วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ซูจี" ตกที่นั่งเสือลำบาก

โดย สายล่อฟ้า

มรสุมรุกใส่ “ซูจี” คลื่นแทรกเมียนมา

ว่าไปแล้วในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยส่วนใหญ่ก็จะอยู่ด้วยความสงบเรียบร้อย ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินสร้างความเจริญให้กับประเทศ

มีที่ยุ่งนิดๆก็คือกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องการเมืองระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล เนื่องจากใกล้เลือกตั้งใหญ่ในปีหน้า

แต่เนื่องจาก “ฮุน เซน” ผู้นำประเทศที่ครองอำนาจมายาวนาน และต้องการสร้างสถิติโลก จึงต้องการจะอยู่ต่อไปอีก 10 ปี

ใครขวางก็ต้องเจอแบบหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านที่เข้าคุกไปแล้ว

การเมืองในกัมพูชานั้นเป็นเรื่องอำนาจล้วนเป็นเรื่องยากที่ใครคิดจะเอาชนะเขาไปได้ การเปิดศึกกับฝ่ายค้านครั้งใหม่นี้ก็เพราะเสียงสนับสนุนฝ่ายค้านชักมากขึ้นก็เลยต้องเตะสกัดเสียก่อนด้วยข้อหา “ชักศึกเข้าบ้าน”

หากไม่หยุดอีกมีหวังจะต้องสั่งให้ยุบพรรคแน่

อีกฟากหนึ่งของบ้านเราก็คือ เมียนมา ภายใต้การนำของ “อองซาน ซูจี” ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังจากการต่อสู้เพื่อทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย หลุดพ้นจากอำนาจเผด็จการทหาร

รางวัลที่สำคัญของชีวิตคือ รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ และชัยชนะจากการเลือกตั้งที่ชาวเมียนมาเทคะแนนให้อย่างท่วมท้น

จนได้เป็นผู้นำประเทศ แม้จะไม่ได้เป็นประธานาธิบดีก็ตามเพียงเพราะกฎหมายห้ามผู้นำประเทศมีคู่ครองเป็นชาวต่างชาติ

นั่นคือตำแหน่งที่ปรึกษาสูงสุดของรัฐบาลควบรัฐมนตรีต่างประเทศ

หลังรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศก็ทำให้เมียนมายกระดับประเทศขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เพราะได้รับการยอมรับจากนานาชาติหลังจากเคยถูกควํ่าบาตรมาก่อน มีการห่วงกันว่าจะไปรอดหรือไม่ เพราะไม่เห็นฝีมือกันมาก่อน

ที่สำคัญก็คือด้านเศรษฐกิจ

ทว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเมียนมามีพื้นฐานครบเครื่องอยู่แล้ว ทั้งนํ้ามัน ก๊าซธรรมชาติ และทรัพยากรอื่นๆอีกมากมาย กอปรกับตั้งอยู่ในชัยภูมิซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม

ประเทศต่างๆนั้นจ้องตาเป็นมันเพื่อเข้าไปลงทุนอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย รวมถึงประเทศไทยด้วย

จึงมีการลงทุนในรูปแบบต่างๆอย่างต่อเนื่อง ทำให้จีดีพีอยู่ในระดับ 7.5%

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงไปได้ดีมีโอกาสเติบโตอย่างรวดเร็ว สร้างความพอใจให้กับประชาชนหรือแม้แต่ทหารเอง

ยิ่งการที่ “ซูจี” เดินนโยบายแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกับทหารที่ยังมีอำนาจไม่น้อย ทั้งจากกองทัพและสัดส่วนในรัฐสภา

การเมืองจึงไม่มีปัญหาไปด้วยกันได้

แต่ในความราบรื่นนั้นก็เกิดปัญหาขึ้นมาราว 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อกองทัพเปิดฉากลุยยะไข่ ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นเมืองที่โรฮีนจาอาศัยอยู่ ทำให้เกิดความสูญเสียและลี้ภัยหนีตายกันเป็นจำนวนมาก

ปัญหาก็คือ ชาวโรฮีนจาจำนวน 1 ล้านคนนั้นไม่มีกฎหมายรองรับว่าเป็นพลเมือง นับถือศาสนาอิสลาม ชาวพุทธไม่ยอมรับ
ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

ยูเอ็น หลายประเทศโดยเฉพาะตะวันออกกลางต่างยื่นคำขาดให้ “ซูจี” แสดงความรับผิดชอบในเรื่องนี้ในฐานะผู้นำประเทศและยังมีการขอเรียกคืนรางวัลโนเบลอีกด้วย

จึงตกที่นั่งที่น่าเห็นใจไม่น้อย เพราะมันเกี่ยวกับเรื่องมนุษยธรรมและความรับผิดชอบต่อชาวพม่าที่ไม่ต้องการให้ “โรฮีนจา” อาศัยอยู่ในประเทศจนไม่กล้าเดินทางไปชี้แจงที่สหประชาชาติ

เป็นเรื่องที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเกี่ยวพันกับอำนาจในมือด้วย.

“สายล่อฟ้า”