วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กตู่ดึงญี่ปุ่น มาลงทุนไทย

มาร์คชี้ รบ.แห่งชาติ รวมกันใช่ปัญหาจบ

“ประยุทธ์” เมิน “ปู่พิชัย” แนะตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โบกมือโนคอมเมนต์ เบรกยังไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดในช่วงนี้ เปรยจะให้ยกเลิกคดีเพื่อปรองดองทำไม่ได้ เหน็บ บางคนผิดไม่ผิดไม่รู้แต่เผ่นหนีแล้ว “อภิสิทธิ์” ชี้โมเดลอันตราย ไร้การตรวจสอบ ยึดหลักการใครรวบเสียง ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งต้องได้เป็นรัฐบาล พท.จวกกลุ่มอำนาจนิยมดันทุรังยื้อเลือกตั้ง ทำลายความเชื่อมั่น “อ๋อย” แขวะ “รัฐพันลึก-โปลิตบูโร” ขึงพืดยุทธศาสตร์บริหารประเทศ “วรชัย” โวยเผด็จการแทรกแซงสั่งรื้อคดี “โอ๊ค” ด้าน ชพน.สมานฉันท์พร้อมร่วมมือทุกฝ่ายหาทางออกให้ประเทศ นายกฯปลื้มถกกองทัพนักธุรกิจญี่ปุ่น งัดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จีบรีบเข้ามาลงทุน มท.ชง ครม.ตั้งผู้ว่าฯ- ผู้ตรวจ 26 ตำแหน่ง รองอธิบดี ปภ.ขึ้นชั้นพ่อเมืองลพบุรี

จากกรณีที่นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ภายหลังการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความปรองดอง แต่ไร้เสียงตอบรับจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุไม่มีความเห็นและไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดในช่วงนี้

“บิ๊กตู่” ชี้ยกเลิกคดีเพื่อปรองดองไม่ได้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 ก.ย. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เป็นประธานในพิธีเปิดงานเตรียมความพร้อมก่อนการประกาศวาระแห่งชาติภายใต้หัวข้อ “สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยกล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า รัฐบาลมุ่งมั่นคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ สิ่งสำคัญคือกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติต้องระมัดระวัง ถ้าผิดต้องลงโทษสถานหนัก ผู้ประกอบการรายใหญ่ผิดก็คือผิด ไม่ใช่จับรายเล็กแล้วรายใหญ่ไม่จับ เจ้าหน้าที่ต้องทำงานเต็มที่จริงจัง ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับนานาประเทศ วันนี้หลายคนบอกว่ารัฐบาลไม่ทำอะไร ตนจะทำได้อย่างไรจะไปสั่งให้คนเลิกทะเลาะกันได้หรือไม่ หรือจะสั่งให้ศาลยุติธรรมยกเลิกให้อภัยกันทั้งหมด คงต้องยกเลิกให้ผู้ต้องหาออกมาทั้งหมดเพื่อปรองดอง ไม่มีประเทศไหนทำได้ สิ่งสำคัญวันนี้ต้องใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างทั่วถึง ไม่ใช่มาบอกว่าคนจนติดคุก คนรวยไม่ติดคุก มันติดคุกทุกคน อยู่ที่ว่าจะอยู่ให้ติดหรือจะหนีไป ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครคิดหรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่เราโดนมองแล้วว่า ถ้าเราไปทำอะไรก่อนที่คดีความจะตัดสิน โดยที่เราไปเพ่งเล็งใคร จะโดนกล่าวหาเรื่องสิทธิมนุษยชนอีก

เหน็บบางคนผิดไม่ผิดไม่รู้หนีแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า กฎหมายไม่ได้มีไว้ เล่นงานคนดี ไม่ได้มีไว้แกล้งใคร แต่มีไว้คุ้มครองคนทุกคนให้มีโอกาสเข้าสู่ประโยชน์ของทรัพยากร ใครก็ตามทำผิดต้องถูกพิจารณาในกระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่มีสาเหตุไม่มีเรื่อง ไม่มีหลักฐาน ไม่มีใครทำอะไรได้ สู้คดีกันเยอะแยะไป บางครั้งอาจไม่ตรงกับสิ่งที่สังคมตัดสินไปแล้ว วันนี้ตัดสินกันเองด้วยความรู้สึกด้วยโซเชียลและสื่อจนวุ่นวายไปหมด วันนี้มีความแตกต่างเรื่องการดำรงชีวิต จะต้องดูแลกันไม่เช่นนั้นจะวุ่นวาย คนจนติดคุก คนรวยไม่ติดคุก เพราะคนจนหนีไปไหนไม่ค่อยได้ใช่ไหม ต้องดูแลว่าจะทำอย่างไร ถ้าเขาผิดต้องติดคุก แต่เขาไม่หนีเพราะหนีไม่ได้ ไอ้บางคนผิดไม่ผิดยังไม่รู้แต่ก็หนีแล้ว มันไม่ใช่อย่าไปสร้างความรู้ผิดๆแบบนี้ นี่ไม่ได้ พูดถึงใครเลยนะ เดี๋ยวจะหาว่าไปว่าใครอีก พยายามไม่ยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม แต่อย่ามายุ่งกับรัฐบาลและคสช.มากเกินไป ต้องนึกถึงสิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้น ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จบหน้าที่ตนแล้ว และเรื่องนี้ตนไม่ได้ทำขึ้นมาใหม่ แต่เป็นเรื่องเดิมที่นำเข้าสู่กระบวนการ เพื่อจะได้จบเสียที ปัญหาใหม่ยังรออยู่อีก คนทำผิดวันหน้าก็มีอีก

