วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศาลนัด 26 ก.ย. ตัดสินคดีปล้นบ้าน 'สุพจน์ ทรัพย์ล้อม' อดีตปลัดคมนาคม

26 ก.ย. ลุ้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ นัดพิพากษา ป.ป.ช.ร้อง “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” อดีตปลัดคมนาคมคนดัง ถูกปล้นบ้านปี 2554 จงใจยื่นทรัพย์สินเท็จ หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลร่ำรวยผิดปกติ ฟ้องยื่นเอกสารแจ้งทรัพย์เท็จ ปี 2560

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 11 ก.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าคดีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อายุ 64 ปี อดีตปลัดคมนาคมปี 2552-54 ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จว่า ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าววันที่ 26 ก.ย.นี้ เวลา 09.30 น. หลังจากที่ก่อนหน้านี้ศาลได้ดำเนินกระบวนการไต่สวนพยาน ป.ป.ช. ผู้ร้อง และนายสุพจน์ ผู้คัดค้านแล้ว โดย ป.ป.ช.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อม.27/2560 ขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมนั้น ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายสุพจน์นั้น ป.ป.ช.จะชี้มูลความผิดข้อกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ เมื่อปี 2555 และข้อกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ซึ่งกรณีนี้ก็สืบเนื่องจากหลังจากเกิดที่เหตุคนร้ายบุกปล้นบ้านนายสุพจน์ ในซอยลาดพร้าว 64 เมื่อค่ำวันที่ 12 พ.ย.54 ซึ่งผู้ที่ร่วมทำผิดคดีอาญานั้น ได้ให้การเกี่ยวกับทรัพย์สินว่า พบเงินสดในบ้านนายสุพจน์ นับร้อยล้าน ซึ่งนายสุพจน์ไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินบางส่วนได้ ป.ป.ช.จึงชี้มูลความผิดนายสุพจน์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ และให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีตามกฎหมาย โดยเมื่อวันที่ 30 ม.ค.57 ศาลแพ่ง มีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินของนายสุพจน์และที่มีชื่อของภรรยา, บุตรสาว และบุตรเขยของนายสุพจน์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้น รวม 19 รายการ ประกอบด้วย เงินสด 17,553,000 บาท ซึ่งเป็นของกลางในคดีอาญาปล้นบ้านนายสุพจน์ หมายเลขดำ 2458/2544 ของ สน.วังทองหลาง, เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ต่างๆ 9 บัญชี, ทองคำรูปพรรณ น้ำหนัก 10 บาท มูลค่า 260,000 บาท ซึ่งเป็นของกลางในคดีอาญาปล้นบ้านนายสุพจน์ หมายเลขดำ 2458/2544 ของ สน.วังทองหลาง, โฉนดที่ดินใน กทม. พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และใน จ.นครนายก รวม 6 แปลง, ห้องชุดคอนโดมิเนียมใน กทม. มูลค่า 1.5 ล้านบาท และรถยนต์เบนซ์ รุ่น E230 และรุ่น C 220 มูลค่า 5.2 ล้านบาท จำนวน 46,141,038.83 บาท ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยให้นายสุพจน์ส่งมอบทรัพย์สินต่อกระทรวงการคลัง แต่เมื่อนายสุพจน์และครอบครัวอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 11 พ.ย.58 แก้เป็นว่า ให้ริบทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน รวม 64,998,587.52 บาท โดยรวมทรัพย์สินบัญชีเงินฝาก 3 บัญชีที่ปิดแล้ว จำนวน 15,857,548.69 บาท กับรถยนต์ Volkswagen มูลค่า 3 ล้านบาท

ส่วนคดีอาญาปล้นบ้านนายสุพจน์ หมายเลขดำ อ.347/2555 นั้น ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มี.ค.56 ให้จำคุก 12 ปี และปรับ 60 บาท นายสิงห์ทอง หรือเสธ.ไก่ ใจชมชื่น จำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธและยานพาหนะ ขณะที่นายเสาร์แก้ว นามวงค์ และนายสมบูรณ์ หรือบูรณ์ ริยะเทน จำเลยที่ 2–3 จำคุก 9 ปี และปรับ 45 บาท

นายบุญสืบ หรือสืบ โจมกัน จำเลยที่ 4 และนายวณัญกฤต หรือจ่อย บุตรกันหา จำเลยที่ 6 จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันรับของโจร ส่วนนายวุฒิชัย หรือวุฒิ พันธวารี จำเลยที่ 5 และ น.ส.วาสนา สาเพิ่มทรัพย์ จำเลยที่ 9 จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน, นายชยธัช หรือเอก จันนะชัย จำเลยที่ 8 จำคุก 8 ปี ฐานสนับสนุนการปล้นทรัพย์ ส่วนนายประพันธ์ เรียงเครือ จำเลยที่ 7 พิพากษายกฟ้อง โดยคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เป็นคดีหมายเลขแดง อ.1119/2556