วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘มหิดล’เต้นสอบ นศ.แพทย์ คดีวางยาฆ่าสุนัข

(แฟ้มภาพ)

หวังเงินประกันบ.ขนส่ง แพทยสภาชี้ถ้าโดนอาญา ไม่สามารถเป็นแพทย์ได้

มหาวิทยาลัยมหิดลเต้นเรียกผู้ปกครองและหนุ่มนักศึกษาแพทย์เข้าพบสอบข้อเท็จจริงป้อนยา “ฆ่าสุนัข” เพื่อหวังเรียกเงินค่าประกันจากบริษัทขนส่งสัตว์ หลังสัตวแพทย์ ผ่าพิสูจน์ซาก พบกินยาเกินขนาดคาดอาจทำให้ช็อกตาย ขณะที่ร้านขายสุนัขแฉเจ้าของซื้อสุนัขเคราะห์ร้ายพันธุ์ปอมเมอเรเนียน ราคา 6,500 บาท แต่ให้เขียนบิล 50,000 บาท พบมีโรงพยาบาลสัตว์อีกแห่งโดนด้วย คาดทำมาแล้วหลายครั้ง ส่วนปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่โรงพยาบาลสัตว์ที่รับรักษาหาข้อมูลหลักฐานเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย ด้านกรรมการแพทยสภาเผยหากมีคนฟ้องนักศึกษาแพทย์ต้องโดนคดีอาญา เข้าข่ายผิดด้านจริยธรรม จรรยาบรรณในวิชาชีพ ส่งผลให้ไม่สามารถสมัครเป็นแพทย์ได้

โลกออนไลน์ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Jakkarin Ringngoen นำเรื่องราวไปโพสต์ในโลกโซเชียล เกี่ยวกับเจ้าของสุนัขรายหนึ่ง ว่าจ้างรถบริษัทขนส่งสัตว์เลี้ยงนำสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียน เดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่งในตัวเมืองนครราชสีมา แต่สุนัขตัวดังกล่าวเกิดตายระหว่างทาง ก่อนที่เจ้าของสุนัขจะเรียกร้องค่าประกันกับบริษัทขนส่งสัตว์เลี้ยง กระทั่งทางโรงพยาบาลสัตว์ผ่าพิสูจน์ซากสุนัข กลับพบว่ามียาอยู่ภายในกระเพาะเป็นจำนวนมาก สงสัยสุนัขจะถูกวางยาโดยเจ้าของสุนัข เพื่อเรียกค่าประกันกับบริษัทขนส่งสัตว์เลี้ยง แพทย์ในโรงพยาบาลสัตว์ที่ผ่าพิสูจน์ซากสุนัข จึงนำเรื่องราวโพสต์ลงในโลกโซเชียล และต่อมามีการตรวจสอบพบว่าเจ้าของสุนัขดังกล่าวเป็นหนุ่มนักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อสายวันที่ 9 ก.ย. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่โรงพยาบาลสัตว์เซ็นเตอร์เพ็ท ตั้งอยู่ริมถนนสาย 304 ต.โพธิ์กลาง อ.เมืองนครราชสีมา เป็นโรงพยาบาลสัตว์ที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดย น.สพ.จักรินทร์ เรียงเงิน เจ้าของโรงพยาบาลเซ็นเตอร์เพ็ท เผยว่า ล่าสุดมีตัวแทนจากปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา เข้ามาสอบถามข้อมูลที่เกิดขึ้น คาดว่าน่าจะได้รับมอบหมายจากทางกรมปศุสัตว์ จังหวัด ให้เป็นตัวแทนสืบหาข้อเท็จจริง หากพบเป็นการวางยาสุนัขจะได้เข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของสุนัข เนื่องจากพบว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์

