีไหน คือเราจะนึกขึ้นมาเลยว่า เมื่อก่อนเรายังไม่ได้อยู่ตรงนี้ ก็ไม่เห็นมีใครเข้ามาเลย เค้าคิดยังไงกับเรา เราก็จะดู

ถ้าเค้าพูดเรื่องเงิน เราก็จะบอกว่า พี่ก็แย่ น้องแย่แค่ไหน พี่ก็แย่มากกว่า แล้วเค้าก็ไม่คุยกับเราอีกเลย เหมือนว่ามันอิ่มตัวกับเรื่องแบบนี้แล้ว”

เราแต่งงานมีลูก มีเมียแล้ว อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้พี่มีจิตใจเป็นกระเทย เพิ่งรู้ตัวเองรึเปล่า? “มันไม่ใช่นะ ตอนนี้พี่อายุ 45 แล้ว” เมื่อก่อนตอนที่เราเป็นผู้ชาย เราเป็นคนยังไง? “เรามีผู้หญิงคนนึงที่แอบชอบมาตั้งแต่ประถม จนตอนนี้ก็มาเจอกัน แต่เค้ามีครอบครัวแล้ว ผ่านไป 32 ปี เพิ่งมาเจอกัน เพื่อนก็แซว พอเราคิดว่าเราจะเป็นกะเทย แฟนของผู้หญิงคนที่เราชอบ เค้าก็ไม่มาระแวงเรา แถมเรายังได้ใกล้ชิดผู้หญิงคนนี้ด้วย”

อะไรเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้ชายแมนๆ อย่างพี่ มาเป็นกะเทยได้? “คือพูดได้เลยว่า เป็นเพราะเงิน” ถ้าไม่ใช่เพราะเงินล่ะ?​ “ป่านนี้ก็คงมีเมียอยู่ที่บ้านนอกแล้ว ไม่ได้มาอยู่ตรงนี้”

การเป็นแบบนี้ มันมาจากความพยายามของเราที่จะเป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว หรือจิตใจเรามีส่วนที่ทำให้เป็นอย่างนี้? “บางคนก็คิดว่ามันคือการแสดง แต่เราบอกว่า ไม่ใช่ มันไม่ใช่การแสดง แต่บางทีเวลาอยู่คนเดียวเราก็มีอารมณ์แบบผู้ชายเหมือนกันนะ ยังคิดถึงผู้หญิงอยู่

บางทีก็มีกลับไปหาแฟนเรานะ เค้าเรียกเราพ่อ เราเรียกเค้าแม่ แต่เราก็อยู่ในสถานะที่เป็นเพื่อนกันนะ เค้าก็ดีนะ รักเรามาก เราอยากได้อะไร เค้าหาให้ แต่พอเราไปอยู่กับแม่ เราก็จะไม่สนใจเค้านะ

เราก็รู้ว่าเค้าน้อยใจเรา แต่เค้าเข้าใจเรานะ ทุกวันนี้ใครจะคิดยังไง เราก็ไม่สนใจแล้ว เป็นอย่างนี้ดีที่สุด ถ้าเราเป็นผู้ชาย ป่านนี้ที่บ้านก็คงจะโดนยึดแล้ว ไม่ได้ปลูกบ้านให้แม่”

จะบอกว่า เป็นอย่างนี้ งานเข้าเยอะกว่า? “ใช่ มันมีงานเข้ามา เล่นลิเกจากได้ค่าตัวน้อยๆ เราก็ได้ค่าตัวเยอะเพิ่มขึ้น คนชอบดูเราในลุคเป็นกะเทยมากกว่า เมื่อก่อนเราเล่นเป็นผู้ชาย คนดูเค้าก็ไม่ชอบ ชอบแบบกระเทยมากกว่า”

การที่เราเล่นเป็นกะเทย มันทำให้เราติดเป็นนิสัย จนติดถึงทุกวันนี้รึเปล่า? “บางมุมเราก็มีนุ่งผ้าขาวม้า นุ่งผ้าเช็ดตัว ถอดเสื้ออยู่บ้าน” หรือพี่อรชรจะเป็นบุคคลสองบุคลิก มุมหนึ่งยังเป็นผู้ชาย อีกมุมยังเป็นกะเทย?​ “ใช่ บางคนมาถึงขนาดนี้ มีเงินมีทอง เค้าก็ต้องไปอัพหน้าใหม่ เพื่อต้องการให้ใส ให้สวย

พอเราจะทำปุ๊บ ก็กลับมาคิดว่า เดี๋ยวไม่มีกิน กลัวแม่อด ช่างมันเถอะ หน้าแบบนี้แหล่ะ เพื่อนยังเคยถามเลย ไม่ทำนมเหรอ หลังจากที่ออกสื่อบ่อยๆ เราก็ต้องวางตัวแยกห่างจากกลุ่มเพื่อนผู้ชาย และกับผู้หญิงก็ต้องวางตัว เดี๋ยวคนจะคิดว่าเป็นเมียเรา

