วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เส้นทางสู่ไทยแลนด์ 4.0 ยืมจมูก “ต่างด้าว” ทั้ง 2 รู ?

โดย ซูม

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์หลายฉบับพาดหัวข่าวว่ากองทัพนักธุรกิจญี่ปุ่นเตรียมมาลงทุนในไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคพื้นตะวันออก

ว่ากันว่าจะเป็นนักลงทุนญี่ปุ่นถึง 500-600 ราย ที่จะมาเปิดโต๊ะเจรจาจับคู่การลงทุนใน 4 โซนธุรกิจในเขตพิเศษที่ว่านี้กับนักลงทุนไทย

ผมอ่านข่าวแล้วก็มีทั้งดีใจและหนักใจระคนกันไป ตามวิสัยคนแก่ไทยที่เห็นการพัฒนาในประเทศนี้มายาวนาน ก็อดคิดมากไม่ได้

ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่าดีใจละครับ เพราะรัฐบาลอุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปมากพอสมควรสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือที่เรียกว่า ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก อันเป็นความหวังอันสูงส่งที่จะนำประเทศไทยของเราไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Thailand 4.0”

หากไม่มีใครมาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้เลย ก็จะทำให้โครงการกลายเป็นโครงการร้างเสียขวัญเสียกำลังใจกันไปหมด

ขณะเดียวกัน การลงทุนทั้งหลายทั้งปวงนี้ เมื่อเกิดดอกเกิดผลในอนาคตก็จะเป็นรายได้ที่สำคัญของประเทศชาติ ทำให้เรามีโอกาสกลายเป็นประเทศรายได้สูง มีโอกาสไปถึง 4.0 ได้ดังที่หวังไว้

แหม! ฟังดูก็ดีอย่างนี้ จะไปเกิดความรู้สึกหนักใจทำไมล่ะ?

ที่ผมเกิดความรู้สึกหนักอกหนักใจขึ้นมาด้วยก็เพราะนึกถึงรูปแบบการพัฒนาของเราที่ผ่านมา 50 กว่าปี จากแผน 1 ถึงแผน 12

มาในแนวนี้หมดเลยคืออาศัยการลงทุนจากต่างประเทศเป็นตัวนำ จนกระทั่งมีการล้อเลียนกันในสมัยโน้นว่า ยืมจมูกต่างประเทศ (ญี่ปุ่น+ฝรั่ง) มาช่วยประเทศไทยหายใจ

แม้เราจะมีหลักการดีว่าการลงทุนจากต่างประเทศที่ว่านี้ จะต้องจ้างคนไทยเป็นส่วนใหญ่ไปพร้อมกับหาวิธีถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆให้กับคนไทย แต่ลงท้ายก็ไม่เป็นไปตามนั้นเท่าไรนัก

อาจจะมีการจ้างงานบ้างพอสมควร แต่ในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีแทบไม่เกิดขึ้นเลย

เป็นเหตุให้นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายค้านตั้งคำถามว่า การลงทุนในลักษณะนี้ประเทศไทยเราจะได้ผลประโยชน์อย่างแท้จริงสักเท่าไรแน่

โดยเฉพาะจีดีพี หรือผลิตภัณฑ์ประชาชาติที่เกิดจากการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งค่อนข้างจะมากในอดีตที่ผ่านมา ก็เป็นของชาวต่างประเทศใช่หรือไม่

แม้บางส่วนจะยังอยู่ในไทย แต่เจ้าของก็ไม่น่าจะใช่คนไทย

ทำให้จีดีพีต่อหัวของไทย เป็นจีดีพีต่อหัวที่เบี่ยงเบน เพราะเอามาหารกับประชากรทั้งหมด โดยที่จีดีพีก้อนใหญ่บางส่วนคนไทยอาจไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของเลยก็ได้

กลายเป็นปัญหาว่าประเทศไทยดูเหมือนรวยขึ้น (ทางตัวเลข) แต่ทำไมคนไทยจำนวนมากในชีวิตจริงจึงยังยากจน

เราทำกันอย่างนี้มา 40-50 ปี มาถึงยุคนี้ก็ยังดำเนินการในรูปแบบเดียวกันอีก คือยังคงยืมจมูกคนอื่นมาหายใจอยู่อีก ตามข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็คือญี่ปุ่น และต่อไปก็อาจจะมีจีนมากขึ้น

แม้ผลจะปรากฏว่ารายได้ประชาชาติของประเทศไทยเราสูงขึ้น เอามาหารต่อหัวแล้วก็มากขึ้น จนเรากลายเป็นประเทศรายได้สูงขั้นต่ำ พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูงไปได้สมมาดปรารถนา

ก็จะมีข้อวิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายค้านอีกจนได้ว่า เราเป็นประเทศรายได้สูงขั้นต่ำแต่เพียงตัวเลขเท่านั้น เพราะเจ้าของ (จีดีพี) ส่วนหนึ่งเป็นนักลงทุนต่างแดน และคนไทยจำนวนนิดเดียวที่ไปร่วมลงทุน

ฝากให้นักเศรษฐศาสตร์ของรัฐบาลที่กำลังเดินหน้าผลักดันประเทศด้วยยุทธศาสตร์นี้ เก็บไปคิดเป็นการบ้านด้วยก็ละกัน

ในทางทฤษฎีไม่มีอะไรผิดหรอกครับ แต่จะต้องหาทางตักตวงประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติให้มากที่สุด รวมทั้งเตรียมหาทางอุดช่องว่างของการกระจายรายได้ที่จะแตกต่างกันมากขึ้นอีกในอนาคตเอาไว้ด้วย

อะไรไม่อะไร ยุคนี้เป็นยุคที่น่าห่วงกว่าเมื่อ 30-40 ปีก่อนเยอะ เพราะช่วงโน้นเรายืมจมูกต่างประเทศ เฉพาะการลงทุนในระดับสูง และเทคโนโลยีระดับสูงเท่านั้น คนไทยเราจากท้องนาท้องไร่ยังพลอยได้ส่วนแบ่งจากการไปเป็นลูกจ้างไปเป็นแรงงานในโรงงานต่างๆบ้าง

แต่ยุคนี้เราพึ่งจมูกต่างประเทศทั้งระดับสูงและระดับล่างพร้อมกันเลย คือระดับล่าง อันได้แก่ คนงานต่างๆก็เป็นแรงงานต่างประเทศ หรือแรงงานต่างด้าวเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่รู้กี่ล้านคนเข้าไปแล้ว

จมูกบนก็ยืมเขา จมูกล่างก็ยืมเขา จะหายใจสะดวกไหมล่ะเนี่ยไทยแลนด์ 4.0?

“ซูม”