วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คนแรกในประวัติศาสตร์ ดราม่า(ว่าที่)หมอฆ่าหมา ตั้งใจ หรือ วิกลจริต อนาคตก็ดับวูบ

เรื่องพอสังเขป

-พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม ทำให้โอกาสที่นักเรียนแพทย์ที่ถูกกล่าว จะได้เป็นหมอเต็มตัว เป็นไปได้ยาก

-ยาลดความดันที่ใช้กับมนุษย์ มีผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกัน เมื่อมีการนำไปใช้กับสัตว์

-ก่อนที่จะได้เข้าเป็น นักศึกษาแพทย์ จะต้องถูกประเมิน ผ่านผลการทดสอบสภาวะทางจิตโดยจิตแพทย์ หากใครไม่ผ่าน จะถูกตัดสิทธิ์ทันที

-แทบทุกปี จะพบบรรดานักเรียนแพทย์ เกิดภาวะสะสมความเครียด จนมีอาการซึมเศร้า ต้องส่งจิตแพทย์เข้าไปให้คำปรึกษา

ท่ามกลางความตื่นตระหนก หลังการก่อวีรเวร ของผู้ที่ได้ชื่อว่า กำลังจะก้าวไปสู่อาชีพหมอ อาชีพที่ต้องคอยช่วยเหลือผู้คนให้พ้นจากความเจ็บป่วย แต่ "เขา" คนที่เรากำลังจะกล่าวถึง กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสัตว์ที่ไม่มีทางต่อสู้ ด้วยเหตุผลที่ยังไม่ทราบคำตอบ

สังคมได้บทเรียนอะไร ..... จากเรื่องสุดอื้อฉาวอันเกิดขึ้นจากการกระทำของปลาเน่าเพียงตัวเดียว ที่ทำให้อาชีพอันทรงเกียรติมีหน้ามีตาในสังคมต้องมัวหมองหรือไม่?

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะขออาสาพาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ทุกท่านไปถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นกันแบบเข้าใจง่ายๆ กันแบบทีละประเด็น จากแหล่งข่าวในแพทยสภา และวงการสัตวแพทย์

1.ยาลดความดันที่ใช้กับมนุษย์ เมื่อนำไปใช้กับสัตว์ จะเกิดอะไรขึ้น?

ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ หากได้รับยาลดความดันเกินขนาด ผลที่ตามมาจะทำให้เกิดภาวะความดันต่ำผิดปกติ จนนำไปสู่ภาวะใจหวิว เป็นลม และช็อกจนอาจจะเสียชีวิตลงได้ในที่สุด ส่วนภาวะดังกล่าวจะกินระยะเวลาภายในกี่นาทีหลังได้รับยานั้น ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณยาที่ได้รับ กับขนาดของน้ำหนักตัวเป็นสำคัญ

2.การให้ยาเกินขนาดกับสัตว์ เป็นเครื่องบ่งชี้พฤติกรรมได้หรือไม่ มีเจตนาที่จะทำให้สัตว์ถึงแก่ความตาย?

สำหรับกรณีนี้ จากหลักฐานปริมาณยาที่พบในสุนัข ควรมีการตั้งสมมติฐานไว้ 3 ประเด็น คือ 1.ไม่รู้ เพราะไม่ทราบ (innocent) 2.คิดว่าให้ไป น่าจะไม่เป็นอะไร (ignore) และ 3.ตั้งใจ (intention)

อย่างไรก็ดี หากในเวลาต่อมา สามารถพิสูจน์ได้ว่าการกระทำดังกล่าวเกิดจากมีเจตนา ที่จะกระทำ ก็จะเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.ทารุณกรรมสัตว์ ซึ่งเป็นคดีอาญาทันที 

3.กรณีที่เกิดขึ้นนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า ผู้ที่กระทำเข้าข่ายวิกลจริต?

สำหรับกรณีนี้ ที่น่าตั้งข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ ผู้ที่กระทำไม่น่าอ้างได้ว่าเข้าข่ายวิกลจริต เพราะมีการเตรียมการทั้งเรื่องเอกสาร และวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

4.การคัดกรองบุคคลเข้าเป็นนักศึกษาแพทย์ มีการตรวจสอบสภาวะทางจิตหรือไม่?

สำหรับการคัดกรองบุคคลเข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์ มีแบบทดสอบทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ ซึ่งจะมีจิตแพทย์เข้าร่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อสังเกตพฤติกรรมและประเมินสภาพจิตของบุคคลที่จะเข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์

โดยหากตรวจสอบพบว่า มีคนใดเข้าข่ายอาจจะมีปัญหาทางจิต ก็จะถูกเรียกตัวมาสอบสัมภาษณ์รอบที่ 2 อีกครั้ง ซึ่งในรอบที่ 2 นี้ จะมีการเพิ่มจำนวนบุคลากรสำหรับการเข้ามาร่วมการประเมิน ซึ่งหากเสียงส่วนใหญ่มีความเห็นว่า บุคคลนี้น่าจะมีปัญหาทางสุขภาพจิต ก็จะถูกตัดสิทธิ์ทันที เพราะหากปล่อยไปอาจจะเป็นอันตรายกับคนไข้ต่อไปในอนาคตได้

อย่างไรก็ดี ในแต่ละปีมีผู้ถูกตัดสิทธิ์ในกรณีเช่นนี้ไม่มากนัก

5.ผ่านการทดสอบไปแล้ว เป็นนักศึกษาแพทย์เต็มตัว แต่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตในขณะเรียนบ้างหรือไม่?

