วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"โยคะ" มหัศจรรย์...บำบัดโรค

กว่า 5,000 ปีมาแล้ว ที่ศาสตร์ซึ่งเรียกว่า Yoga หรือโยคะ ถือกำเนิดขึ้นในโลก โดยเริ่มต้น ณ เมืองฤาษีเกษ ประเทศอินเดีย บางคนคิดว่า โยคะ คือการออกกำลังกาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ศาสตร์อันเป็นความรู้ที่มหัศจรรย์นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการออกกำลังกาย แต่เป็นการฝึกที่รวมกาย จิต ให้เป็นหนึ่งเดียว เป็นกระบวนการสำหรับฝึกกาย ฝึกการหายใจ และฝึกจิต ที่ทำให้เกิดพลังอย่างเต็มที่

อย่างเช่น ท่าโยคะที่เรียกว่า Asanas (อาสนะ) เป็นการฝึกท่าโยคะและค้างท่านั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเน้นความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลัง ทำให้เลือดและสารอาหารไปเลี้ยงประสาทไขสันหลังเพิ่ม

บรรดาโยคีเชื่อว่า การฝึกโยคะทำให้การทำงานของต่อมต่างๆ รวมทั้งต่อมไร้ท่อทำงานดีขึ้น ท่าของการฝึกโยคะส่วนใหญ่เป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้สอดคล้องกับการหายใจ ซึ่งนอกจากจะทำให้มีสมาธิที่แกร่งกล้าแล้ว การฝึกท่าโยคะยังเป็นการฝึกประสาท ความยืดหยุ่น ความแข็งแรง การทรงตัว ลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ ที่ผลสุดท้ายแล้ว ก็เพื่อทำให้สุขภาพกายและใจดีขึ้น

พุทธิอร ไพบูลย์สุวรรณ หรือ ป้าจิ๊ หนึ่งในครูและกูรูโยคะ แห่ง Agaligoyoga บอกว่า ตอบไม่ได้ว่า โยคะรักษาโรคได้จริงหรือไม่ แต่ศาสตร์ที่อยู่มานานถึง 5,000 ปี โดยไม่เปลี่ยนแปลงก็น่าจะเป็นคำตอบอยู่บ้าง การฝึกโยคะ จริงๆแล้วมีหลักง่ายๆ คือ เมื่อร่างกายของเราตึง เกร็ง ก็จะไม่ผ่อนคลาย เมื่อไม่ผ่อนคลาย ก็ทำให้หายใจได้ไม่เต็มที่ หายใจสั้น อายุก็สั้น ถ้าหายใจยาวๆได้ อายุก็ยืนยาว

“นักเรียนส่วนใหญ่ที่มาเรียนโยคะกับป้า ไม่ได้คิดเรื่องรักษาโรคอะไรมากนัก ส่วนใหญ่ที่มาจะบอกว่า อยากผอม เซี้ยะเหมือนป้า” ป้าจิ๊เล่าพร้อมกับเล่าให้ฟังว่า จริงๆแล้วเริ่มเล่นโยคะตอนอายุ 52 หรือประมาณ 15 ปีที่แล้ว จากที่สมัยก่อนไม่เคยดูแลร่างกายเลย ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น จนวันหนึ่งร่างกายมันฟ้อง ก็เริ่มฝึกโยคะเพราะถูกจริต และก็ทำมาอย่างต่อเนื่อง เพราะโยคะ เป็นสิ่งที่คนทุกเพศ ทุกวัย ทำได้ พูดง่ายๆคือ ถ้ามีลมหายใจก็ทำได้หมด แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

“ถ้าเราไม่เคยได้รับการฝึกเลย ร่างกายเราก็จะเหยียดยืดไม่ได้ พับตัวลงไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ต้องโทษใครหรืออะไรเลย เพราะเราไม่เคยใส่ใจเขา ทั้งๆที่ร่างกายต้องอยู่กับเราทั้ง ชีวิต เป็นสิ่งที่เราต้องดูแล” ป้าจิ๊บอก

