วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ใครจะยอมถอยก่อน?

มุ่งมั่น-สำนักข่าวเคซีเอ็นเอเผยแพร่ภาพนายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เยี่ยมชมโครงการนิวเคลียร์ในสถานที่ไม่เปิดเผย เมื่อ 3 ก.ย. วันเดียวกับที่เกาหลีเหนือทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่ 6 เป็นระเบิดไฮโดรเจน เพื่อใช้ติดขีปนาวุธข้ามทวีปสำเร็จ (เอพี)

“สมการ” แก้โจทย์หรือปัญหา “เกาหลีเหนือ” ที่ยุ่งยากอยู่แล้วยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น เมื่อ “โสมแดง” ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่ 6 เมื่อ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยประกาศว่าประสบความสำเร็จสมบูรณ์แบบ และสามารถนำไปติดตั้งบนขีปนาวุธข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) ที่ทดลองสำเร็จก่อนหน้านี้ได้

โสมแดงอ้างว่าการทดลองล่าสุด เป็น “ระเบิดไฮโดรเจน” (เอช บอมบ์) ระเบิดนิวเคลียร์หรือปรมาณูที่มีอานุภาพรุนแรงกว่าปกติ ใช้หลักการหลอมรวมตัว (ฟิวชั่น) ของอะตอมแร่ยูเรเนียมหรือพลูโตเนียมเป็นลูกโซ่จนเกิดพลังงานอภิมหาศาล ต่างจากวิธีแตกตัว (ฟิชชั่น) ของอะตอมแบบเดิมที่ให้พลังงานน้อยกว่า

ญี่ปุ่นประเมินว่า “เอช บอมบ์” ลูกนี้ ซึ่งทดลองที่อุโมงค์ใต้ดิน “ปุงกเย-รี” ทางภาคเหนือ มีอานุภาพถึง 160 กิโลตัน รุนแรงกว่าระเบิดปรมาณูขนาด 15 กิโลตันของสหรัฐฯ ที่ใช้ถล่มเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่นในปี 2488 ราว 10 เท่า ส่วนเกาหลีใต้ก็ชี้ว่าเกาหลีเหนืออาจย่อส่วน ระเบิดนิวเคลียร์ให้เล็กลงหนักไม่ถึง 500 กก.ได้แล้ว

ถ้าเป็นจริง นั่นหมายความว่าโสมแดงอาจมีหรือใกล้มีขีปนาวุธข้ามทวีปที่ติดหัวรบนิวเคลียร์ซึ่งยิงถล่มไกลถึงดินแดนสหรัฐฯได้ เกาหลีเหนือจึงมี “ไพ่ตาย” อยู่ในมือ ดังนั้น “สมการ” แก้ปัญหาเกาหลีเหนือก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย ไม่ใช่มุ่งกดดันให้ล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์หรือปลดอาวุธนิวเคลียร์ดังที่เคยเป็นมา

เมื่อถึงขั้นนี้ เกาหลีเหนืออาจขอให้สหรัฐฯ ยอมรับตนอยู่ในฐานะเป็นหนึ่งในชาติที่มีอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Club) เช่นเดียวกับสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน อิสราเอล อินเดีย ปากีสถาน และการเจรจาใดๆก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานนี้

ส่วนทางเลือกของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในการสยบโสมแดงก็น้อยลงไปอีก อาจเรียกได้ว่าเกือบถึง “ทางตัน” เพราะทางเลือกเดิมๆ ก็ใช้ไปหมดแล้ว ไม่ว่า การคว่ำบาตรถึง 7 รอบ การวิ่งเต้นทางการทูต ไปจนถึงการขู่ใช้กำลังทหารจัดการขั้นเด็ดขาด แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ผล

“การใช้กำลังทหาร” เป็นทางเลือกที่สหรัฐฯยกมาข่มขู่หลายครั้ง ทรัมป์ก็เช่นกัน แต่โอกาสเกิดขึ้นจริงมีน้อยมาก เพราะรู้ดีว่าจะเกิดสงครามมหาวินาศ ถูกเกาหลีเหนือตอบโต้รุนแรงแน่ ทั้งระดมยิงห่าขีปนาวุธ จรวด ปืนใหญ่ ไปจนถึงอาวุธเคมี ถล่มทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่น มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายมหาศาลในวันแรกๆ ก่อนได้ทันตั้งตัว