น.สพ.จักรินทร์กล่าวอีกว่า เบื้องต้นได้ให้ข้อมูลไปตามความจริง ส่วนรายละเอียดของยาว่าเป็นยาอะไรนั้น ต้องรอตรวจสอบในห้องปฏิบัติการอีกครั้ง แต่เท่าที่ดูจากการผ่าพิสูจน์ ไม่ว่าจะเป็นยาอะไรก็น่าจะเป็นการให้ยาเกินขนาดแน่นอน เนื่องจากพบมียาอยู่ในกระเพาะจำนวนมาก นอกจากนี้ยังทราบว่า เจ้าของสุนัขได้ไปร้องเรียนที่โรงพยาบาลสัตวแพทย์4 ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกเงินอีก 5 หมื่นบาท โดยอ้างว่าจัดยาทำให้สุนัขตาย พร้อมขู่จะยื่นหนังสือไปยังสัตวแพทยสภาด้วย ขณะนี้ทางโรงพยาบาลสัตวแพทย์ 4 อยู่ระหว่างรอหลักฐานที่เจ้าของสุนัขส่งไปที่สัตวแพทยสภา ก็จะนำเอกสารดังกล่าวมาฟ้อง กลับ ตนได้ปรึกษากันแล้วว่า หากทางโรงพยาบาลสัตวแพทย์ 4 ฟ้อง ทางโรงพยาบาลของตนก็จะฟ้องด้วยในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร

ส่วน สพ.ญ.อนงค์นาถ สุตธรรม สัตวแพทย์ผู้ทำการรักษาและเป็นผู้โพสต์ข้อความ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา มีลูกค้ารายหนึ่งโทรศัพท์นัดว่า จะพาสุนัขมารักษา จากนั้นราว 30 นาที ลูกค้ามาถึงโรงพยาบาลสัตว์ เมื่อลงจากรถก็หิ้วกระเป๋าที่มีซากสุนัขที่ตายแล้วมาให้ตรวจดู ตนจึงแจ้งให้เจ้าของทราบว่าสุนัขตายมาแล้ว ก่อนจะเห็นว่าเจ้าของสุนัขไปพูดคุยกับคนขับรถบริษัทขนส่งสัตว์เลี้ยงให้รับผิดชอบต่อการสูญเสียสุนัขครั้งนี้ แต่คนขับรถยืนยันว่าก่อนหน้านั้นเพียงครึ่งชั่วโมงยังเห็นสุนัขแข็งแรงดี ลงไปวิ่งเล่นที่ปั๊มน้ำมันอยู่เลย และตัวเขาก็ไม่ได้แตะต้องตัวสุนัขด้วย จึงแปลกใจว่าเหตุใดสุนัขถึงตายได้เร็วขนาดนี้

สัตวแพทย์ผู้ทำการรักษากล่าวอีกว่า ส่วนจะให้ตนหาสาเหตุการตายของสุนัขก็ทำไม่ได้เพราะสุนัขตายก่อนที่จะมาถึงโรงพยาบาลสัตว์แล้ว จึงแจ้งเจ้าของว่าไม่รู้สาเหตุ รู้แต่เพียงว่าตัวสุนัขสะอาดไม่มีรอยปัสสาวะ หรือรอยอุจจาระอะไร สันนิษฐานสุนัขอาจจะเกิดอาการช็อก แต่คนขับรถขนส่งสัตว์ไม่พอใจในคำตอบ ให้ตนทำการผ่าซากสุนัขตรวจสอบดู เมื่อผ่าดูพบเม็ดยาจำนวนมากในกระเพาะสุนัขทำให้เกิดความสงสัย เพราะตอนเจ้าของนำสุนัขมา ตนเห็นเม็ดยาชนิดเดียวกันตกอยู่ในกระเป๋า เจ้าของสุนัขบอกว่าเป็นยาของตัวเอง ก่อนนำไปทิ้งลงขยะ ตนจึงได้ไปคุ้ยดูในถังขยะพบเป็นยาลดความดันของคน เลยสอบถามว่าใครป้อนยาให้สุนัข คนขับรถบอกว่าเห็นเจ้าของป้อนยาให้

สพ.ญ.อนงค์นาถ กล่าวด้วยว่า ต่อมาเจ้าของสุนัขโทรศัพท์มาบอกว่า ได้ป้อนยาวิตามินให้สุนัขเอง แต่ตนตรวจสอบแล้วไม่ใช่วิตามินของสัตว์แน่นอน เพราะวิตามินสุนัขส่วนใหญ่จะเป็นรสตับ กับรสนม ที่ชวนให้สุนัขอยากกิน และสุนัขที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 2 กก.ไม่น่าจะป้อนวิตามินมากกว่า 10 เม็ด รวมทั้งยาเม็ดที่พบอีกชนิดก็เป็นยาลดความดันของคนอย่างชัดเจน จึงให้เจ้าของสุนัขไปหาใบฉลากยา หรือกระปุกยามายืนยัน เพื่อเขียนในใบชันสูตรเพิ่ม แต่เจ้าของสุนัขบอกว่าทิ้งไปแล้ว พร้อมยืนยันเป็นยาที่โรงพยาบาลสัตว์ในกรุงเทพฯ ให้สุนัขกินมา ภายหลังทราบว่าเจ้าของสุนัขโทรศัพท์ไปขอร้องให้โรงพยาบาลสัตว์ที่กรุงเทพฯ เขียนย้อนหลังให้ว่าได้ป้อนยาชนิดนี้ไป ทางโรงพยาบาลสัตว์ดังกล่าวไม่สามารถทำให้ได้ ตนนำใบผ่าชันสูตรซากสุนัขไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.โพธิ์กลางแล้ว