ลั่นใครไม่อยากปรองดองก็ปล่อยไป

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ต้องย้อนกลับไปดู 70 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมีการพัฒนาตามลำดับนั่นคือยุทธศาสตร์ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 วันนี้หลายคนพยายามไม่ภาคภูมิใจ แต่จะไปสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ มันคนละเรื่องกัน เราต้องหาวิธีการทำงานร่วมกันให้ได้เพื่อให้ไม่มีความขัดแย้งกัน บางคนชอบอะไรแรงๆ แล้วมันได้อะไรขึ้นมา ตนมีหน้าที่บริหารและรักษาความสงบเรียบร้อย ทำให้บ้านเมืองเกิดความสันติสุขและสร้างบรรยากาศในการปรองดอง เว้นบางคนที่ไม่อยากปรองดองก็ปล่อยเขาไป ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ระบุไว้ว่าศักดิ์ศรี สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง เป็นหน้าที่ของทุกคนไม่ใช่ของตนคนเดียว อะไรก็ประยุทธ์ๆอย่างเดียว ตนเป็นผู้นำในการบริหารและแก้ไขปัญหา ตนไม่ใช่ผู้นำเรื่อยเปื่อยส่งเดช

เมิน “ปู่พิชัย” แนะตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอของนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยตอบเพียงสั้นๆ พร้อมโบกมือปฏิเสธว่า “ไม่มีความเห็น ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดในช่วงนี้”

“มาร์ค” ย้ำไร้หลักประกันจะไม่ขัดแย้ง

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ กล่าวถึงกรณีนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เสนอให้พรรคการเมืองจับมือกับทหารตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า ยืนยันว่ารัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ต้องเป็นรัฐบาลที่รวบรวมจากเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่งเป็นหลัก วุฒิสภา 250 คน ไม่สมควรจะไปฝืนการรวมตัวของ ส.ส.เกิน 250 คน วันนี้ที่มองทุกอย่างว่ามีทางตัน เพราะส่วนใหญ่มองบุคคลกับพวก แต่ไม่ค่อยพูดถึงทิศทางประเทศหรือเอาปัญหาของประเทศและประชาชนเป็นตัวตั้ง การจะหลุดพ้นความขัดแย้งมีหลายวิธีมากกว่าไปจำกัดอยู่ที่แค่บอกว่าเอาตัวละครหลักมารวมอยู่ด้วยกันแล้วปัญหาจะจบ ไม่ได้มองว่ารัฐบาลแห่งชาติจะเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีความขัดแย้ง

เย้ยสูตรอันตรายขาดการตรวจสอบ

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ อันตรายของรัฐบาลแห่งชาติคือ 1.ขาดการตรวจสอบ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ก็อยู่ ในฐานะลำบาก เพราะโจมตีนักการเมืองบ่อยมาก วันดีคืนดีคนที่ท่านบอกว่าไม่ดี แต่ดีอย่างไรถึงเอาไปอยู่ในรัฐบาล โอกาสจะเกิดรัฐบาลแห่งชาติจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะเดียวกัน สิ่งที่อยากเห็น 1.คือรัฐบาลเดินตามโรดแม็ป 2. การเลือกตั้งต้องมีความหมายกำหนดทิศทางของประเทศ 3. การแก้ความขัดแย้ง คือการวางกลไกและทำความเข้าใจว่าการทำหน้าที่หลังการเลือกตั้งของฝ่ายต่างๆควรเป็นอย่างไร

รับ “สุเทพ” ตั้งพรรคดึงฐานเสียง ปชป.

