วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตาลุกวาว! เลือกตั้งชัด-เศรษฐกิจดี ฟันธงสิ้นปีนี้หุ้นไทยแตะ 1,700 จุด

บล.ทิสโก้ ชี้ การเมืองไทยชัดมีเลือกตั้งปี 61 หนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้าหุ้นไทยกว่า 1.2 แสนล้านบาท มองดัชนีฯ หุ้นไทย ปลายปีแตะ 1,700 จุด ได้แรงซื้อกองทุน LTF และเศรษฐกิจหนุน ชี้ปีหน้าอาจเห็นนิวไฮ 1,800 จุด 

นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองไทยที่เริ่มมีความชัดเจน และมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 60 ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนมั่นใจว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายในเดือน ส.ค. 61 อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติยังถือครองหุ้นไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต จึงประเมินว่าตั้งแต่เดือน ก.ย. 60 - ส.ค. 61 จะมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องรวมกว่า 1.2 แสนล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยปี 2561 ไปทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 1,800 จุดได้

ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี 2560 ยังมองเป้าหมายดัชนีสิ้นปี 2560 ไว้ที่ 1,700 จุด ด้วยระดับ Forward Price To Earnings (Forward P/E) ที่ 16.5 เท่า ซึ่งถือว่าแพงเมื่อเทียบกับอดีต แต่อยู่ในระดับที่ไม่แพงนักเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค นอกจากนี้ ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลียังส่งผลให้ตลาดหุ้นไทย เป็นอีกหนึ่งตลาดที่นักลงทุนเลือกที่จะโยกเงินลงทุนจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มาหลบความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอีกด้วย

"ดัชนีหุ้นไทย จะปรับขึ้นแรงในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 เพราะมีแรงซื้อจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มาหนุน อีกทั้ง ยังได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว โดยเรายังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2560 ขยายตัว 3.6% และคาดว่าในปี 2561 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.8% ตามการลงทุนของภาครัฐ แต่ในเดือนกันยายน ประเมินว่าหุ้นไทยจะยังเคลื่อนไหวในรูปแบบ Sideways Up ในกรอบ 1,600-1,650 จุด"

ทั้งนี้ บล.ทิสโก้ มองว่านักลงทุนน่าจะใช้จังหวะนี้ในการเก็บสะสมหุ้นใหญ่ โดยตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พบว่า ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ MAI เริ่มปรับตัวขึ้น และมีสัญญาณซื้อหลังจากดัชนีปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหุ้นเด่นสำหรับเดือนนี้แนะนำคือ ANAN, BANPU, CK, RJH, ROJNA, TCAP และ TPIPP ส่วนหุ้นขนาดกลางขนาดเล็กที่เริ่มมีสัญญาณบวกทางเทคนิค เช่น SOLAR, STA, AMA, ITD เป็นต้น

นายวิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนสถานการณ์ที่ยังต้องติดตามในช่วงนี้คือ การพิจารณากฎหมายสำคัญๆ ของสหรัฐฯ โดยมีร่างกฎหมายที่ต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วน คือ 1. ร่างกฎหมายเพื่ออนุมัติการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐ 2. ร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้ 3. ร่างกฎหมายงบประมาณปี FY 2018 ซึ่งการพิจารณาร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับเป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ทั้งนี้ คาดว่ากฎหมายทั้ง 3 ฉบับ จะผ่านการพิจารณาได้ และกลายเป็นปัจจัยหนุน เมื่อมีกระแสข่าวการพิจารณาร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีตามมา แต่ประเมินว่าอัตราภาษีนิติบุคคลจะไม่สามารถปรับลดจนไปอยู่ที่ 15% ตามที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ หาเสียงไว้ เพราะเป็นอัตราที่ต่ำเกินไป