ป้าจิ๊ยังบอกด้วยว่า บางคนมาฝึกโยคะ เพราะอยากลดความอ้วน อยากหายจากโรคบางโรค เช่น ภูมิแพ้ ไมเกรน หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่จริงๆแล้ว โยคะทำให้หายจากโรคเหล่านั้นได้จริงหรือไม่ ไม่ยืนยัน แต่สิ่งที่ได้แน่ๆคือ สุขภาพดีทั้งกายและใจ ทุกวันนี้ มีลูกศิษย์ที่น้ำหนักเคยหนักถึง 140 กิโลกรัม มาฝึกโยคะ ลดเหลือ 125 ซึ่งตอนที่มาฝึก เขาบอกเลยว่า การที่มีน้ำหนักตัวมาก มีปัญหาการใช้ชีวิตมาก ส่วนอีกคนเป็นคุณยายอายุ 86 หลานซื้อคูปองให้มาฝึก พอมาแล้วดีขึ้น ก็ติดใจมาเรื่อยๆ

“โรคอื่นๆ ที่คิดว่าโยคะรักษาหาย อันนี้ไม่ยืนยัน แต่อาการหนึ่งที่หายแน่ๆ คือออฟฟิศซินโดรม คนที่มีปัญหาคอ บ่า ไหล่ ปวดเกร็ง ยืดเหยียดไม่ได้ มาแล้วดีขึ้น เพราะการฝึกโยคะทำให้กล้ามเนื้อหมุนได้รอบทิศทาง 6 มิติ เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว อาการปวด ตึง เกร็งก็จะหายไป”

ในทางวิชาการมีผลงาน วิจัยยืนยันว่า การฝึกโยคะนอกจากจะช่วยเรื่องของการยืด เหยียด กล้ามเนื้อแล้ว การหายใจยาวๆ สูดลมหายใจลึกๆ ยังมีส่วนที่ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น เพราะเซลล์ต่างๆ ในร่างกายต้องการออกซิเจนเพื่อช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้คนที่ฝึกโยคะ มีหน้าตาสดใส ดูอ่อนกว่าวัย เพราะอวัยวะต่างๆในร่างกาย ได้รับการซ่อมแซมให้ดีขึ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โยคะไม่ใช่ยารักษาโรค หากเจ็บป่วยเราก็ยังคงต้องไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา แต่การฝึกโยคะเป็นหนึ่งในการบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ช่วยให้อวัยวะต่างๆภายในร่างกาย เช่น ปอด ตับ ม้าม หัวใจ ระบบย่อยอาหาร การขับถ่าย ระบบสืบพันธุ์ ความดันโลหิต ทำงานดีขึ้น รวมทั้งเป็นการพัฒนาระบบประสาท ให้มีการทำงานที่สัมพันธ์กันกับการทำงานของกลไกต่างๆ สร้างความสมดุล ส่งผลให้มีภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรง

อีกอย่างที่พบว่า โยคะช่วยได้ คือการลดความตึงเครียด สำหรับบางคนที่เป็นโรคเครียด เมื่อมาฝึกโยคะ ส่วนใหญ่แล้วจะ ดีขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีภาวะเครียดแล้วเกิดอาการทางร่างกายต่างๆ ตามมา เช่น หน้ามืด เป็นลม เจ็บหน้าอก ความดันโลหิตสูง ปวดท้องจากภาวะมีกรดเกินในกระเพาะอาหารจนทำให้เกิดแผลในกระเพาะ ส่วนใหญ่เมื่อมาฝึกโยคะแล้วก็จะดีขึ้น เนื่องจากคนที่ตกอยู่ในความเครียดเป็นเวลานาน จะเกิดความไม่สมดุลของระบบฮอร์โมน ที่ช่วยควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายใน ขณะเกิดความเครียด จะเกิดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลทำให้เกิดอาการทางร่างกายได้ตั้งแต่ปวดศีรษะ ปวดหลัง อ่อนเพลีย เนื่องจาก ฮอร์โมนคอร์ติซอล จะไปกระตุ้นระดับ น้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้นหรือลดต่ำลงอย่างผิดปกติ

ป้าจิ๊ ในวัย 67 ปี ที่เล่นโยคะเป็นประจำ บอกว่า โยคะไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ภาวะไม่สบายกาย ไม่สบายใจได้ เพราะการฝึกร่างกายก็คือการทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นแข็งแรงทุกส่วน การหายใจ ฝึกหายใจอย่างถูกต้อง มีสมาธิ ที่สำคัญคือ ทำให้เราคิดบวก มีทัศนคติที่ดีต่อตัวเอง รักตัวเองโดยอัตโนมัติและพลังบวกเหล่านี้นี่เอง....ที่ทำให้เราแข็งแรง ไม่ป่วย ความมหัศจรรย์ของโยคะกับโรคอยู่แค่ตรงนี้.