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) มีแนวคิดตั้งพรรคการเมืองว่านายสุเทพไม่ปฏิเสธทางเลือกที่จะตั้งพรรค แต่ไม่ชัดเจนถึงกับระบุว่าจะตั้งพรรคใหม่หรือไม่ และขณะนี้ไม่มีใครในพรรคประชาธิปัตย์แสดงความจำนงจะไม่ทำงานต่อกับพรรค แม้กระทั่งอดีตแกนนำกปปส. แต่หากนายสุเทพจะตั้งพรรคการเมืองจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้หรือเสียนั้นคนกังวลแน่ เพราะรู้สึกว่ามีฐานเสียงเดียวกัน ต้องไปฟังด้วยว่าจะตั้งพรรคด้วยวัตถุประสงค์อะไร วันนี้ได้ยินเพียงอย่างเดียวว่าอยากสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ผู้จะตอบว่าได้หรือเสียคือประชาชน

พท.ซัดกลุ่มอำนาจดันทุรังยื้อ ลต.

ขณะที่นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส. อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โรดแม็ปการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญได้กำหนดเวลาไว้แล้ว นับคร่าวๆจะมีการเลือกตั้งกลางปี 2561 แต่กลุ่มอำนาจนิยมทำให้เป็นเรื่องยาก ทั้งที่วันนี้การแก้ปัญหาปากท้องประชาชนยังย่ำแย่ ราคาพืชผลทางการเกษตรมองไม่เห็นอนาคต ทางที่ดีควรจัดการเลือกตั้งให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเพื่อให้ได้รัฐบาลที่นานาชาติยอมรับ ถ้าจะดันทุรังอ้างเหตุต่างๆ ก็จะแสดงธาตุแท้ออกมา ส่วนกรณีอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ระบุจะไม่ร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย หากระบบทักษิณยังมีอยู่นั้น ขอบอกว่าถ้าระบบทักษิณมีจริงก็เป็นนโยบายที่ประชาชนได้ประโยชน์ ช่วยพยุงฐานะและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น พรรคเพื่อไทยเดินตามวิถีทางประชาธิปไตยไม่อิงแอบกลุ่มอำนาจนอกระบบ ไม่เป็นรัฐบาลที่ไปตั้งในค่ายทหาร ไม่ต้องรับคำสั่งให้ป่วนในสภาฯ ประเภทลากเก้าอี้ หรือปาแฟ้มใส่ประธานสภาฯ พรรคเพื่อไทยจะจับมือกับประชาชนที่รักความเป็นธรรมและเคารพต่อผลการเลือกตั้ง ไม่เป็นประเภทขี้แพ้แล้วพาล

อัดเลื่อนกาบัตรทำลายความเชื่อมั่น

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า รัฐบาลพยายามผลักดันนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ให้ดูเหมือนเป็นแนวทางแก้ปัญหาของประเทศ แต่ยังสับสน มีประเทศไหนที่พัฒนาแล้วที่มีกรรมการยุทธศาสตร์ 20 ปีคอยควบคุม กรรมการยุทธศาสตร์ที่มาจากองค์กรธุรกิจใหญ่จะมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ที่บอกว่าคณะกรรมการปฏิรูปฯจะทำให้รายได้ประเทศเพิ่มเป็น 200 ล้านล้านบาท มีแหล่งที่มารายได้จากไหน คาดเดาไปเองใช่หรือไม่ การเลื่อนการเลือกตั้งจะยิ่งทำลายความเชื่อมั่นใช่หรือไม่ การใช้มาตรา 44 อาจสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นหรือไม่ รายได้ของประเทศที่เพิ่มขึ้นไปกระจุกอยู่กับคนเพียงบางกลุ่ม การปิดกั้นและดำเนินคดีกับผู้เห็นต่าง อยากให้พัฒนากรอบคิดใหม่ หาตัวอย่างประเทศที่พัฒนา 4.0 ได้จริงๆมาเป็นแบบอย่าง ไม่อยากเห็นแนวทางที่พยายามคิดกันขึ้นมาเองโดยยังพิสูจน์ไม่ได้มาใช้ เพียงเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เพราะอาจทำร้ายอนาคตของประเทศ

โวยผู้มีอำนาจแทรกแซงรื้อคดี “โอ๊ค”

