วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่ต้องแอ๊วผู้ชาย! ‘มิ้นต์-ชาลิดา’ คบ ‘ภูผา’ สุดเรียบง่ายแพลนจับมือเรียนต่อ

“อยากออกมาแอ๊วผู้ชาย” กลายเป็นวลีฮิตติดปากในพริบตา ทำให้ มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง นางเอกละคร “รักหลงโรง” ทางช่อง 3 ไปไหนมาไหนถูกแซวไม่เลิก งานนี้แทนที่ สาวมิ้นต์ จะเขินที่ร้องลิเกได้เพี้ยนกลับปลื้มกระแสหนักมาก ยิ่งประกบคู่ ท็อป–จรณ กลายเป็น “พระนางเคมีสาธารณะ” ถูกใจคอละคร ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่แค่งานรุ่ง ความรักก็ดี๊ดีถึงแม้ไม่ค่อยมีเวลาเจอหนุ่มคนสนิท ภูผา เตชะณรงค์ ทายาทโบนันซ่า เท่าไหร่นักแต่ไม่ใช่อุปสรรคเพราะเป็นรักไม่หวือหวาอยู่แล้วใน “คนดังนั่งคุย”

ผลตอบรับจากละครเรื่องรักหลงโรง

“ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดี ซึ่งละครแนวนี้เป็นครั้งแรกที่มิ้นต์ได้เล่น เป็นละครแนวบ้านๆ ที่เข้าถึงชาวบ้านกลุ่มแฟนคลับเพิ่มขึ้นอีกกลุ่มหนึ่ง และที่สำคัญเรื่องนี้ก็เป็นละครที่สนุกสนานสร้างสรรค์ครอบครัว ได้แง่คิดดีๆ ทุกคนก็ชมมิ้นต์มากขึ้นในเรื่องนี้ค่ะ” เสน่ห์และความน่าประทับใจอยู่ตรงไหนบ้าง “คงเป็นชีวิตของแกรนด์-กีรณา ที่ต้องพลิกชีวิตมาอยู่ต่างจังหวัด คนดูจะชอบที่ได้เห็นตัวตนที่แท้จริง การที่เค้าได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น ความรู้สึกที่แท้จริงด้วย เหมือนเนื้อเพลงกลับบ้านเรา ที่พี่ไข่มุกร้อง เป็นละครที่ทำให้ทุกคนคิดถึงบ้านเกิด กลับบ้านเราเถอะ ได้แง่คิดในตัวเอง แล้วสอนคนดูด้วยเพราะทุกตัวละครมีมุมชีวิตที่แตกต่างกันออกไป แล้วจุดจบในชีวิตของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน”