สพ.ญ.อนงค์นาถ กล่าวว่า ล่าสุดทราบว่าทางเจ้าของสุนัข มีการแก้ไขใบผ่าชันสูตรซากสุนัข โดยการเขียนบางอย่างเพิ่มเข้าไป และทราบจากบริษัทขนส่งสัตว์เลี้ยงว่า เจ้าของสุนัขไม่เรียกร้องค่าเสียหายแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็ยังไปป่วนที่โรงพยาบาลสัตว์อีกแห่ง ที่กรุงเทพมหานคร ว่าจะไปฟ้องสัตวแพทยสภาให้ไปตรวจสอบการทำงานของสัตวแพทย์ ตนจึงเห็นว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ เลยตัดสินใจนำเรื่องราวโพสต์ในโลกโซเชียลเพื่อเตือนภัยสังคม หลังโพสต์ไม่นานมีโรงพยาบาลสัตว์อีกแห่งใน จ.นครราชสีมา แจ้งว่าเคยเจอเรื่องแบบนี้เช่นกัน แต่ไม่ได้มีการผ่าซากจึงไม่ทราบสาเหตุการตาย และได้ส่งรูปมาให้ดูจึงพบเป็นคนเดียวกัน อีกทั้งมีร้านขายสุนัขโทรศัพท์มาบอกว่าลูกค้ารายนี้เพิ่งได้ซื้อสุนัขพันธุ์ปลอมตัวดังกล่าวไปในราคา 6,500 บาท แต่โอนเงินเข้าบัญชี 50,000 บาท เพื่อให้ทางร้านออกใบเสร็จให้ว่าซื้อสุนัขไปในราคา 50,000 บาท เชื่อว่าเจ้าของสุนัขรายนี้ทำมาแล้วหลายครั้ง

ด้าน นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า ทางมหาวิทยาลัยทราบเรื่องนักศึกษาแพทย์คนนี้แล้ว ในวันที่ 11 ก.ย. จะเชิญผู้ปกครอง และนักศึกษาแพทย์รายดังกล่าวมาที่ศิริราชพยาบาล เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กรณีการฆ่าสุนัขเอาเงินประกันที่กำลังเป็นที่สนใจในโลกออนไลน์ คาดจะได้ข้อสรุปและแถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบเร็วๆนี้ ทั้งนี้ ทางศิริราชพยาบาลยืนยันไม่ปกป้องคนกระทำผิดแน่นอน ทุกอย่างเป็นไปตามข้อเท็จจริงเพราะเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของจริยธรรม ยังเกี่ยวเนื่องกับการปลอมแปลงเอกสารและฆ่าสุนัข มีโทษทางอาญาอีกด้วย

ส่วน นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา กรรมการแพทยสภา กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า นักศึกษาแพทย์รายนี้ยังไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทยสภา เพราะแพทยสภาจะดูแลเฉพาะแพทย์เป็นหลัก และในกรณีนี้จะต้องขึ้นอยู่กับทางคณบดีและสถานศึกษาเป็นหลักว่าจะลงโทษอย่างไร แต่ในความคิดเห็นส่วนตัว หากมีคนฟ้องนักศึกษาแพทย์รายนี้ก็จะโดนคดีอาญา เข้าข่ายผิดในด้านจริยธรรม จรรยาบรรณในวิชาชีพ ส่งผลให้ไม่สามารถสมัครเป็นแพทย์ได้ เนื่องจากเคยโดนโทษอาญา แต่ต่อให้ไม่มีผู้ฟ้องก็อาจจะต้องมีการไปตรวจปัญหาทางด้านสุขภาพจิตของนักศึกษาแพทย์รายนี้ด้วย หากมีปัญหาทางสุขภาพจิตก็ไม่สามารถเป็นหมอได้เช่นกัน เพราะหากปล่อยให้คนมีปัญหาทางสุขภาพจิตไปดูแลคนไข้ อาจเป็นอันตรายต่อคนไข้ได้

