วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถึงจะจนก็ไม่โกงใคร! พ่อแม่ ‘น้ำมนต์’ ร่ำไห้บอก ไม่คิดว่าลูกจะทำแบบนี้

พ่อแม่ “น้ำมนต์” เปิดใจทั้งน้ำตา ไม่คิดว่าลูกสาวจะทำแบบนี้ บอก ถึงตัวจะจนก็ไม่โกงใคร พร้อมยัน ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการโกงหรือหลอกลวงของลูก

รายการถามตรงๆ กับจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ วันนี้ (11 ก.ย. 60) ติดตามความคืบหน้าคดี น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ หรือ น้ำมนต์ สาวลวงวิวาห์ชายหนุ่มนับสิบราย ซึ่ง นายบุญเลี้ยง บัวใหญ่ และนางสำรอง บัวใหญ่ พ่อและแม่ เดินทางมาให้สัมภาษณ์พร้อมเปิดใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมเผยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

พ่อและแม่ของน้ำมนต์กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเรื่อง ทั้งคู่ไม่เคยเปลี่ยนชื่อ ส่วนลูกสาวคนที่ 3 คนสุดท้องนี้ก็ชื่อ จริยาภรณ์ ตั้งแต่เด็ก แต่ชื่อเล่นว่า “นิ่ม” ไม่รู้ว่าไปเปลี่ยนชื่อตอนไหน เพิ่งรู้ว่าชื่อน้ำมนต์ ตอนมีเพื่อนบ้านเห็นข่าวแล้วมาบอก ปกติไม่ค่อยได้ติดต่อกัน ลูกไม่ค่อยกลับมาบ้านตั้งแต่แต่งงานไป ส่วนเรื่องการ์ดแต่งงานที่เป็นชื่อคนอื่นนั้นก็ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นการ์ดแต่งงานงานไหนอีกเลยหลังจากลูกสาวแต่งงานกับสามีคนแรก แต่ยอมรับว่าไปงานแต่งมาถึง 4 ครั้ง และฝ่ายชายมาสู่ขอทั้ง 4 ราย ส่วนอีก 3 ครั้งไม่ทราบ ลูกไม่เคยบอกว่าคบหากับใคร ส่วนที่แต่งงานบ่อย ลูกให้เหตุผลว่าถูกฝ่ายชายหลอก หรือไม่ก็ไปด้วยกันไม่ได้ เต็มใจแยกทางกัน รวมถึงไม่เคยส่งเงินให้พ่อแม่ใช้ เคยมีบ้างที่ขอค่ายารักษาเบาหวาน ความดัน แต่ขอยืนยันว่าไม่เคยมีเงินก้อนใหญ่เข้าบัญชีแน่นอน ส่วนที่ตำรวจไปที่บ้าน จ.เลย แล้วไม่พบพ่อกับแม่นั้น ไม่ได้ตั้งใจหนี แต่เพราะกลัวจึงไปนอนในป่า แต่สักพักคิดได้ว่าเราไม่ผิด จึงไปแสดงตัวดีกว่า

“พ่อแม่รักลูกนะ แต่ลูกต้องยอมรับการกระทำ ไม่เคยสอนแบบนี้ เสียใจที่เกิดเรื่องนี้ เพราะถึงจะจนก็ไม่คิดโกงใคร ลูกไม่เคยพูดความจริงกับพ่อเลย พ่อหาเช้ากินค่ำ ติดหนี้สหกรณ์อยู่ 1 ล้าน 8 แสนบาท เพราะกู้มาซื้อที่ ปลูกบ้าน เลี้ยงลูก ไม่คิดว่าลูกจะทำแบบนี้ ถ้าเป็นไปได้ขอให้ลูกกลับมาเป็นคนดี” พ่อและแม่กล่าวทั้งน้ำตา

ด้าน ทนายความสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ และเป็นทนายของผู้เสียหาย บอกให้พ่อแม่ไม่ต้องเป็นกังวล ทุกอย่างอยู่ที่กระบวนการยุติธรรม เป็นไปตามพยานหลักฐาน ตอนนี้พ่อแม่ยังไม่ได้เป็นผู้ต้องหา ซึ่งในกระบวนการมีวิธีการตรวจสอบอีกหลายอย่าง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเป็นดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาล จะเป็นผู้พิจารณาตัดสิน ซึ่งคาดว่าไม่เกินช่วงเย็นวันที่ 13 ก.ย. น่าจะรู้ผลว่าใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ส่วนความคิดของ น้ำมนต์ เป็นการฉ้อโกงที่ผิดปกติ เพราะฉ้อโกงฐานแสดงตนเป็นคนอื่น คือรู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นใคร แต่กลับทำให้คนหลงเชื่อ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดูเจตนาเป็นสำคัญ.