เรื่องนี้มิ้นต์ก็ได้เรียนรู้การร้องลิเกด้วย

“ก็ส่วนหนึ่งค่ะ จากที่ไม่เคยร้องลิเก ไม่เคยดูลิเกสดๆ พอมาดูก็ชอบ ก็ติดใจ รู้สึกว่าเป็นศาสตร์ที่ค่อนข้างยาก และด้วยคำเนื้อลิเกร้องยาก ทำให้เรา รู้สึกหลงรักลิเกไปด้วย เพราะพอได้เล่น ได้ซึมซับ ก็รู้สึกว่าลิเกกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมิ้นต์ด้วย ดีใจที่ได้เล่นเรื่องรักหลงโรงค่ะ ทำให้เราได้เข้าถึงลิเกอย่างแท้จริงมากขึ้น การที่เราได้มาใช้ชีวิตอยู่กับ คนลิเก ทำให้ได้เห็นถึงมนต์เสน่ห์และความตั้งใจจริงๆของคนลิเก หรือคณะลิเกที่อยากทำลิเกขึ้นมาในฉากฉากหนึ่ง หรือเรื่องเรื่องหนึ่งให้คนได้ดู มันที่สุด มันยากกว่าการเล่นละครอีกนะมิ้นต์ว่า เพราะเราไม่ได้ ถนัดตรงนี้ ร้องเพลงก็ยากสำหรับมิ้นต์แล้ว ยิ่งมาร้องลิเกก็ต้องเรียนทีละคำเลย ยากจริงๆ ก็ดีใจที่ทำให้ลิเกได้รับความสนใจมากขึ้น คนเดี๋ยวนี้จะลืมลิเก วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่มีใครได้ดูลิเกหรอกแม้แต่มิ้นต์เอง แต่เรื่องนี้ถือว่าสานต่อสิ่งดีๆ ตอนแรกที่พี่นก-จริยา ติดต่อมา ก็คิดว่าจะเล่นได้เหรอ แต่ก็ตั้งใจแสดง อย่างสุดความสามารถ และด้วยพื้นฐานนางเอกไม่ใช่คนร้องลิเกเก่ง เพียงแค่จำเป็นต้องไปร้อง ก็เลยไม่ได้ยากมาก ฉากร้องเพราะๆก็ไม่ได้มีเยอะ ก็เลยโอเค มิ้นต์ก็แสดงเป็นลิเกในแบบเรา อย่างฉากอยากมา แอ๊วผู้ชาย เป็นฉากร้องลิเกไม่เพราะ เพี้ยนๆ แต่มิ้นต์ ไปไหนมาไหน เค้าจะแซวกัน เป็นคำฮิตติดปากกันเลย เป็นแฮชแท็กละครเรื่องรักหลงโรงเลย ก็ดีใจค่ะ”

ละครเรื่องนี้เดินเรื่องเร็วมาก

“ใช่ค่ะ เหลือไม่กี่ตอนก็จบแล้ว เป็นละครที่ไม่ได้ไฮโซ จัดจ้านหรือละเมียดละไมอะไรมาก แต่เค้าก็จะมาสื่อในเรื่องลิเก ศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งน้อยมากค่ะที่เราจะได้ดูได้เห็นในละครไทย และอีกอย่างที่พี่นก-จริยา เสนอ ก็คือเรื่องความรัก
ในครอบครัว การที่อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าบ้านเราอยู่เมือง กรุงไปหาเงิน ทำอาชีพ แต่ เวลาที่ทุกข์ มองหาเพื่อน มองหาคนรักไม่เจอ แต่กลับมาอยู่บ้านเกิด แม้ทุกคนจะเกลียดชังเรา แต่ทุกคน ก็ยังรักและห่วงใยเราเสมอ มันทำให้ตัวแกรนด์ได้เห็นว่าชีวิตในเมืองกรุงเพื่อหาเงิน แต่สุดท้ายเราต้องการความรักมากกว่า นางเอกจึงเลือกที่จะ กลับไปอยู่ที่บ้านอยู่กับคณะลิเก ก็อยากให้ติดตามชมละครกันไป เพราะเรื่องเข้มข้นมากเลย มีจุดพีกและจุดไคลแมกซ์ขึ้นเรื่อยๆ มีบททดสอบสำหรับชาวคณะลิเกที่นางเอกจะต้องแก้ปัญหา ซึ่งอันนี้เหมือนคณะลิเกในปัจจุบันเลย ที่ต้องดำรงชีวิตกับภาวะปัจจุบัน จะมีกี่ครั้งที่คนจะจ้างคณะลิเกไปแสดง ก็อยากให้คนปัจจุบันช่วยกัน ลองเปลี่ยนมาจ้างคณะลิเกออกงาน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ซึมซับศิลปะลิเกมากยิ่งขึ้น จะได้ไม่สูญหายไป มิ้นต์ยังชอบเลย ลิเกสนุก ดูแล้วชอบเลย มีด้นสด แล้วกลอนต่างๆมีความไพเราะของมัน อยากให้ดูลิเกกันค่ะ”