กรรมการแพทยสภากล่าวอีกว่า นอกจากนี้หากมีปัญหาทางด้านสุขภาพจิตก็ไม่ควรให้เรียนแพทย์ เพราะต้องเผชิญกับภาวะเครียด และต้องดูแลชีวิต ของคนจะยิ่งอันตราย ดังนั้น หากมีปัญหาทางสุขภาพจิต ควรให้ไปทำหน้าที่ในส่วนอื่นดีกว่า เช่น ในห้อง ปฏิบัติการที่ไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับใคร เป็นต้น แต่ก็จะมีการให้ใบประกาศนียบัตร เพียงแต่จะให้ไปทำงานในสาขาวิชาชีพอื่นที่ไม่เกี่ยวกับแพทย์แทน จะมีผลดีกับนักศึกษาแพทย์เองด้วย

“สำหรับโทษทางอาญานั้น หากขับรถชนคนโดยไม่เจตนาก็อาจจะไม่เป็นอะไร แต่หากผิดจริยธรรมในวิชาชีพมีจิตใจที่ตั้งใจจะทำผิดจริยธรรมนั้น ก็ไม่เหมาะที่จะมาเป็นแพทย์ เพราะขนาดเป็นนักเรียนแพทย์ยังมีพฤติกรรมขี้โกง หรือคิดไม่ดีโตขึ้นก็จะแก้ยาก ดังนั้น เราต้องทำการป้องปรามเอาไว้ก่อน หากปล่อยไปก็จะอันตราย เนื่องจากหากเป็นหมอแล้วอาจจะคิดวางแผนทำร้ายคนไข้ยิ่งอันตรายมาก สังคมคงไม่ยอมให้นักศึกษาที่มีพฤติกรรมลักษณะนี้มาเป็นแพทย์” นพ.สมศักดิ์กล่าวและว่า ในส่วนของแพทยสภาเองก็เป็นห่วงเรื่องนี้มาก ถ้านักศึกษาแพทย์รายดังกล่าวมีการกระทำผิดจริง ทางสถานศึกษาก็ควรต้องป้องปรามและลงโทษนักศึกษาแพทย์รายนี้ด้วย หากมีความผิดทางอาญาจริงจากสาเหตุการวางแผนฆ่าสุนัขเพื่อหวังทรัพย์ ก็ยิ่งไม่สามารถมาเป็นแพทย์ได้

นพ.สมศักดิ์กล่าวอีกว่า แพทยสภามีกฎเกณฑ์ข้อบังคับอยู่แล้วว่าการที่จะมาเป็นสมาชิกแพทยสภาได้ จะต้องไม่เคยถูกโทษอาญาที่ผิดทางด้านจริยธรรม และต้องไม่มีปัญหาทางสุขภาพจิต โดยในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาทางแพทยสภามีการออกระเบียบข้อบังคับว่า ต้องทำการตรวจปัญหาทางสุขภาพจิตของแพทย์ทุกคน นอกจากนี้ ในปัจจุบันหากจะมาเป็นแพทย์ทางคณะจะต้องมีการรับรองว่าแพทย์คนดังกล่าวมีพฤติกรรมที่ดี ถ้ามีพฤติกรรมไม่ดีก็ไม่ควรปล่อยให้มาเป็นแพทย์ ตนอยากให้ใช้กรณีนี้เป็นตัวอย่าง ว่าต่อไปนักศึกษาแพทย์ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี

เย็นวันเดียวกัน นางณัฐนันท์ จีระวิวิทธ ตัวแทนบริษัทขนส่ง H.S.K.Express พร้อมตัวแทนกลุ่ม Watchdog Thailand หรือ WDT เดินทางเข้า แจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร เพื่อให้ดำเนินคดีกับหนุ่มนักศึกษาแพทย์คนดังกล่าว ในข้อหา “ทารุณกรรมสัตว์” และ “ฉ้อโกง” ทั้งนี้ นางณัฐนันท์ กล่าวว่า แม้บริษัทของตนจะไม่ต้องชดใช้เงินประกันเนื่องจากสุนัขไม่ได้เสียชีวิตระหว่างทาง แต่ต้องการแจ้งความเพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่างต่อสังคม ยอมรับว่าหลังเกิดเหตุทำให้ต้องเข้มงวดต่อการรับขนส่งสัตว์เลี้ยงมากขึ้นกว่าเดิม และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