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้ประเทศปกครองด้วยระบบทหารเผด็จการ จึงไม่มีการถ่วงดุล โดยมาตรา 44 ใหญ่ที่สุด ดังนั้น จะให้ความยุติธรรมกับสังคมได้อย่างไร เพราะทั้งกระบวนการยุติธรรมหรือองค์กรอิสระต้องอยู่ภายใต้มาตรา 44 เช่น กรณีการรื้อคดีของนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีการวางแผนสั่งมาจากผู้มีอำนาจ ในกระบวนการยุติธรรม หรือเรื่องจำนำข้าวก็มีการใช้อำนาจทางปกครอง และทางกระบวนการยุติธรรมร่วมกัน ทำให้เห็นว่าทุกอย่างขึ้นกับฝ่ายบริหารอย่างเดียว จะตรวจสอบผู้มีอำนาจก็ทำไม่ได้ เมื่อไม่มีความอิสระของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ ประเทศชาติก็ขัดแย้งขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่เห็นด้วยกับผู้มีอำนาจไม่ถูกกระทำ เช่น กรณี 99 ศพ ยังหลุดพ้นมาได้ เมื่อคนมีอำนาจออกกฎหมายฆ่าคนไม่ผิด ความเชื่อมั่นก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะคนหวาดผวา ประเทศและประชาชนจะลำบากขึ้น

“อ๋อย” แขวะ “รัฐพันลึก-โปลิตบูโร”

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯและแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า นอกจากการออกกฎหมายบังคับใช้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูป ยังมีระบบตรวจสอบพบหน่วยงานใดไม่ทำตาม จะถูกดำเนินการโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยให้สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาพิจารณาส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.และถ้ามีมติว่าข้อกล่าวหามีมูลให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษ แสดงให้เห็นถึงอำนาจในการกำกับของวุฒิสภาที่มาจาก คสช. นอกจากคอยกำกับให้รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐทำตาม ซึ่งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งแทบไม่สามารถกำหนดนโยบายตัวเองได้เลย ต้องสาละวนอยู่กับการทำตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูป ยังไม่นับแนวนโยบายแห่งรัฐที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้ทำตามอีก ทำให้นึกถึงคำว่า “รัฐพันลึก” เพราะเท่ากับเพิ่มกลไกที่ทรงอานุภาพให้กับรัฐพันลึกโดยแท้ และนึกถึงคำว่า “โปลิตบูโร” ในระบบการปกครองของประเทศสังคมนิยมในอดีตที่ล่มสลายไปแล้ว เป็นระบบที่มีองค์กรเหนือรัฐบาลทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์และวางแผนการบริหารประเทศ

ชพน.เด้งรับพร้อมร่วมงานทุกฝ่าย

ด้าน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวถึงข้อเสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า ขณะนี้ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การเมืองในวันข้างหน้าภายหลังการเลือกตั้งจะต้องเป็นหลักให้ประเทศ การเมืองต้องนิ่งและมีเสถียรภาพ พรรคการเมืองทุกพรรคควรจะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังและจริงใจ ลืมอดีตแห่งความขัดแย้ง และร่วมมือกันสู่การแก้ไขปัญหาของประเทศชาติให้ลุล่วง จะเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนจะมีความสุขที่สุด รูปแบบของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง จะต้องเป็นรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับ จากนานาชาติ นักลงทุนมั่นใจ รัฐบาลจะต้องมีเสียงข้างมากเป็นพิเศษมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดเสถียรภาพอย่างแท้จริง รัฐบาลต้องเป็นศูนย์กลางของความปรองดอง อยากให้ทุกพรรคปลดล็อกเงื่อนไขต่างๆ เปิดโอกาสให้ทำงานร่วมกันได้ จะนำไปสู่การเป็นรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของบ้านเมืองขณะนั้น พรรคชาติพัฒนายินดีให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อสร้างทางออกให้ประเทศร่วมกัน

“อกนิษฐ์” เชื่อไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงความเป็นไปได้การตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า รัฐบาลแห่งชาติไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหา เพราะไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าเมื่อตั้งขึ้นมาแล้วประเทศจะผ่านวิกฤติไปได้ ถ้าทุกฝ่ายยังไม่ยอมรับกติกาก็ไม่มีอะไรดีขึ้น รัฐบาลแห่งชาติจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ไม่แน่ใจว่าหากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาลแห่งชาติแล้ว จะทำงานร่วมกันได้หรือไม่ เพราะทั้งสองพรรคมีนโยบายและปรัชญาทางการเมืองต่างกัน แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างทำบทบาทของตัวเอง ฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาล อีกฝ่ายเป็นฝ่ายค้าน จะมีความเป็นไปได้มากกว่า การไม่มีรัฐบาลแห่งชาติไม่ได้หมายความว่าประเทศต้องล่มสลาย ที่ไหนก็มีความขัดแย้ง แต่ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้โดยสันติวิธี นี่คือวิถีระบอบประชาธิปไตย ทางออกที่ดีที่สุดคือ การยอมรับกติกาเคารพวิถีประชาธิปไตย ไม่ว่าประชาชนเลือกพรรคใดเข้ามา ทุกคนต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน ถ้าทุกพรรคคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศมาก่อนก็หาทางออกได้