ตอนนี้มิ้นต์มีงานละครอะไรต่อ

“ก็จะมีเรื่องสายธารหัวใจที่กำลังจะออนแอร์ลอตหน้า แล้วก็มีของพี่พุดเดิ้ล หน่วยลับสลับเลิฟ กำลังถ่ายทำอยู่ ก็ทำงานไปพร้อมๆกับเรียนใกล้จบแล้วค่ะ (ยิ้มมีความสุข) ปีสุดท้าย เทอมสุดท้ายแล้วค่ะ คณะบริหารระหว่างประเทศ ไอบีเอ็ม ที่สแตมฟอร์ด เทอมหน้าก็ฝึกงานค่ะ ก็ใกล้จะจบปริญญาตรีแล้ว” มีแพลนอะไรต่ออีกมั้ย “อยากเรียนปริญญาโทต่อเลย คิดจะต่อโทเรื่องการบริหารธุรกิจ เพื่อต่อยอดงานธุรกิจที่ทำอยู่ตอนนี้ค่ะ ซึ่งตอนนี้มิ้นต์ก็ทำไอศกรีมเจลาโต้อย่างเดียว ที่ขายในคาเฟ่อเมซอน และเพิ่งเข้าท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ไปก็ค่อยๆ ขยาย ค่อยๆปรับ ไป ผลตอบรับก็ดีเพราะเป็นไอศกรีมที่ไม่มีไขมัน เป็นรสผลไม้ต่างๆ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดรักษาสุขภาพ คน เป็นเบาหวานก็ทานได้”

ก็เป็นธุรกิจที่ทำกับพี่ภูผา

“ใช่ค่ะ ก็ทำทีละอย่าง ในอนาคตก็อยากจะขยายไปขายบนสายการบินด้วย อาจจะมีหน้าร้านด้วย ก็ทำให้กว้างขึ้นไปเรื่อยๆค่ะ ไม่รีบร้อน ชีวิตช่วงนี้ก็งานยุ่งนะคะ เพราะเรียนหนัก โปรเจกต์ก็เยอะ คิวถ่ายละครด้วยแล้วช่วงนี้มิ้นต์ก็ไปต่างประเทศบ่อย ไปดูแฟชั่นโชว์ ไปอีเวนต์ต่างประเทศมากขึ้น แต่ก็ลงตัวค่ะ อาจจะเป็นเพราะมิ้นต์เป็นคนสบายๆ ด้วย บางทีงานก็เครียด มีปัญหาต้องแก้ไข แต่มิ้นต์ก็เชื่อว่าปัญหาเราก็ต้องผ่านไปให้ได้ ก็พยายามจะเป็นคนไลฟ์ลี่สบายๆค่ะ”

พูดถึงพี่ภูผานิดหนึ่ง รู้จักกันมากี่ปีแล้ว

“รู้จักกันมาห้าปีค่ะ” สิ่งที่ประทับใจในตัวเค้า “มิ้นต์ว่าเค้าเป็นคนง่ายๆ สบายๆ ไม่ได้มาฟิกซ์ชีวิตของกันและกัน คือทุกคนทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและรัก ต่อให้ไม่ได้เจอกันนานแค่ไหน เราก็ทำงาน ทุกคนต่างคนต่างที่จะทำงาน ช่วงมิ้นต์เรียนก็ทำงานเยอะด้วย เวลาเจอกันน้อย แต่มีอะไรเค้าก็จะเป็นที่ปรึกษาที่ดีในเรื่องต่างๆ เพราะเค้าเรียนเรื่องธุรกิจมา มีประสบการณ์มากกว่า ขอให้คำแนะนำ คอยสอน ก็จะคุยแพลนธุรกิจต่างๆ ด้วยกันเยอะ อย่างเรื่องไอศกรีม ก็คิดโปรเจกต์เยอะ ที่จะดันให้ไปให้ไกลที่สุด คู่ของเราก็จะไม่หวือหวาอะไร ใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา ง่ายๆเรียบๆบางทีก็ไม่เจอกันเลย ต่างคนต่างทำงาน ไลฟ์สไตล์ ชิลชิล ซึ่งมิ้นต์ก็เป็นคนชอบอะไรที่ง่ายๆกับชีวิตอยู่แล้ว”

