วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เรื่องเดิมๆ

เป็นอีกครั้งที่มีการสื่อสารกันออกมาในลักษณะ “ตำหนิ” ถึงการทำงานของหน่วยงานหลักด้านกีฬาของชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทยในมุมที่สวมบทบาทเป็นผู้กำกับดูแลอนุมัติจัดการบริหาร และประสานงานของเงินกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

ที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็น กับการเบิกจ่ายเงินกองทุนฯ ที่ให้กับสมาคมกีฬาต่างๆมีความล่าช้า จนอาจมีผลต่อผลงานของนักกีฬาซีเกมส์ไทย ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

โดยการตำหนินี้มาจากการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองพัฒนาด้านการพัฒนากีฬา ซึ่งมีประธานฯ คือ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และหมวกอีกใบของท่านก็เป็นอดีตประธาน และเป็นประธานกิตติมศักดิ์อยู่ของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย

นั่นทำให้การตำหนิดังกล่าวอาจทำให้มองได้ว่า เป็นการแสดงเจตนาทั้งจากคณะกรรมการกลั่นกรองฯ และรวมถึงโอลิมปิกไทยด้วยหรือไม่

ซึ่งถ้าได้อ่านในเนื้อข่าว จะมีมุมที่ดุดันอยู่เหมือนกัน คล้ายกับว่ามีการอ้างอิงถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และรัฐบาล มองเรื่องนี้อยู่ ยังพาดพิงถึงการใช้ “ยาแรง” เข้ามาด้วย

ก็ไม่รู้ว่าคนเป็นข้าราชการ จะออกอาการหนาวสั่นกันบ้างรึเปล่า!

ฝั่งของการกีฬาแห่งประเทศไทยก็ได้ออกมาชี้แจง อธิบาย ทำความเข้าใจไปแล้ว ซึ่งก็เป็นเหตุเป็นผลที่แต่ละฝ่าย ที่ต่างก็มีบทบาท หน้าที่ และมีระเบียบที่ต้องยึดถือปฏิบัติแตกต่างกัน

เรื่องของการเบิกจ่าย ซึ่งต้องมีการทำเอกสาร ตรวจสอบ อนุมัติ เป็นปัญหามาช้านานและมีมาอยู่ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าเงินนั้นจะมาจากก้อนไหน รูปแบบใด

ว่าไปแล้วมันเกี่ยวข้องกับทั้งคนให้และคนรับ ซึ่งต้องทำงานร่วมมือประสานกันด้วยความเข้าใจ

เรื่องของตัวงาน เนื้องาน และการประสานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก็ว่ากันไป เป็นหน้าที่และมีระเบียบกันอยู่แล้ว ซึ่งต้องหาทางปรับปรุง แก้ไข ทำความเข้าใจกันให้ได้

แต่เรื่องนี้ยังมีมิติของความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร มีมิติของการเกาะเกี่ยวไปกับ “อำนาจ” ที่พยายามสะท้อนถึงความเหนือกว่า และสื่อสารออกไป หากจะมองย้อนกลับไป เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีเป็นระยะๆ

เสมือนว่าความรู้สึกนี้ยังดำรงอยู่เสมอ!

บ้านเราก็แปลกๆอยู่เหมือนกัน องค์กรหนึ่งเป็นลักษณะเอกชน หรือเอกเทศก็แล้วแต่ ไม่มีงบฯ แต่เสียงดัง รวยตำแหน่ง มักได้รับการแต่งตั้งจากขั้วอำนาจเสมอๆ

แม้หลักการจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่สิ่งที่ปรากฏเป็นภาพออกมาทุกยุคทุกสมัย ก็มักจะต้องใกล้ชิดแนบแน่นกับดุลแห่งอำนาจในบทบาทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยประชาธิปไตยเบ่งบาน หรือสมัยพิเศษเช่นปัจจุบัน

ขณะที่อีกองค์กรก็เหมือนมือไม้ของรัฐโดยตรง เป็นท่อส่งเงินใช้งบประมาณตามอำนาจหน้าที่ที่มีกฎระเบียบปฏิบัติเป็นกรอบวางไว้ และต้องประสานร่วมมือกัน แทนที่จะจูงมือไปด้วยกัน กลับเหมือนจะยืนอยู่กันคนละมุม

เมื่อเราหวังสร้างความสัมพันธ์ สร้างความร่วมไม้ร่วมมือ โดยอาศัยตัวกลางเป็นพลังแห่ง “อำนาจ” แทนที่จะพยายามแสวงหาความเข้าอกเข้าใจ สร้างพลังแห่งเป้าหมายในการเข้ามาทำกีฬาร่วมกัน แล้วให้อำนาจแห่งรัฐสนับสนุนช่วยเหลือเพื่อขับเคลื่อนไป อะไรมันจะยั่งยืนและเกิดประสิทธิภาพมากกว่า

ยิ่งหากแสวงหาอำนาจ และใช้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความ “เหนือกว่า” นั่นคงไม่ใช่วิสัยของการทำกีฬา

ไม่ต่างกับการเล่นการเมืองโดยอาศัยคราบของกีฬาเสียมากกว่า...

“เบี้ยหงาย”