ผู้นำคนต่อไปต้องสืบทอดปฏิรูป

เมื่อถามว่า มองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ยังเหมาะสมที่จะต้องบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังจากนี้ต่อไปหรือไม่ พล.อ.อกนิษฐ์ตอบว่า อย่ายึดติดเรื่องตัวบุคคล จะถูกมองเป็นเรื่องการสืบทอดอำนาจ ขอให้มองว่าใครจะมาเป็นผู้นำก็ได้ แต่ขอให้มาสืบทอดภารกิจการปฏิรูปประเทศ และดำเนินการตามเจตนารมณ์ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ว่าใครถ้าไม่สืบทอด เจตนารมณ์ประเทศก็ไปต่อไม่ได้ หาก พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นผู้นำต่อย่อมทำได้ แต่ต้องสานต่อเจตนารมณ์การปฏิรูปประเทศและรัฐธรรมนูญ

“สุรชัย” ติงยังเร็วไปดันโรดแม็ปก่อน

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 กล่าวถึงข้อเสนอเรื่องจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า เร็วไปหรือไม่ที่จะเสนอเรื่องนี้ในวันนี้ ตอนนี้ช่วยให้โรดแม็ปเดินหน้าก่อนดีหรือไม่ เพราะต้องให้ฝ่ายการเมืองไปว่ากัน ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติขอทำตามโรดแม็ปก่อน และเท่าที่รับผิดชอบเป็นประธานกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายหลายคณะก็ยังไม่เห็นว่ามีกฎหมายลูกฉบับไหนจะสะดุดหยุดลง ยังอยู่ในกรอบเวลาทุกฉบับ ซึ่งการพิจารณากฎหมายลูกขณะนี้ผ่านมารวม 6 ฉบับ เกินครึ่งทางแล้วล้วนอยู่ในกรอบเวลา เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ขอให้ฝ่ายการเมืองไปพิจารณากันในอนาคตเองว่าอะไรที่เป็นประโยชน์กับชาติมากที่สุด

“เสรี” ห่วง ส.ส.เข้ามาฮั้วแบ่งอำนาจ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีต สปท.ด้านการเมือง กล่าวว่า แนวคิดรัฐบาลแห่งชาติน่าจะเป็นไปไม่ได้ในสภาวะบ้านเมืองไทยขณะนี้ เพราะสภาพปัญหาความขัดแย้งที่สะสมยาวนานในฝ่ายการเมือง และไม่ใช่จะตั้งรัฐบาลแห่งชาติแค่ คสช.ฝ่ายเดียว แต่ตัวแปรอยู่ที่ฝ่ายการเมืองที่จะร่วมมือกัน ดูโอกาสแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้ ส่วนถ้า คสช.จะไปนำการตั้งรัฐบาลแห่งชาติเอง ก็ไม่สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาวิกฤติ ที่ตอนแรกบอกจะเข้ามาเพื่อขจัดปัญหาก่อนนำไปสู่การเลือกตั้งได้ ขณะนี้บ้านเมืองกำลังไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปเลือกตั้งค้ำคออยู่ และแม้ผลการเลือกตั้งออกมาพรรคการเมืองจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนได้ จะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนเลือก ใครก็อยากให้พรรคนั้นเป็นรัฐบาล ไม่ใช่ให้มารวมกันแล้วตกลงกันเพื่อแบ่งอำนาจ ทั้งนี้การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แม้จะดูลงตัว แต่ที่สุดจะมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบจากประชาชนตามมาแน่นอน

กก.ปฏิรูปปราบทุจริตถกนัดแรก

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถนนพิษณุโลก นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ นัดแรก โดยมีกรรมการเข้าร่วมครบทุกคน ภายหลังการประชุม นายประยงค์ ปรียาจิตต์ ในฐานะกรรมการและเลขานุการ แถลงว่า เป็นการประชุมเพื่อรับทราบหลักเกณฑ์การทำแผนปฏิรูปด้านการปราบปรามการทุจริต ศึกษาสภาพปัญหาการทุจริตโดยรวม ข้อเสนอการแก้ไขปัญหาจากทุกภาคส่วนทั้ง สนช. สปท. สปช.และคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบปฏิรูประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) รวบรวมมาทั้งหมดเพื่อให้ครอบคลุมทุกประเด็น เพื่อแก้ปัญหาได้ถูกต้อง จัดลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกับที่พึงประสงค์ เพื่อเสนอคณะกรรมการปฏิรูปชุดใหญ่ ตามกรอบธรรมาภิบาลตามแนวทางคำสั่ง คสช.