บางครั้งเวลาไปไหนมาไหนคนเดียว คนก็จะเข้ามาชมว่า ตัวจริงน่ารักกว่าในทีวีอีก เราก็มีความสุขนะ ในแบบที่ไม่ต้องเสียเงิน มันเป็นอะไรที่ปลื้มมาก ได้มีความสุขอยู่กับครอบครัวด้วย”

ลูกเข้าใจเราไหม? “เข้าใจ เพราะว่าย่าจะบอกว่า ที่พ่อเป็นอย่างนี้ เค้าเอาเงินมานะ ถ้าไม่มีพ่อ พวกเราจะยังไงก็ไม่รู้ เค้าก็จะพยายามคุยให้หลานเข้าใจ หลานชายเราก็เรียกเราว่าลุง ไม่ให้เรียกป้า เพราะกลัวหลานสับสน แต่ถ้ามีเรื่องอะไรเข้ามา ความเป็นผู้ชายของเราก็จะออกมาเลย บางทีก็งงตัวเอง สรุปว่าเป็นอะไรแน่”

กลัวลูกมีปมด้อยไหม ว่าพ่อเดี๋ยวก็เป็นกะเทย เดี๋ยวก็เป็นผู้ชาย? “ไม่ครับ ตอนนี้เค้าอยู่ ม.2 แล้ว ลูกเป็นผู้หญิง เค้าก็พูดนะ เค้ามีทั้งพ่อและแม่ แต่เวลาเราคุยกับผู้หญิงคนอื่น เค้าจะมาฟ้องย่า แล้วเค้าจะงอน เราเคยวีดีโอคอลคุยกับผู้หญิงอื่น เค้าก็จะงอน ไม่ชอบ แต่เราจะสอนลูกว่าให้ตั้งใจเรียนนะ

โตขึ้นจบมาจะได้มีวิชาติดตัว ไม่ต้องมาเลี้ยงพ่อหรอก เลี้ยงตัวเองให้รอด เราก็จะสอนลูกหลาน บอกว่าถ้ามีผัวมีเมียก็ออกจากบ้านไป ส่วนคนที่อยู่บ้านหลังนี้ จะไม่มีเมียมีผัว เพราะเราชอบอยู่กับแม่มากกว่า จะนอนกอดเหมือนเด็กเลย มันมีความสุขนะ ทำอะไรก็แล้วแต่จะนึกถึงหน้าแม่ตลอด คือทุกวันนี้เราอยู่คนเดียวดีกว่า ไม่ต้องมีใคร และไม่ต้องแบ่งเงินใครใช้ด้วย”

แฟนของพี่อรชร รับได้ไหม ที่ตัวพี่เองมีบุคลิกอย่างนี้? “คือตอนเราทำงาน เค้าก็เห็นเราเล่นเป็นตัวผู้หญิง เมื่อก่อนเราอยู่ด้วยกันสองคน เรารู้กัน อยู่ในห้องเราจะรู้แล้วอะไรคืออะไร พอออกข้างนอกปุ๊บ เค้าจะเรียกเราพ่อ อย่างไปเจอวิก พ่อๆ วิกนี้สวยจัง เราก็จะบอกพูดเบาๆ แต่เราก็ยังรักเค้าอยู่นะ เค้าดีอ่ะ ถ้ามีโอกาสเราก็จะโทรคุยกัน”

แสดงว่า ภรรยาของพี่เองก็รู้ว่าพี่เป็นยังไง? “เค้ารู้จากการแสดง แต่เราก็บอกเค้าว่า เราเป็นอย่างนี้ดีกว่า แล้วเราจะได้ไม่มีใครด้วย หยุดตรงนี้ โดยที่ว่าเราก็สงสารลูกด้วย สงสารแม่ด้วย” แสดงว่าเมื่อก่อนเราเจ้าชู้มาก? “เมื่อก่อนชอบมองผู้หญิงสวยๆ และก็เคยอกหักเรื่อยๆ บางทีถ้าเราไม่เป็นกระเทย เราก็ไม่ได้ใกล้ชิดเค้านะ แต่เมื่อก่อนไม่ได้ออกขนาดนี้ ยังอายอยู่”

หรือเราจะเป็นคนสองบุคลิก อีกมุมหนึ่งก็เป็นผู้ชาย อีกมุมก็เป็นกะเทย? “ก็คงประมาณนั้น ที่สำคัญตอนนี้ความเป็นผู้ชายเราก็ต้องเหลือไว้บ้าง ให้พ่อที่เสียไปรับรู้ว่าลูกผู้ชายเค้ายังมีอยู่นะ เพราะว่าพี่ชายสองคนเสียแล้ว เราจะได้สืบทอดนามสกุล

บางครั้งนะ ตัวเราขนขายังไม่กล้าโกนเลย อยากมีความเป็นผู้ชายให้พ่อรู้ว่าเค้ายังมีลูกผู้ชายอยู่ แล้วเวลาอยู่กับแม่ เราจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง กับพ่อเราก็จะแมนๆ ถ้าออกไปตลาด หรือไปข้างนอก เราก็จะใส่กางเกงยีนส์ ใส่หมวกปิดหน้า เดินแมนๆ เลย บางคนก็ยังมองว่ามันคือการแสดง”