พ.ต.อ.เติมเผ่า สิริภูบาล ผกก.สน.สุทธิสาร เผยว่า ตัวแทนกลุ่ม Watchdog Thailand หรือ WDT ได้มาแจ้งความที่ สน.สุทธิสาร เนื่องจากบริษัทขนส่งสุนัขไปที่ จ.นครราชสีมา ได้มารับสุนัขที่ซอยลาดพร้าว 18 ผู้ที่ขนส่งเห็นว่า มียาติดอยู่ที่ปากสุนัข มีการทารุณกรรมสัตว์เกิดขึ้น จึงเดินทางเข้าแจ้งที่ สน.สุทธิสาร ทางตำรวจจะต้องตรวจสอบว่ามีการทารุณกรรมสัตว์เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และทางบริษัทขนส่ง H.S.K.Express ได้รับความเสียหาย ถูกหลอกลวงจากเจ้าของสุนัข ได้มาแจ้งกับบริษัทขนส่งว่าจะส่งสุนัขไปที่ จ.นครราชสีมา จากนั้นจึงมีการนัดรับสุนัขที่บริเวณซอยลาดพร้าว 18 เมื่อมีการส่งมอบก็ได้แจ้งกับบริษัทขนส่งว่าสุนัขตัวดังกล่าวราคา 40,000 บาท จึงต้องวางเงินประกันจำนวน 4,000 บาท หลังจากนั้นทางเจ้าของบริษัทขนส่ง คนขับรถ และเจ้าของสุนัข ก็เดินทางไปที่ จ.นครราชสีมา ระหว่างทางสุนัขได้อาเจียนไปตลอด เมื่อไปถึง จ.นครราชสีมา จึงได้พาสุนัขไปตรวจอาการที่คลินิกบ้านหมอต้นว่า อาการเกิดจากอะไร ขณะนั้นสุนัขยังไม่ได้เสียชีวิต ต่อมาสุนัขได้เสียชีวิตทางเจ้าของสุนัขจึงมาเรียกร้องเอาเงินประกันกับบริษัทขนส่ง โดยอ้างว่าสุนัขเสียชีวิตจากการเดินทาง แต่ทางบริษัทให้เหตุผลว่าสุนัขไม่ได้เสียชีวิตระหว่างการขนส่งเดินทาง แต่เสียชีวิตที่โรงพยาบาล

ผกก.สน.สุทธิสาร กล่าวต่อว่า เมื่อตรวจสอบพบว่าเจ้าของสุนัขได้ซื้อสุนัขมาจากฟาร์มในราคา กว่า 6,000 บาท เจ้าหน้าที่จะต้องไปสอบปากคำฟาร์ม สุนัขว่าเป็นสุนัขตัวเดียวกันหรือไม่ หากเป็นสุนัขตัวเดียวกันที่ซื้อมาในราคากว่า 6,000 บาท แต่ไปหลอกทางบริษัทขนส่งว่าซื้อมาในราคา 40,000 บาท และมีการทำประกันแม้จะยังไม่ได้เงินไปแต่มีการพยายามเรียกร้องเงินจากบริษัท อาจเข้าข่ายกระทำความผิด ขณะนี้มีเพียงพยานหลักฐานยืนยันจากการสนทนาผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์เพียงอย่างเดียวว่าสุนัขได้ซื้อมาในราคาใด จะประสานเจ้าของฟาร์มเพื่อสอบปากคำว่าได้ขายสุนัขมาในราคา 6,000 บาท จริงหรือไม่ และจะรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนจะเรียกเจ้าของสุนัขมาให้การ เบื้องต้นการกระทำที่เรียกร้องเงินประกันจากบริษัทขนส่งแม้จะไม่สำเร็จ จะเข้าข่ายฐานความผิดพยายามฉ้อโกง ส่วนความผิดฐานทารุณกรรมสัตว์นั้นยังไม่เห็นชัดเจน เนื่องจากเราไม่เห็นตอนป้อนยา แต่เห็นตอนที่ยาติดอยู่ จะตรวจสอบได้ยาก แต่มีอีกเคสหนึ่งอยู่ในอีกพื้นที่จะเห็นการกระทำความผิดชัดเจน เพราะคนขับรถเห็นขณะมีการป้อนยาให้สุนัข