คำตอบคือ....พบทุกปี เพราะต้องไม่ลืมว่าอาชีพหมอ เรียนหนัก โดยเฉพาะช่วงอินเทิร์น อาจถูกส่งไปในพื้นที่ห่างไกล ต้องอยู่ห่างจากทั้งครอบครัวและแฟน ไร้ที่ปรึกษา แถมเจองานหนัก ด้วยเหตุนี้ (ว่าที่) หมอบางคน เท่าที่พบ ก็อาจจะมีการสะสมภาวะความเครียดจนเกิดความผิดปกติได้

ประกอบกับปัจจุบันต้องยอมรับว่า ผู้ที่สอบเข้ามาเป็นหมอได้ส่วนใหญ่ มักจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะ เลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน แบบที่เรียกว่า แทบจะไม่เคยต้องพบกับความผิดหวัง หรือต้องไปแก้ไขปัญหาอะไรด้วยตัวเองเลย ฉะนั้นสกิลในการแก้ไขปัญหาบางอย่างจึงยังไม่มี เมื่อต้องไปรับผิดชอบปัญหาอาการป่วยของคนไข้ ถูกส่งไปอยู่โดดเดี่ยวในพื้นที่ห่างไกล ไร้ที่ปรึกษา อะไรๆ มันย่อมเกิดขึ้นได้

แต่กรณีแบบนี้ หากตรวจสอบพบได้เร็ว จะมีการส่งจิตแพทย์เข้าไปให้คำปรึกษาทันที ซึ่งหากยังเป็นแค่ภาวะเริ่มต้น ส่วนใหญ่จะสามารถแก้ไขได้ทัน แต่หากรู้ช้า ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาทุกคน

โดยอาการเบื้องต้นเท่าที่เคยพบคือ มีพฤติกรรมแปลกไปจากเดิม เช่น ซึมเศร้า ชอบแยกตัวเองออกไปจากสังคม หรือจู่ๆ การเรียนที่เคยดีๆ ก็ดร็อปลงอย่างชัดเจน

6.ในประวัติศาสตร์วงการแพทย์ไทย เคยพบว่ามีบุคลากรทางการแพทย์กระทำในลักษณะนี้มาก่อนหรือไม่?

ในประวัติศาสตร์วงการแพทย์ไทย ยังไม่พบว่าเคยมีบุคลากรทางการแพทย์คนใด กระทำการเข้าข่ายในลักษณะนี้เลย

7.โอกาสของบุคคลที่ก่อเหตุ ที่จะกลายไปเป็นหมอในอนาคต

เบื้องต้น ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยการค้นหาข้อเท็จจริงให้รอบด้าน อย่างไรก็ดี หากพบว่า ว่าที่คุณหมอรายนี้กระทำความผิดจริง โอกาสที่จะได้เป็นหมอ คงเป็นไปได้ยาก เพราะ...

ข้อแรก หากถูกตัดสินว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ทารุณกรรมสัตว์ ก็จะเข้าข่ายมาตรา 11 (4) ของ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่จะเป็นสมาชิกแพทยสภา ต้องมีคุณสมบัติคือ ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก ในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ

หรือหากอ้างว่ากระทำลงไปเพราะตัวเอง เป็น บุคคลวิกลจริต ก็จะเข้าข่ายมาตรา 11 (5) ที่ระบุเอาไว้ว่า ผู้ที่จะเป็นสมาชิกแพทยสภา ต้องไม่เป็นผู้มีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือไม่เป็นโรคที่กำหนดไว้ในข้อบังคับแพทยสภา

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวของเรากล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า สังคมควรจะฟังความให้รอบด้านเสียก่อน อย่าเพิ่งรีบไปด่วนสรุป และที่สำคัญ ไม่ควรไปตัดอนาคตผู้ที่ถูกกล่าวหา ถึงขั้นเสือกไสไล่ส่งออกจากสังคมหรือสถานศึกษา เพราะแม้ว่า ว่าที่คุณหมอรายนี้ อาจจะไม่สามารถทำงานเป็นแพทย์ต่อไปได้ เราก็น่าจะให้โอกาสเปลี่ยนจากการเรียนแพทย์ ไปเป็นสาขาอื่นที่ใกล้เคียงกัน เพื่อให้โอกาสคนได้มีโอกาสกลับตัวกลับใจต่อไปในอนาคต เพื่อให้ “เขาคนนี้” ให้มีที่เหยียบยืนอยู่ในสังคมได้บ้าง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่วนตัวจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า เขาคิดอะไรอยู่ ถึงได้ทำแบบนั้นลงไปได้ คิดดูสิว่า ตัวเองเป็นหมอ มีหน้าที่รักษาคนแท้ๆ แต่กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน