วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กองทัพนักธุรกิจญี่ปุ่นบุกไทย

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ช่วง 11–13 กันยายนนี้ กองทัพนักธุรกิจแดนอาทิตย์อุทัย ยกมาเมืองไทยกันถึง 560 บริษัท กว่า 600 คน โดยมี นายฮิโรชิเกะ เซโกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมด้วย ผู้แทนสหพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น หรือ ไคดันเรน อันทรงอิทธิพล เพื่อฉลองความสัมพันธ์ 130 ปี ไทย–ญี่ปุ่น ตามคำเชิญของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ

กองทัพนักธุรกิจญี่ปุ่น 560 บริษัท นอกจากจะมารับฟัง “ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0” ไปดูพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) แล้ว ยังต้องการ คำยืนยัน จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทยด้วย ก่อนตัดสินใจเข้ามาลงทุน

ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่า แม้นักลงทุนญี่ปุ่นจะมากันมาก แต่ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินมูลค่าการลงทุน ต้องให้โอกาสญี่ปุ่นกลับไปศึกษาข้อมูลก่อน แต่ที่ตอบรับจะมาลงทุนในพื้นที่อีอีซีแล้วก็มี บริษัทฮิตาชิ จะมาลงทุนศูนย์ข้อมูล Big Data และ Internet of Thing บริษัทฟูจิฟิล์ม จะมาลงทุนด้านเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีดูแลผู้สูงอายุ บริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ สนใจลงทุนด้านไบโอชีวภาพ และอาหารแห่งอนาคต บริษัท Az Bil สนใจมาลงทุนด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ บริษัทเอ็นอีซี สนใจมาลงทุนด้านสมาร์ทซิตี้

ญี่ปุ่น เป็นชาติที่รอบคอบและ ตัดสินใจช้า เรื่องการลงทุน ก่อนเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีการส่งคำถามล่วงหน้าเพื่อขอคำตอบ ไปดูกันนิดนะครับญี่ปุ่นถามอะไรนายกฯไทย

คำถามแรก ไทยกำลังปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและลดความเหลื่อมล้ำ การมาเยือนไทยของนักธุรกิจญี่ปุ่น ก็เพื่อมาแสวงหาโอกาสความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ และเพื่อสานความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ บริษัทญี่ปุ่นจะมีส่วนช่วยในการผลักดันนโยบายของไทยได้อย่างไร และฝ่ายไทยมีความคาดหวังอะไรเป็นพิเศษกับบริษัทญี่ปุ่นหรือไม่ เพราะในช่วงเวลาเดียวกันก็มี บริษัทจากประเทศจีน และ จากยุโรปตะวันตก ที่พยายามเข้ามาสร้างความสัมพันธ์กับไทยเช่นกัน

เป็นคำถามที่สุภาพแต่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เป็นการยื่นเงื่อนไขให้ไทยต้องเลือก แต่คำตอบของ นายกฯไทย เท่าที่เห็นจากข่าว ดูเหมือนจะไม่ค่อยชัดเจนนัก

คำถามข้อที่สอง นักธุรกิจญี่ปุ่นถามถึง แนวทางการพัฒนาอีอีซี แนวทางการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลายๆด้าน เพื่ออำนวยความสะดวก ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้าง และใช้เงินมหาศาล บริษัทญี่ปุ่นสามารถพิจารณาเพิ่มการลงทุนในอีอีซีได้ จึงต้องการรับฟังถึงบทบาทของภาครัฐและความมุ่งมั่นในการพัฒนาอีอีซี เพื่อสานสัมพันธ์การลงทุนของไทยและญี่ปุ่นในพื้นที่

คำถามนี้ เหมือนกับคำถามนักธุรกิจไทย ต้องการความมั่นใจจากรัฐบาลนี้ว่า เมื่อพ้นจากรัฐบาล คสช.ไปแล้ว โครงการอีอีซียัง
เดินหน้าต่อไปอย่างเดิมหรือไม่ คำถามนี้นายกฯไทย ตอบอย่างชัดเจนว่า กำลังร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อออกเป็นกฎหมายมาสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน

คำถามข้อที่สาม นักธุรกิจญี่ปุ่นมีความสามารถในการพัฒนาเอสเอ็มอี มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เชื่อว่าเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพญี่ปุ่น จะมีบทบาทสำคัญช่วยไทยขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ได้ ไทยคาดหวังอย่างไรจากญี่ปุ่นในการเสริมสร้างศักยภาพให้กับเอสเอ็มอีไทย (ถ้าเอสเอ็มอีญี่ปุ่นบุกไทย เอสเอ็มอีไทยไม่รู้จะรุ่งหรือร่วง)

คำถามนักธุรกิจญี่ปุ่น ชกหมัดตรงเข้าคางทุกข้อ แบบไม่อ้อมค้อมกันเลยทีเดียว

วันนี้ รัฐบาลไทย กำลังเชื้อเชิญทั้ง จีน ญี่ปุ่น และ ยุโรปตะวันตก ให้เข้ามาลงทุนใน เขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (EEC) ด้วยเงื่อนไขพิเศษทางภาษีมากมาย เพื่อแข่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ผมดูจาก “คำถาม 3 ข้อ” ของ นักธุรกิจญี่ปุ่น แล้ว ไม่ง่ายเลย ก็อยู่ที่รัฐบาลจะสามารถ “สร้างสมดุล” ให้เกิดขึ้น เพื่อดึงดูด 3 ชาติให้เข้ามาลงทุนพร้อมกันได้หรือไม่เท่านั้น รวมทั้ง นักธุรกิจไทย ด้วย.

“ลม เปลี่ยนทิศ”