วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วงเสวนา อัด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก เสือกระดาษตัวใหญ่ ใช้บังคับไม่ได้

วงเสวนา “ข่มขืนพุ่ง รุนแรงเพิ่ม ตื่นเถิดประเทศไทย” อัด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก เป็นเสือกระดาษตัวใหญ่ ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง กรณีเด็ก 14 ถูกชาย 40 คน ข่มขืนที่พังงา ชี้ สถิติเด็กอายุ 10-15 ปี ถูกล่วงละเมิดทางเพศสูงสุดจากคนใกล้ตัว

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่โรงแรมเอบีน่าเฮ้าส์ ในเวทีเสวนา “ข่มขืนพุ่ง รุนแรงเพิ่ม ตื่นเถิดประเทศไทย” นายฮานีฟ หยงสตาร์ เลขาธิการมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ ในฐานะทนายความโจทย์ร่วมคดีเกาะแรด จ.พังงา ว่า เป็นอีกคดีที่น่าตกใจมาก สถานที่เกิดเหตุคือในบ้าน กระทำโดยผู้ใกล้ชิดกับเด็ก ใช้ความใกล้ชิดสนองความใคร่ และข่มขู่ไม่ให้เปิดเผย จนเกิดความย่ามใจกระทำซ้ำ กระทั่งเห็นช่องทางขยายผลไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบกับเหยื่อ ซึ่งคงไม่ลงรายละเอียดเพราะอยู่ในรูปคดี สิ่งที่ฝากให้ช่วยกันคิดคือ กระบวนการจัดการ ซึ่งพบข้อเท็จจริงหลังจากที่แม่เด็กและเด็กไปแจ้งความ กระบวนการคุ้มครองดูแล ไม่มีแรงจูงใจ หรือให้ความมั่นใจกับพยานหลังเปิดเผยข้อมูล จะเห็นว่าผู้ถูกกระทำยังอยู่ในภาวะหวาดกลัว ทั้งที่ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ซึ่งมีองค์กร บุคคลที่มีบทบาทหน้าที่ใหญ่โต แต่พบเด็กและแม่เด็กกลับถูกโดดเดี่ยวหลังได้แจ้งความกล่าวโทษ 3 คนแรก อีกทั้ง ยังถูกกล่าวหาแม่หากินกับลูก พ่อเลี้ยงกระทำเด็ก ทำอย่างไรให้คดีล่วงละเมิดเด็กเหล่านี้จะต้องมีหน่วยงานที่น่าเชื่อถือเข้ามาช่วยเหลือดูแลคุ้มครองเด็กทันที นอกจากนี้ หากคดีนี้แพ้หรือชนะ กระบวนการจัดการรองรับดูแลเด็กจะเป็นอย่างไร

นายฮานีฟ กล่าวด้วยว่า อยากให้ชุมชนสบายใจถึงตัวเลข 40 คน กับหมู่บ้านแห่งหนึ่งนั้น ไม่สอดคล้องกัน ชุมชนนี้ไม่ใช่ทั้งหมด ทั้งยังเป็นส่วนน้อยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่เป็นชุมชนแรกที่เกิดเหตุ และมีการนำคนนอกชุมชนเข้ามาโดยคนบางคน ตัวเลข 40 คน มาจากหลังจากแม่เด็กไปแจ้งความ และปัญหาคือ ตัวเลขนั้นออกมาได้อย่างไร กระแสในชุมชนน่าจะชัดเจน หลังจากมีการออกหมายจับว่ามีใครบ้าง อย่างไรก็ตาม ต้องชมเชยสื่อมวลชนที่เสนอเนื้อหารอบด้าน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการ

ด้าน นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า กรณีนี้เกิดตั้งแต่ มี.ค. 60 จนถึงวันที่ 31 ส.ค. 60 ที่มีการเปิดเผยสู่สังคมรับรู้ แต่กลับเจอศึกหนักที่ต้องยอมรับคำประณาม แรงเสียดทาน รวมถึงสถานการณ์ที่บิดเบือน สิ่งที่กระบวนการยุติธรรมให้ความคุ้มครองพยานให้ปลอดภัย แค่นั้นยังไม่พอ เพราะคดีความหากยาวนานอาจทำให้ข้อมูลเสื่อม จนอาจทำให้คำพิพากษาไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำได้ ดังนั้น ต้องมีจุดเปลี่ยนในสังคมไทย โดยกระบวนการคุ้มครองพยานต้องจริงจัง และส่งแรงกระเพื่อมไปที่ผู้กระทำผิด ถ้าคดีนี้แพ้ คนไทยทั้งประเทศก็จะแพ้ เพราะลูกหลานเราอีกหลายคนจะต้องอยู่ร่วมกับอมนุษย์ เหล่านี้ แต่ถ้าคดีชนะ การคุ้มครองพยานต้องไปให้ไกลกว่านี้ ต้องให้ต้นทุนชีวิตใหม่กับพยานและครอบครัว เปลี่ยนชื่อนามสกุล อาชีพ ย้ายจังหวัดที่อยู่ เพราะผู้เสียหายเสียโอกาสชีวิตไปมหาศาล เราต้องรับผิดชอบมนุษย์ คดีนี้ทำให้เห็นว่า พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กเป็นเสือกระดาษตัวใหญ่ ที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงจัง

ขณะที่ นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลข่าวล่วงละเมิดทางเพศทางสื่อ พบว่า สถิติเด็กอายุ 10-15 ปี ถูกล่วงละเมิดทางเพศสูงสุด รองลงมา 15-20 ปี โดยผู้กระทำส่วนใหญ่เป็นคนใกล้ตัว เช่น เพื่อนบ้าน คนในครอบครัว ซึ่งสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้กระทำมีอำนาจเหนือกว่า อีกทั้งนโยบายช่วง 2-3 ปี มีการเพิ่มอำนาจรัฐ อาจเป็นผลทางอ้อมให้คนใช้ความรุนแรงมากขึ้น แนวทางแก้ไขต้องปฏิรูปตำรวจครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในชั้นสืบสวนต้องให้สหวิชาชีพ อัยการ เข้ามาร่วมด้วย นอกจากนี้ ชุมชนต้องนำเรื่องนี้เป็นบทเรียน หากเกิดปัญหาต้องช่วยกันหาคนผิดมาลงโทษ ไม่ใช่ปกป้องจนทำให้สังคมมองในแง่ลบ ที่สำคัญ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จะต้องรณรงค์ปรับทัศนคติชายเป็นใหญ่อย่างจริงจัง ไม่ใช่เหมือนไฟไหม้ฟางอย่างที่ทำอยู่ และฝากถึง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำหลักสูตรเกี่ยวกับบทบาทหญิงชายไปดำเนินการโดยเร็วที่สุด หลัง พม.ได้จัดทำเสนอ ศธ.ไปแล้ว.