ศอตช.ลุยสอบต่อทุจริตเงินทอนวัด

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถนนพิษณุโลก นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวถึงการตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัดว่ากำลังมีการตรวจสอบมีฝ่ายปฏิบัติที่ทำอยู่ทั้ง ป.ป.ท. ป.ป.ช. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่ ศอตช. เพื่อให้มีฐานข้อมูลเดียวกันไม่ให้ตรวจสอบซ้ำซ้อน มีความคืบหน้าไปมาก เมื่อมีกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐทำความผิดจึงต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าใครมีส่วนร่วมบ้าง แม้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ จะไม่ได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) แล้ว ก็ต้องเดินหน้าตรวจสอบต่อยืนยันว่า ไม่หยุดแต่จะทำอย่างต่อเนื่องและเร่งด่วนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธาน ศอตช.กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้าทุกสัปดาห์ เบื้องต้น พบว่ามีเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ไม่พบว่ามีวัดหรือพระผู้ใหญ่เกี่ยวข้อง แต่หากหลักฐานโยงถึงใครก็ต้องพิสูจน์ต่อไป

ป.ป.ท.ยังไม่ชี้มูลคดีเก็บข้าวเสื่อม

นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวถึงคดีทุจริตการเก็บรักษาข้าวเสื่อมสภาพในโครงการรับจำนำข้าวที่มีรวม 990 คดี ว่า การแจ้งข้อกล่าวหาต้องทำทีละคดีเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหานำเอกสารหลักฐานมาพิสูจน์ คณะอนุกรรมการของ ป.ป.ท.1 คณะ ต้องรับผิดชอบ 20-30 คดี ขณะนี้กระบวนการโดยรวมคืบหน้าราว 60 เปอร์เซ็นต์ หลังแจ้งข้อกล่าวหาเสร็จแล้ว คณะอนุกรรมการฯจะสรุปผลแล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการป.ป.ท.ชุดใหญ่พิจารณาเป็นรายคดีต่อไป ขณะนี้ยังไม่มีการชี้มูลคดีใด ส่วนที่แจ้งข้อกล่าวหาไป 60 คดี เดิมคาดว่าจะส่งให้กรรมการ ป.ป.ท.ชุดใหญ่ชี้มูลในเดือน ส.ค.นั้น ก็ยังไม่ได้ส่งเข้าแต่เป็นเรื่องที่แจ้งข้อกล่าวหากับเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนที่ถูกตรวจพบว่า สนับสนุนการทำผิด ทั้งนี้ผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาบางราย ขอขยายเวลาการนำหลักฐานมาชี้แจงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เราก็ต้องขยายเวลาให้เขา เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ทราบการกระทำความผิด

“วิษณุ” รออ่านคำพิพากษาคดีอัลไพน์

อีกเรื่อง ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ว่า แนวทางแก้ไขยังไม่แล้วเสร็จ มีหลายวิธี ต้องรออ่านคำพิพากษาศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางก่อนแล้วค่อยมาพิจารณา ส่วนแนวทางการออกร่าง พ.ร.บ.โอน กรรมสิทธิ์ธรณีสงฆ์ ก่อนหน้านี้กระทรวงมหาดไทยประชุมกับตน ระบุเช่นเดียวกันว่าจะรอดูคำพิพากษา เมื่อถามว่าถ้าไม่ออกกฎหมาย แต่ใช้วิธีเพิกถอนคำสั่งของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ยกเลิกคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน ของอธิบดีกรมที่ดินขณะนั้นได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ถือเป็นหนึ่งในแนวทางแก้ปัญหา ส่วนจะเปิดช่องให้ประชาชนร้องต่อศาลปกครองเรียกค่าเสียหายจากรัฐหรือไม่นั้น ลำพังถ้าเพิกถอนคำสั่งมันไม่เป็นอะไร แต่ขณะนี้ยังทำอะไรไม่ได้ จะเพิกถอนคำสั่งมันง่าย แต่ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้นเราไม่อยากให้มีสุญญากาศ เดี๋ยวจะมีปัญหาเนื่องจากที่ดินเหล่านี้บางรายนำไปจำนองกับธนาคาร การช่วยเหลือเยียวยาต้องมีมาตรการออกมาให้ประชาชนมั่นใจแต่ยังไม่ถึงขนาดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมวงเงินกว่าพันล้านบาทเพื่อเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ชงนายกฯใช้ ม.44 ตั้งองค์กรบริหารน้ำ

