วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อย่าก้าวก่ายองค์กรอิสระ

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลายเป็นองค์กรอิสระองค์กรแรก ที่ถูกโละพ้นตำแหน่งทั้งคณะ จะต้องมีการสรรหาและแต่งตั้ง กกต.ชุดใหม่ ภายใน 90 วัน กกต.ชุดใหม่จะเพิ่มขึ้นจาก 5 คน เป็น 7 คน 5 คนแรกมาจากคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน อีก 2 คนมาจากการเลือกของที่ประชุมใหญ่คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา

องค์กรอิสระที่จะถูกเชือดเป็นคิวต่อไป น่าจะได้แก่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ถูกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อ้างว่ามาจากการสรรหาที่ไม่เปิดกว้าง ไม่ให้กลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมอย่างเพียงพอ ตามที่ระบุไว้ในหลักการปารีส ซึ่งเป็นพันธกรณีระหว่างประเทศที่ต้องทำตาม แต่ กสม.โต้ว่าเป็นข้อเท็จจริงและเป็นข้อกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง

การให้องค์กรอิสระพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ เพื่อสรรหาและแต่งตั้งใหม่หรือ “รีเซ็ต” หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ เป็นวิวาหะโต้เถียงกันระหว่างองค์กรอิสระกับ กรธ. เพราะไม่มีกติกาชัดเจนว่าทำไม กกต. กับ กสม.ต้องไป ในขณะที่องค์กรอิสระอื่น เช่น ป.ป.ช., คตง. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ยังดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระ

ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า กกต.ชุดใหม่จะถูกสังคมมองด้วยความระแวง เหมือนกับ ป.ป.ช.หรือไม่? หลังจากมีการแต่งตั้งกรรมการใหม่เข้าไป 5 คน ในช่วงรัฐบาล คสช. เพื่อปฏิบัติหน้าที่แทนกรรมการที่ครบวาระ เหตุที่ถูกมองด้วยความระแวง เนื่องจากมีการสรรหาในรัฐบาล คสช. และได้รับความเห็นชอบจาก สนช. ซึ่งเป็นสภาที่ คสช.แต่งตั้ง

หลักการได้มาซึ่งองค์กรอิสระ ที่มีเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2540 จะต้องผ่านคณะกรรมการสรรหา และผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งหรือสรรหา แต่ในปัจจุบันยังไม่มีวุฒิสภา สนช.จึงทำหน้าที่แทน ปัญหาก็คือ หาก คสช.ต้องการแทรกแซงการแต่งตั้งองค์กรอิสระ จะสามารถทำได้หรือไม่? โดยกระซิบผ่าน สนช.บางส่วนว่าต้องการใคร

เช่นเดียวกับการแทรกแซงองค์กรอิสระ โดยรัฐบาลเลือกตั้ง ที่บอกผ่านผู้นำวุฒิสภา จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต และเป็นข้ออ้างหนึ่งของคณะรัฐประหาร ในการยึดอำนาจ โดยกล่าวหาว่าแทรกแซงองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเสาหลักสำคัญของประชาธิปไตย ต่อไป ส.ว.ซึ่งมาจากแต่งตั้ง 250 คน จะเป็นผู้แต่งตั้งองค์กรอิสระ

รัฐบาลจึงควรระมัดระวัง ไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม หากไม่ระวังอาจถูกกล่าวหาจงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถูกฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในความผิดทางอาญาซึ่งอาจถึงติดคุก เป็นคดีทางการเมือง ซึ่งอาจมีได้ในหลายปีข้างหน้า.