วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เมื่อรถรางสร้างเมือง

เรื่องราวของจังหวัดขอนแก่นกลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เมื่อกลุ่มลูกหลานนักธุรกิจชาวขอนแก่นที่มีพ่อแม่หรือรุ่นบรรพบุรุษปักหลักทำการค้าและเจริญเติบโตขึ้นมาในจังหวัดขอนแก่น ได้รวมตัวกันลงขันร่วม 200 ล้านบาท เพื่อตั้งกองทุนพัฒนาเมือง โดยใช้ชื่อว่า บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด หรือ (KKTT) ขึ้นมา

พวกเขามีเป้าหมายพัฒนาจังหวัดขอนแก่นให้กลายเป็น “เมืองแห่งการแสวงหาโอกาส” โดยในอีก 12 ปีข้างหน้า หรือ พ.ศ.2572 รายได้เฉลี่ยของประชากรในจังหวัดขอนแก่นจะเท่ากับรายได้ของประชากรในประเทศพัฒนาแล้ว 12,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 396,000 บาทต่อคนต่อปี คิดรวมๆคือผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือจีดีพีของจังหวัดจะต้องเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว จากปัจจุบันที่มีรายได้เฉลี่ย 198,000 บาทต่อคนต่อปี

เป้าหมายของนักธุรกิจกลุ่มนี้ คือ การสร้างจังหวัดขอนแก่นให้เป็น “สมาร์ท ซิตี้” จุดเริ่มต้นที่พวกเขาเห็นว่ามีความสำคัญที่สุดคือ “การสร้างรถรางไฟฟ้าขนส่งมวลชน” ขึ้นมาเป็นตัวนำไปสู่การ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดในทุกๆด้าน ตามหลักวิชาการที่เรียกว่าการทำ TOD (Transit Oriented Development) เพราะรถรางไฟฟ้าจะทำให้เกิดการกระชับพื้นที่ของเมือง กิจกรรมหลักของจังหวัดจะถูกรวบรวมมาอยู่ในแนวรถไฟฟ้านี้

นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย รองคณบดีฝ่ายบริหาร วิทยาลัยปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมืองขึ้นมา เปิดเผยว่า โครงการนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของจังหวัดโดยเฉพาะเทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา เทศบาลตำบลเมืองเก่า เทศบาลตำบลท่าพระ และเทศบาลตำบลสำราญ รวมทั้งการสนับสนุนของผู้ว่าราชการจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด มหาวิทยาลัยขอนแก่น กลุ่มปัญจมิตร กลุ่ม 8 องค์กรเศรษฐกิจ กลุ่มองค์กรจีน และอีกหลายภาคส่วน

“สิ่งสำคัญที่คนขอนแก่นกำลังคิดอยู่ตรงที่การลงทุนครั้งนี้ จะเป็นการปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่เพิ่มหนี้สาธารณะของประเทศ ด้วยการจัดตั้งกองทุนพัฒนาเมืองขึ้นมา เริ่มต้นระดมทุนจากคนขอนแก่นเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของเอง จากนั้นจะก้าวไปสู่การเปิดระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งระเบียบของกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน การทำระบบรางสามารถระดมทุนได้ ทำให้จังหวัดต่างๆสามารถเริ่มทำได้โดยไม่จำเป็นต้องรองบประมาณจากภาครัฐ สิ่งที่ขอจากรัฐบาลกลางคือ การช่วยลดอุปสรรคและสนับสนุนให้สิ่งที่คนขอนแก่นคิดให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา และในครั้งนี้ ภาคธุรกิจในจังหวัดขอนแก่นจะทำให้เห็นด้วยว่า สามารถที่จะสร้างรถไฟฟ้าขึ้นมาเองภายในจังหวัดได้”

เขาบอกว่า หลังจาก 20 บริษัทเอกชนในจังหวัดขอนแก่นร่วมกันจัดตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมืองขึ้นมา จนถึงตอนนี้ บริษัทขอนแก่นพัฒนาเมืองได้ปรับบทบาทหน้าที่เป็น “คลังสมอง” ของจังหวัด มีหน้าที่ช่วยกันคิดค้นหนทางไปสู่ ความสำเร็จ ขณะที่ผู้ที่จะขับเคลื่อนให้การสร้างรถรางไฟฟ้าขนส่งมวลชนของขอนแก่นเป็นจริงขึ้นมา ได้ก้าวขึ้นมาอีกระดับ

เมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย อนุมัติให้ 5 เทศบาลที่รถไฟฟ้าจะพาดผ่าน ได้แก่ เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา เทศบาลตำบลเมืองเก่า เทศบาลตำบลท่าพระ และเทศบาลตำบลสำราญ ร่วมกันทำการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ขอนแก่น ทรานซิท ซิสเต็ม จำกัด ขึ้นมา โดยอาศัยกฎหมายปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว เช่นเดียวกัน บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ที่อยู่ภายใต้กรุงเทพมหานครและทำหน้าที่บริหารระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความออกมาแล้วว่าสิ่งที่บริษัทกรุงเทพธนาคมทำมานั้นไม่ผิด

การทำงานต่อจากนี้วางกำหนดการณ์ไว้ว่า ช่วงเดือน พ.ย.กระทรวงมหาดไทยจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบว่า บริษัท ขอนแก่นทรานซิท ซิสเต็ม จำกัด จะทำการลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าขนส่งระบบรางเบาสายแรกของจังหวัดขอนแก่น โดยเริ่มต้นสายเหนือ-ใต้ วิ่งจากช่วงบ้านสำราญถึงท่าพระเป็นการนำร่อง โดยวิ่งระดับบนพื้นดินเกาะกลางถนนมิตรภาพ ภายใต้วงเงินลงทุน 15,000 ล้านบาท ระยะเวลาลงทุน 3-4 ปี จากนั้นภายในปีนี้ชาวขอนแก่นจะขอเรียนเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปวางศิลาฤกษ์เพื่อเป็นการประกาศ “ขอนแก่น โมเดล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน” ได้เป็นรูปธรรมขึ้นมาแล้ว

เชื่อว่าเมื่อจังหวัดขอนแก่นทำได้สำเร็จ จะเป็นโครงการต้นแบบให้กับเมืองอื่นๆ เช่นขณะนี้มีอีก 7 จังหวัด รวมตัวกันจัดตั้งบริษัทพัฒนาเมืองขึ้นมาพร้อมที่จะเดินตาม

คงต้องชื่นชมทุกองคาพยพในจังหวัดขอนแก่น ที่กล้าก้าวผ่านแนวทางเดิมๆ กล้าเปลี่ยนระบบคิดจากพึ่งพิงรัฐ เป็นพึ่งตนเอง และสนับสนุนซึ่งกันและกันในรูปแบบประชารัฐ แบบเข้มข้น ถ้าทุกจังหวัดคิดและลงมือทำแบบนี้ โดยที่มีรัฐบาลให้การสนับสนุน คนไทยทั้งประเทศจะก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้ และสามารถเรียกประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้เร็วขึ้น.

อมรรัตน์ จรูญสมิทธิ์