วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พ่อแม่น้ำมนต์ ปัดเอี่ยวลูกสาวหลอกแต่งงาน แจงแค่ร่วมพิธีเฉยๆ 4 ครั้งเอง

พ่อ-แม่ น้ำมนต์-น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ โร่ให้ปากคำตำรวจกองปราบปราม ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกสาว จัดฉากพิธีแต่งงาน แต่ยอมรับไปร่วมงาน 4 ครั้ง ส่วนเงินสินสอดไม่เคยเก็บไว้ ยกให้บ่าวสาวเป็นทุนทำกิน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 ก.ย. 60 ที่ กองบังคับการปราบปราม นายบุญเลี้ยง บัวใหญ่ อายุ 72 ปี และนางสำรอง บัวใหญ่ อายุ 69 ปี บิดามารดา น.ส.จริยาภรณ์ หรือ น้ำมนต์ บัวใหญ่ ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกแต่งงานของ น.ส.น้ำมนต์ แต่อย่างใด

นายบุญเลี้ยง เปิดเผยว่า สำหรับเรื่องไปร่วมงานแต่งงานนั้น เป็นเพราะฝ่ายชายได้ตกลงกับลูกสาวว่าจะแต่งงานกัน รวมทั้งฝ่ายชายยังได้พาญาติฝ่ายชายมาสู่ขอที่บ้าน จ.เลย บอกวันเวลาและสถานที่จัดงานแต่ง พอถึงวันแต่งงานเราเป็นพ่อแม่ก็ต้องไปร่วมงาน เพราะฝ่ายชายยังพาญาติมาด้วย ถ้าพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่ไปจะคิดยังไง ส่วนเงินค่าสินสอดเงินทองไม่เคยรับเก็บเอาไว้ส่วนตัวเลย ให้ทั้งคู่ไปตั้งตัวกันหมด เรื่องนี้ตรวจสอบดูบัญชีของตนได้ ทั้งนี้ ในรอบปีที่ผ่านมาได้เดินทางมาร่วมงานแต่งลูกสาว 4 ครั้ง เคยถามว่าทำไมถึงแต่งงานใหม่อีก น.ส.น้ำมนต์ บอกแค่ว่าอยู่ด้วยกันไม่ได้เท่านั้น หลังมีข่าวเกิดขึ้นได้มีเพื่อนบ้านมาบอก ด้วยความตกใจจึงได้หลบหนีไปตั้งหลัก ก่อนจะประสานคนรู้จักพาเข้ามาพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ด้าน พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. กล่าวว่า วันนี้พ่อแม่ของ น.ส.จริยาภรณ์ ได้เข้ามาพบพนักงานสอบสวนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำไว้ สำหรับเรื่องนี้ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. และ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกำชับพนักงานสอบสวนให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ถูกกล่าวหาและผู้เสียหาย สำหรับเรื่องบัญชีธนาคารของน.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ที่พบมีการเปิดไว้หลายบัญชี ขณะนี้กำลังตรวจสอบอยู่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ ส่วนเรื่องการสอบปากคำผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามนั้น จะรวบรวมพร้อมกับส่งสำนวนไปให้พื้นที่นั้นๆ ที่ผู้เสียหายได้แจ้งความไว้แล้ว อีกส่วนหนึ่งจะรวบรวมเพื่อส่งให้ ป.ป.ง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ถ้าพบว่ามีความผิดปกติ ป.ป.ง.จะแจ้งความดำเนินคดีกับกองปราบปรามอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินจนไปถึงการยึดทรัพย์ต่อไป.