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ....แถลงว่า ที่ประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวพบว่า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 42 หน่วยงาน มี พ.ร.บ.เกี่ยวข้อง 38 ฉบับ และบทบัญญัติในกฎหมายบางส่วนซับซ้อน ไม่ครอบคลุมการปฏิบัติภารกิจบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่ง กมธ.มีมติเห็นควรให้มีองค์กรกลางบริหารทรัพยากรน้ำ คือ สำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ทำหน้าที่บูรณาการบริหารจัดการให้เกิดความเป็นเอกภาพ มีฐานะเป็นนิติบุคคล สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามขณะนี้ติดปัญหาข้อกฎหมายที่ห้ามไม่ให้ตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา ดังนั้น กมธ.จะขอให้คสช.ออกคำสั่งมาตรา 44 เพื่อจัดตั้ง กนช. ทราบว่าขณะนี้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เสนอเรื่องไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว โดย กมธ.ต้องการให้ออกมาตรา 44 ก่อนจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.มีกำหนดแล้วเสร็จวันที่ 27 ต.ค. ก่อนจะส่งเข้า สนช.เพื่อพิจารณาในวาระ 2 และ 3

ตร.ผงะ “งูเหลือม” โผล่ทำเนียบฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 ก.ย.เกิดเหตุการณ์ระทึกเกิดขึ้น ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ป้อมตำรวจประตู 1 ใกล้กับรังนกกระจอก 2 เดินมายังอ่างล้างมือข้างรังนักกระจอกถึงกับผงะเมื่อพบงูเหลือมตัวเขื่องความยาวประมาณ 2 เมตร กำลังเลื้อยพาดอยู่บนต้นลีลาวดี เจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวตกใจรีบล้างมือ และมาแจ้งให้ผู้สื่อข่าวทราบ เพื่อระมัดระวังตัว ผู้สื่อข่าวได้ออกไปถ่ายรูปงูเหลือมก่อนที่จะแจ้งให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยมาจับ เพื่อไปปล่อยคืนธรรมชาติต่อไป อย่างไรก็ตาม บริเวณที่งูเหลือมเลื้อยผ่านนี้ใกล้กับประตูเข้าออกที่นายกฯและรัฐมนตรีใช้เป็นประจำด้วย หนีไม่พ้นทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา

นายกฯปลื้ม 600 นักธุรกิจยุ่นแห่พบ

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นาย ฮิโรชิเกะ เซโกะ (Mr.Hiro-shige Seko) รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) เข้าเยี่ยมคารวะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ในโอกาสเดินทางเยือนไทยกระชับความสัมพันธ์ 130 ปีไทย-ญี่ปุ่น

จากนั้นเวลา 16.00 น. นายฮิโรชิเกะ เซโกะ ได้นำผู้บริหารภาคเอกชนชั้นนำของญี่ปุ่น 570 คน เข้าเยี่ยมคารวะที่ห้องสีเหลือง ตึกสันติไมตรี พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ได้หารือกับ รมต.กระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ด้วยมิตรไมตรีสมกับที่เราเป็นเพื่อนมิตรกันมา 130 ปี วันนี้ค่อนข้างตื่นเต้นเพราะไม่เคยมีนักธุรกิจมามากขนาดนี้ มุ่งหวังเราจะร่วมมือกันไปอีก 130 ปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย เพราะเราใกล้ชิดกันมากที่สุด ยืนยันให้ความสำคัญกับนักธุรกิจญี่ปุ่นด้วยหัวใจ ขอให้มั่นใจในความไว้เนื้อเชื่อใจกันให้มากที่สุดเพื่อวันข้างหน้าเพื่อผลประโยชน์ที่เท่าเทียมวินวินไปด้วยกัน ขอบคุณจริงๆที่ให้เวลามาถึง 3 วัน แสดงว่าให้เกียรติเห็นศักยภาพประเทศไทย

