วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กองปราบเล็งฟัน น้ำมนต์ สาวลวงแต่ง ข้อหาฟอกเงิน คาดได้ตัวพ่อแม่เร็วๆนี้

ตำรวจกองปราบเตรียมแจ้งข้อหาฉ้อโกงเป็นปกติธุระ “น้ำมนต์” สาวแสบหลอกแต่งงาน แล้วเชิดสินสอด ก่อนส่งให้ ปปง.เอาผิดฐานฟอกเงิน ส่วนกรณี “สร้อยเพ็ชร” ปัดรู้เห็นเรื่องเปิดบัญชีธนาคาร จนท.ยังไม่ปักใจเชื่อ...

จากกรณีตำรวจกองปราบปรามจับกุม น.ส.จริยาภรณ์ หรือน้ำมนต์ บัวใหญ่ อายุ 32 ปี ได้ที่บริเวณถนนตลาดเก้าแสน แยกกระทุ่มแบน ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร จากนั้นได้ขยายผลจับกุมนายกิตติศักดิ์ ตันติวัฒน์กุล อายุ 33 ปี สามีคนปัจจุบัน ได้ที่โรงแรมไลค์อินน์ ในจ.นครปฐม ก่อนจะควบคุมตัวทั้งสองมาสอบปากคำที่ บก.ป. จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี ได้มารับตัว น.ส.จริยาภรณ์ เพื่อดำเนินคดี รวมถึง สอบปากคำเพิ่มเติม และเตรียมนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดธัญบุรีในช่วงเช้าของวันที่ 9 ก.ย. ส่วนนายกิตติศักดิ์ ถูกคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เนื่องจากมีหมายจับศาลจังหวัดจันทบุรี ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง หลังร่วมกับน.ส.จริยาภรณ์ ฉ้อโกงแผงทุเรียน ในพื้นที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี 


ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 9 กันยายน พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายไปแล้ว 4 ราย พบว่าทุกคนได้แจ้งความร้องทุกข์กับท้องที่ไว้แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ พาผู้เสียหายที่เหลืออีกประมาณ 9 ราย มาสอบปากคำให้ครบ โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่ามีผู้เสียหายรายใดบ้างที่ยังไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจท้องที่ อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งวันเวลานัด เพราะผู้เสียหายบางรายไม่อยากแจ้งความ บางคนกลัวว่าภรรยาปัจจุบันจะรู้เรื่อง


พ.ต.อ.สุวัฒน์ เปิดเผยต่อไปว่า ตอนนี้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา น.ส.จริยาภรณ์ ว่าฉ้อโกงโดยแสดงเป็นบุคคลอื่น หากมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์จำนวนมาก พนักงานสอบสวนก็จะดูเรื่องอื่นด้วย อาทิ กฎหมายฟอกเงิน เนื่องจากการฉ้อโกงเป็นปกติธุระที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก เป็นความผิดมูลฐานฟอกเงินได้ แตกต่างกับการฉ้อโกงที่มีผู้เสียหายรายเดียว โดยตอนนี้อยู่ระหว่างพิจารณาและรอสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมว่าเป็นการฉ้อโกงเป็นปกติธุระหรือไม่ ถ้าพิจารณาแล้วเข้าข่าย บก.ป.ก็จะส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินว่ามีใครเกี่ยวข้อง และมีการปกปิดการถ่ายโอนเงินหรือไม่ 


พ.ต.อ.สุวัฒน์ เปิดเผยด้วยว่า ส่วนกรณีของ น.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ อายุ 27 ปี ชาว จ.เลย ที่ถูก น.ส.จริยาภรณ์ นำบัตรประจำตัวประชาชนไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อใช้หลอกผู้เสียหาย จากการสอบปากคำ น.ส.สร้อยเพ็ชร ให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่ได้ไปเปิด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ โดยจะตรวจสอบกับธนาคารว่า เป็นการเปิดบัญชีด้วยวิธีใด ใครเป็นคนไปเปิดและมีหลักฐาน อาทิ ภาพจากกล้องวงจรปิดในวันที่เปิดบัญชีหรือไม่ ทั้งนี้ การเปิดบัญชีในคดีนี้ น่าจะไม่เข้าข่ายเป็น “บัญชีม้า” เหมือนกับคดีอื่นๆ ที่มักจ้างบุคคลอื่น บางครั้งก็เป็นผู้บริสุทธิ์ เช่น ว่าจ้างให้วินจยย.รับจ้าง ไปเปิดบัญชี เปรียบเหมือน “ม้า” คอยไปกดเงินให้โดยที่ไม่รู้ที่มาของเงิน แตกต่างกับกรณีของ น.ส.สร้อยเพ็ชร ที่ปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง โดยกองปราบจะประสานไปยังตำรวจท้องที่ให้ตรวจสอบกับธนาคาร 


ทั้งนี้มีรายงานข่าวแจ้งว่า คดีนี้ เจ้าหน้าที่กองปราบได้รับคำร้องทุกข์จากผู้เสียหายเพียงแค่ 4 ราย ใน 4 พื้นที่ ได้แก่ สภ.สำโรงเหนือ สภ.สำโรงใต้ สภ.สมุทรปราการ และสภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยทั้ง 4 รายได้แจ้งความกับตำรวจท้องที่แล้ว เป็นกรณีถูก น.ส.จริยาภรณ์ หลอกแต่งงานทั้งหมด โดยขณะนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวพ่อแม่ของ น.ส.จริยาภรณ์ คาดว่าจะได้ตัวเร็วๆ นี้.