วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภาพลักษณ์ที่เสื่อมถอย

“เฟค นิวส์” (Fake news) หรือข่าวปลอม ถือเป็นหนึ่งในวาทะการเมืองยอดนิยมยุคนี้ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มักจะหยิบยกมาด่าสื่อรายงานข่าวที่ตัวเอง ไม่ปลื้ม

ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าได้รับอิทธิพลมาหรือไม่ แต่ใครจะไปคิดว่า “ดอว์ อองซาน ซูจี” ผู้นำโดยพฤตินัยของสหภาพเมียนมา จะกล่าวออกมาในลักษณะเดียวกัน เกี่ยวกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมโรฮีนจา และความรุนแรงในรัฐยะไข่ ทางภาคตะวันตกติดพรมแดนบังกลาเทศ

ในถ้อยคำที่ซูจีพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เชื้อไฟระลอกใหม่ปะทุขึ้นปลายเดือน ส.ค.นั้น ระบุชัดว่า “รัฐบาลปกป้องผู้คนในรัฐยะไข่อย่างสุดความสามารถ และเรารู้ดี มากกว่าหลายๆคน ถึงเรื่องการถูกลิดรอนสิทธิมนุษยชน และการไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเสมอภาค”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีภาพ “ข่าวปลอม” จำนวนมากถูกแพร่กระจายไป โดยกรณีดังกล่าวนี้ถือเป็นเพียงปลายภูเขาน้ำแข็งก้อนมหึมาของข้อมูลที่ผิดๆ ที่เป็นการสร้างปัญหาระหว่างชุมชนต่างๆ ทั้งมีเป้าประสงค์ในการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มก่อการร้าย

ดอว์ อองซาน ซูจี ถูกชาติตะวันตกยกย่องมาตลอด ในฐานะ “สัญลักษณ์” ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในเมียนมา แต่หลังจากได้รับอิสรภาพหวนสู่แวดวงการเมืองอีกครั้ง ก็กลายเป็นนักการเมืองลามคราม ไม่ทำอะไรสวนทางกับ “ฐานเสียง” ประชาชนส่วนใหญ่ ที่มีกระแสต่อต้านมุสลิมอย่างชัดเจน

เช่นเดียวกับการคงไว้ซึ่งสัมพันธ์อันดีกับกองทัพทัตมาดอว์ ภายใต้การนำของ พล.อ.มิน อ่อง ลาย ผู้บัญชาการสูงสุด ที่กุม ไว้ทั้งอำนาจฝ่ายบริหาร และอำนาจในการ “เปลี่ยนแปลง” ทางการเมืองด้วยไกปืน

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอีกครั้ง ที่ดอว์ อองซาน ซูจี ออกมาแสดงจุดยืนที่สวนทางกระแสโลก ต่อวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมโรฮีนจา จนส่งผลให้เกิดการระดม 386,000 รายชื่อ เรียก ร้องให้ริบ “รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ” ที่ซูจีได้รับมาเมื่อปี 2534

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ แม้คณะกรรมการรางวัลโนเบลจะออกมาชี้แจงว่ารางวัลโนเบลยึดคืนไม่ได้ เป็นการให้แล้วให้เลย แต่อย่างน้อยก็ต้องส่งผลกระทบต่อยี่ห้อ “ซูจี” อย่างปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาโรฮีนจาที่ใครก็แก้ไม่ตกนี้ย่อมจะดำเนินต่อไป เฉกเช่นกับภาพลักษณ์ของวีรสตรีเมียนมา ที่คงค่อยๆเสื่อมลงไปพร้อมกัน.

ตุ๊ ปากเกร็ด