วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนพ.ตอกหมุดต้องปรับตัว รัฐวิสาหกิจพลังงานหมดเวลากินบุญเก่า


สนพ.ตอกย้ำ รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานต้องปรับตัว อย่าคิดกินบุญเก่าเหมือนในอดีต เพราะคนไทยสามารถผลิตไฟใช้เองได้มากขึ้น ขณะที่ สคร.ชี้สัญญาณเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแล้ว แต่ยอมรับว่ายังโตแบบกระจุก ไม่กระจายตัวไปยังกลุ่มคนชนบท ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายพลังงานและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวในงานการเสวนาวิชาการเรื่อง “เศรษฐกิจฟื้น... แต่...พลังงานฟุบ?” จัดโดยนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน รุ่นที่ 9 ของสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) ว่า ในช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) ของปี 60 ที่ผ่านมา ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่เป็นที่สังเกตว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้านั้น ไม่ได้ เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ทั้งๆที่ควรจะเพิ่มขึ้นราว 2,000 เมกะวัตต์

อีกทั้งภาครัฐได้เปิดโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ในบ้านพักอาศัย โรงงานอุตสาหกรรมหรือสหกรณ์การเกษตรต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกลง และลดการซื้อไฟฟ้าจาก 3 การไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ด้วย

“ดังนั้นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน คือ ทั้ง 3 การไฟฟ้า หากไม่ปรับตัว ไม่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งการผลิตและการ บริหารจัดการองค์กรแล้ว ก็จะส่งผลต่อยอดขายไฟฟ้า และมีผลต่อรายได้ที่จะต้องลดลงตามไปด้วย และจะไม่สามารถผลักภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนได้เหมือนที่ผ่านๆมาได้อีก ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็ได้ปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการขยายธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น เพราะหากจะขายน้ำมันเพียงอย่างเดียวก็คงอยู่ไม่ได้ และในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าก็จะเข้ามาแทนที่น้ำมันแล้ว ผมจึงขอย้ำว่า หากรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานไม่ปรับตัว ก็จะถูกทิ้งไว้กลางทาง”

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวยืนยันว่า ขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวแล้ว ซึ่งสะท้อนจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ปี 60 ที่ขยายตัว 3.7% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 3.2% ขณะที่การส่งออกไตรมาส 2 อยู่ที่ 6% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.7%

“ยอมรับว่าเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีนั้น ไม่ได้กระจายตัวไปสู่ประชาชนในชนบท ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้นทุกภาคส่วนจะต้องหาแนวทางช่วยเหลือ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตแบบกระจายไปยังทุกกลุ่มคนและเติบโตได้ในระยะยาว โดยปัจจัยที่จะต้องเร่งผลักดันเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้แบบกระจายตัวคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เนื่องจากปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรเริ่มฟื้นตัวแล้วหลังจากตกต่ำมานาน เพราะไม่มีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทำให้กำลังซื้อหดตัว”

ขณะที่นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการขนาดเล็กยังต่ำกว่า 100 ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯอยู่ในระดับที่สูงกว่า 100 และผู้ประกอบการที่เปิดกิจการอยู่ในพื้นที่กลุ่มระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) หรือในจังหวัดฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี อยู่ในระดับเกิน 100 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังเติบโตแบบกระจุกตัว ขณะที่ในกลุ่มภาคการเกษตรที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ดังนั้น การจะผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตแบบกระจายตัวได้ จะต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้กับกลุ่มภาคเกษตร เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวคิดเป็น 40%ของแรงงานทั้งระบบ.