โดยเฉพาะ “กรุงโซล” ซึ่งอยู่ห่างชายแดนไม่ถึง 10 กม. มีคนอาศัยอยู่กว่า 25 ล้านคน รวมทั้งชาวอเมริกันหลายแสนคน จะกลายเป็น “เป้านิ่ง” ถูกถล่มเละ ถึงแม้ฝ่ายสหรัฐฯจะชนะสงครามในท้ายที่สุด

ทางเลือกอื่นๆ ที่ทรัมป์ขู่ก็คือ ยุติการค้าขายกับทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับเกาหลีเหนือเพื่อตัดเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและโครงการนิวเคลียร์ของโสมแดง แต่ทางเลือกนี้ก็ยากจะทำได้จริง เพราะจะเจ็บหนักกันทุกฝ่าย เนื่องจากมีหลายประเทศที่ทำธุรกิจกับเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะจีนที่ค้าขายกับโสมแดงถึง 90% ก็เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ถ้าหยุดค้าขายกับจีน เศรษฐกิจสหรัฐฯอาจถึงขั้นหายนะ เพราะธุรกิจของสหรัฐฯนับไม่ถ้วนต้องปิดตัวลงหรือได้รับผลกระทบรุนแรง ส่งผลให้มีคนตกงานบานเบอะ ขณะที่ทรัมป์เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจอยู่

ทางเลือกอีกอย่างที่สหรัฐฯใช้มายาวนานและยังผลักดันอยู่ คือพยายามใช้มาตรการคว่ำบาตรโสมแดงหนักขึ้น และบีบให้ชาติอื่นโดยเฉพาะจีนร่วมมือ ซึ่งเดือนที่แล้ว สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก็มีมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือเพิ่มเติม โดยมุ่งเป้าเล่นงานเศรษฐกิจเกาหลีเหนือถึง 1 ใน 3 และมีจีนสนับสนุนด้วย

สหรัฐฯกำลังผลักดันให้ยูเอ็นผ่านมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือขั้นหนักที่สุด รวมทั้งการปิดกั้นการขายน้ำมันให้เกาหลีเหนือ ขับไล่แรงงานเกาหลีเหนือในประเทศต่างๆ รวมทั้งจีน ยึดทรัพย์สินและห้ามการเดินทางของนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุด และเหล่าเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ ทั้งยังพิจารณา “คว่ำบาตรระดับ 2” มุ่งเล่นงานธนาคารและธุรกิจต่างๆในจีนที่ทำธุรกิจกับเกาหลีเหนือ ซึ่งวิธีหลังสุดนี้เคยใช้ได้ผล กดดัน “อิหร่าน” ให้ยอมกลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อระงับโครงการนิวเคลียร์เมื่อหลายปีก่อน ก่อนมีข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ยุครัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา

แต่การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 และทดสอบขีปนาวุธหลายครั้งในปีนี้ แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าเกาหลีเหนือไม่ยี่หระต่อมาตรการคว่ำบาตรใดๆ และไม่ยอมล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์กับขีปนาวุธเด็ดขาด เพราะรู้ดีว่าเป็นหนทางเดียวที่จะป้องกันตัวไม่ให้ถูกสหรัฐฯและพันธมิตรโจมตีโค่นล้มเปลี่ยนระบอบผู้นำได้

ส่วนจีนและรัสเซีย แม้จะยอมคล้อยตามสหรัฐฯในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือไม่รู้จบ เพราะเห็นว่า ยังไงๆ ก็ไม่ได้ผล ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ถึงกับพูดว่าเกาหลีเหนือยอม “กินหญ้า” ก็ไม่ยอมล้มเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด ทางเดียวที่จะแก้ปัญหาได้คือการเจรจาเท่านั้น

ส่วนจีนก็มีท่าทีเช่นเดียวกัน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจาโดยเร็วที่สุด โดยเสนอให้คู่กรณียอมถอยคนละก้าวเสียก่อน นั่นคือให้สหรัฐฯยุติการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ และให้เกาหลีเหนือยุติการยั่วยุ อีกทั้งให้ระงับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ จากนั้นค่อยมานั่งโต๊ะเจรจากันใหม่

หลายๆครั้ง ความขัดแย้งที่หนักหนาสาหัสบนโลกใบนี้สามารถแก้ได้ในพริบตา เมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมถอยก่อน 1 ก้าว วงจรประนีประนอมสร้างสันติภาพจึงจะเริ่มเดินได้ กรณีนี้ก็อาจเป็นเช่นเดียวกัน

ขึ้นอยู่กับว่าใครจะยอมลดศักดิ์ศรีและทิฐิมานะ “ถอยก่อน” เท่านั้น!

บวร โทศรีแก้ว