มีแพลนอย่างอื่นร่วมกันมั้ย อย่างเรื่องแต่งงาน

“(หัวเราะเสียงดัง) โอ้โห ตอนนี้เราต่างงานยุ่งกันมาก แค่แพลนที่จะหาวันถ่ายรูปไอศกรีมไปโปรโมต หาวันยังไม่ได้เลย แน่นทุกวัน ทั้งเรียนทั้งละคร คงหาแพลนอย่างอื่นยาก แล้วอย่างตอนนี้พี่ภูผาก็อายุเพิ่ง 26-27 ยังไม่มาก คิดเรื่องเรียนต่อโทด้วยกันมากกว่า ตอนแรกก็ตั้งใจจะเรียนที่เดียวกัน แต่ไปๆมาๆ ก็คิดว่าเรียนกันคนละที่ดีกว่า จะได้เจอคนหลากหลายและแง่มุมการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน จะได้มาแลกเปลี่ยนกันค่ะ มิ้นต์ก็มองๆ อยู่ เค้าก็มองๆอีกที่หนึ่งอยู่ ก็เลยคิดว่าเรียนคนละที่ดีกว่า ตอนนี้ก็แพลนเรื่องเรียนมากกว่าค่ะ”

ตอนนี้ค่อนข้างมั่นใจในกันและกันเต็มร้อยหรือยัง

“ก็ไม่นะคะ เพราะว่าเรายังเด็กทั้งคู่ บททดสอบชีวิตในแต่ละคนยังมีอีกเยอะ ก็เลยไม่ได้จะมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเราจะต้องจบด้วยการแต่งงาน การใช้ชีวิตคู่นะ คือเราสองคนไม่เคยมองเรื่องนั้น มิ้นต์เป็นคนชอบมองปัจจุบันมากกว่าว่าจะทำอะไร ก็ทำไปให้ได้ แต่วันนี้ก็ทำวันนี้ก่อนให้ดีที่สุด ทำสิ่งดีๆต่อกัน มิ้นต์ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าความสัมพันธ์ของเราสองคน จะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่อยากคาดหวังเพราะเราก็อยากใช้ชีวิตให้มีความสุขทุกๆ วันในปัจจุบัน อนาคตต่อๆไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ตอบไม่ได้ เพราะนอกจากเราสองคน ยังมีพ่อแม่พี่น้องของเรา เพื่อนๆเยอะแยะมากมายที่จะร่วมไปกับเราด้วย แต่ก็บอกได้ว่าตอนนี้ก็มีความสุขกันดี”

ความสุขของมิ้นต์ในการใช้ชีวิตอยู่ตรงไหน

“มิ้นต์ก็ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและรัก และมิ้นต์ก็ไม่เสียใจในสิ่งที่เราตัดสินใจทำไปแล้ว เป้าหมายของชีวิตมิ้นต์ก็คือการได้ทำธุรกิจที่มั่นคงเลี้ยงชีพได้ ส่วนการแสดงก็จะเป็นอาชีพเสริมในอนาคต แต่งานหลักๆ คงเป็นธุรกิจของตัวเองที่มั่นคง แต่งานแสดงมิ้นต์ก็ทำมาตั้งแต่อายุ 12 มิ้นต์คลุกคลีมาตลอด ก็รักเหมือนกัน ก็พยายามจะดูแลทุกสิ่งทุกอย่างให้ดี
ที่สุดค่ะ”.

ทีมข่าวบันเทิง

ติดตามอ่านนิยายเรื่อง "รักหลงโรง" ได้ที่นี่