งัดยุทธศาสตร์ชาติกล่อมรีบมาลงทุน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ช่วง 30 ปีที่ผ่านมาเข้าใจและเชื่อมั่นว่าญี่ปุ่นเป็นหนึ่งที่เป็นผู้สนับสนุนให้ไทยเติบโตมาถึงทุกวันนี้ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆมากมาย รวมทั้งอาเซียนด้วย ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าสิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังทำในวันนี้จะต้องยั่งยืนเพราะเราได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติของประเทศ ไทยไว้ 20 ปีข้างหน้าก่อนแล้ว ทุกอย่างเป็นกฎหมายทั้งสิ้น ดังนั้น ขอให้ตัดสินใจลงทุนตั้งแต่พรุ่งนี้มะรืนนี้กลับไปตัดสินใจลงทุนเลยเพราะไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเลือกตั้งเข้ามา จะต้องสานต่ออย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือต้องคำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน มองถึงประชาชนเป็นที่ตั้ง สร้างความเข้าใจเพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ อย่าให้ใครใช้ประโยชน์จากตรงนี้ไปบิดเบือนทำให้ทุกอย่างมันแย่ลงไป วันนี้สิ่งที่คาดหวังคือความร่วมมือระหว่างกันลงทุนรูปแบบใหม่ๆให้มากขึ้น

มท.ชง ครม.ตั้งผู้ว่าฯ–ผู้ตรวจ 26 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า ในการประชุม ครม.วันที่ 12 ก.ย. กระทรวงมหาดไทยจะเสนอรายชื่อแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 26 ตำแหน่ง ประกอบด้วยตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด 22 ราย และผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย 4 ราย โดยจะแต่งตั้งจากข้าราชการตำแหน่งบริหารระดับต้น ตำแหน่งรองอธิบดี และรอง ผวจ. อาทิ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็น ผวจ.ลำพูน นายรณชัย จิตรวิเศษ รอง ผวจ.กาญจนบุรี เป็น ผวจ.กำแพงเพชร นายประจญ ปรัชญ์สกุล รอง ผวจ.พะเยา เป็น ผวจ.พะเยา นายเสฐียรพงศ์ มากศิริ รอง ผวจ.สุพรรณบุรี เป็น ผวจ.อุตรดิตถ์ นายไกรสร กองฉลาด รอง ผวจ.เพชรบูรณ์ เป็น ผวจ.กาฬสินธุ์ นายไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ รอง ผวจ.นครพนม เป็น ผวจ.มุกดาหาร

รองอธิบดี ปภ.ขึ้นแท่นพ่อเมืองลพบุรี

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็น ผวจ.ลพบุรี นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ รอง ผวจ.กำแพงเพชร เป็น ผวจ.กาญจนบุรี นายรณภพ เหลืองไพโรจน์ รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็น ผวจ.ชัยนาท นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็น ผวจ.สระแก้ว พ.ต.ท. ม.ล.กิติบดี ประวิตร รอง ผวจ.สิงห์บุรี เป็น ผวจ.กระบี่ นายอนุชิต ตระกูลมุทุตา รอง ผวจ.สงขลา เป็น ผวจ.พัทลุง นายสุรพร พร้อมมูล รอง ผวจ.นราธิวาส เป็น ผวจ.นราธิวาส ว่าที่ ร.ต.วิชวุทย์ จินโต รอง ผวจ. สุราษฎร์ธานี เป็น ผวจ.สุราษฎร์ธานี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รอง ผวจ.ปทุมธานี เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล รอง ผวจ.สมุทรปราการ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายสมคิด จันมฤก ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

ทนาย นปช.บี้อัยการสั่งฟ้อง กปปส.

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) ทนายความของนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ในคดีก่อการร้าย เข้ายื่นหนังสือต่ออัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เพื่อขอให้เร่งรัดพิจารณาสั่งฟ้องคดีกับแกนนำ กปปส. กรณีชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 56-57 ในคดีพิเศษที่ 261/2556 เพราะข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เข้าข่ายประวิงเวลา ความล่าช้าตลอด 3 ปีที่ผ่านมาคือ การไม่นำตัวส่งฟ้องหรือไม่ เพราะทราบว่ามีการเปลี่ยนคณะอัยการพิจารณาคดีมาแล้วหลายชุดตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เหลือเพียงประเด็นที่ฝ่ายผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมให้สอบนักวิชาการเพิ่ม แต่ตนเห็นว่าเป็นพยานฟุ่มเฟือยเพราะพยานความเห็นเป็นพยานที่ไม่สามารถชี้ถูกชี้ผิดได้ ทั้งนี้ให้เวลาอัยการแจ้งความคืบหน้าคดีภายใน 15 วัน ไม่เช่นนั้นตนจะร้องกล่าวโทษต่อคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิดตั้งแต่อัยการสูงสุดจนมาถึงคณะการทำงานทั้งหมด

ด้านนายวิรุฬห์ ฉันท์ธนนันท์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 กล่าวว่า ขณะนี้เหลือการสอบประเด็นเดียวคือความเห็นทางวิชาการ ส่วนที่ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรม ให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมนั้น กำลังวินิจฉัยว่าจะให้มีการสอบเพิ่มเติมหรือไม่