“น้ากล้วย เชิญยิ้ม เค้ายังเคยมาห้ามเลย ไม่ให้เรามาพูดประกาศตัวว่าเราเป็นกะเทยเต็มตัวนะ เราก็บอกว่า พูดไปเถอะ หนูจะได้อยู่กับแม่ ถ้าหนูไม่พูด เดี๋ยวอะไรก็พลาดได้ เราเลยยอมรับดีกว่า แต่บางทีเราก็ไม่เข้าใจตัวเอง อย่างเราอยู่กับผู้หญิง เห็นเค้ามาเอาใจเรา เราก็ยังคิดเลยว่า เค้าชอบเรารึเปล่า”

หรือพี่จะเป็นไบโพลาร์ ที่เป็นคนสองบุคลิก สองอารมณ์ สองแบบในคนเดียว? “ไม่รู้สิ” เคยคิดอยากไปหาหมอไหม? “ไม่เคยคิด เพราะว่าเรารู้ตัวเราเอง ถ้าเราไปเค้าจะคิดว่าเราเป็นโรคจิต แต่เราไม่ได้เป็น

มุมมองหนึ่ง ถ้าคบผู้ชาย เราท้าทายดี ถ้าคบผู้หญิง เราจะอ่อนไหว โดยที่ว่าจะยอมเค้าทุกอย่าง เหมือนยิ่งคบนานๆใจเราก็เตลิดเลย เหมือนตอนที่แต่งงานใหม่ๆ เราไม่กลับบ้านเลย 3 เดือน ไม่ได้ไปหาแม่เลย”

แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า จากที่พี่อรชรแมนๆ แล้วมาเปลี่ยนเป็นกะเทยได้ยังไง? “มันก็พูดยากเนอะ หลายคนก็มองว่าเราขี้แอ็ก เสแสร้ง สร้างภาพ แต่เราพูดได้เลยว่า ถ้าเรารักผู้หญิงเราตายอย่างเดียว เพราะพี่ชายสองคนตายเพราะเมีย อันนี้เป็นความคิดส่วนตัวของเราเลยนะ คือเมื่อก่อนเราไม่ยอมรับนะว่าเราเป็นกะเทย แต่มาตอนหลังเรายอมรับดีกว่าว่าเราเป็น”

ช่วยยืนยันหน่อย ว่าการเป็นกะเทยของพี่อรชร ไม่ใช่การแสดง? “ไม่ใช่การแสดง ยืนยันเลย มันเป็นมาจากจิตใต้สำนึกของเรา ค้นหาความจริงได้ แต่บางครั้งความเป็นแมนเรายังมีอยู่ เราให้เกียรติผีพ่อ เพราะเค้าอยากให้เรามีครอบครัว มีเมีย เราก็ทำทุกอย่างให้เค้าแล้ว แต่ ณ เวลานี้เราได้เรียนรู้หมดแล้วว่า การอยู่กับครอบครัวเมียเป็นยังไง และอยู่กับผู้ชายเป็นยังไง มันได้เรียนรู้มาหมดแล้ว ขออยู่กับแม่ กับครอบครัวเราดีกว่า”

ไม่โกรธใช่ไหม ถ้ามีคนว่าเราเป็นตุ๊ดแก่? “ไม่เคยโกรธเลย เพราะว่าทุกเรื่องที่เราเล่น เราเป็นอย่างนี้หมด” หรือเราติดพฤติกรรมจากการแสดงมา? “ไม่เกี่ยว พอได้เล่นบทตุ๊ด เราจะมีความสุข และมันมีอินเนอร์ของมันเอง”

ไม่แคร์แล้วด้วย เพราะเปิดกว้างแล้ว? “ใช่ ไม่แคร์ คือ ณ เวลานี้แคร์ครอบครัวอย่างเดียว ว่าจะมีกินมั้ย จะอดมั้ย เพราะเมื่อก่อนเราอด แต่ตอนนี้ทุกคนอิ่ม ไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน”

ตอนนี้ค่าตัวพี่เท่าไหร่แล้ว?​ “ไม่เยอะเลย ขอแค่อะไรที่เป็นเงินเรารับหมดอะไรที่เราไหวจะทำ เราก็รับหมด จากหลักร้อย มาเป็นหลักพัน สูงสุดก็สองหมื่น เราคิดว่าไม่ได้หวังรวย ขอแค่ให้มีงานเข้ามา บางเดือนก็ไม่มีนะ แต่เราเอาเพื่อนเอาฝูงเอาคอนเนกชั่นไว้ เอาแค่เราอยู่ได้ เค้าอยู่ได้ เค้าเลือกเราก็ดีแล้ว ไม่ใช่ไปอัพค่าตัวขึ้น แต่เล่นไม่ดี”.